ยืนยันสิทธิคนจน8.8ล้าน จี้ปรับเกณฑ์เข้มยังระงม

ไทยช่วยไทยพลัสแรงต่อเนื่อง ยอดทะลุ 1.5 หมื่นล้านแล้ว “คลัง” เผย 2 วันผู้ยืนยันสิทธิบัตรคนจน 8.8 ล้านราย 4.1 แสนรายสะดุด แนะรีบแก้ไขก่อน 21 มิ.ย. เสียงเรียกร้องทบทวนเกณฑ์เข้มยังระงม โดยเฉพาะปมเลี้ยงดูพ่อแม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิ.ย. 2569 สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานข้อมูลช่วง 6 วันแรก (1-6 มิ.ย.) ของร้านค้าและการใช้สิทธิ์ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 6 มิ.ย.เวลา 23.00 น. โดยพบว่าประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์ทั้งสิ้น 26.04 ล้านคน มียอดใช้จ่ายรวม 15,239.76 ล้านบาท แยกเป็นเงินที่รัฐบาลร่วมจ่าย (60%) 8,862.30 ล้านบาท เงินที่ประชาชนจ่าย (40%) 6,377.46 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้จ่ายสำเร็จ 22.27 ล้านคน จำนวนร้านค้าที่ใช้จ่ายสำเร็จ 9.3 แสนร้านค้า ทั้งนี้มีร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 9.98 แสนร้านค้า แยกเป็นร้านค้าเดิม 8.67 แสนร้านค้า และร้านค้าใหม่ 1.31 แสนร้านค้า

ด้านนายอรรถพล อรรถวรเดช รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนยืนยันสิทธิโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 4-5 มิ.ย.ว่า ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิมลงทะเบียนแล้ว 8,865,427 ราย โดยลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ 5,473,320 ราย ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ 1,244,416 ราย และผ่านแอปเป๋าตัง 1,188,530 ราย ผ่านหน่วยรับลงทะเบียน 5 ธนาคาร 614,723 ราย และเครื่อง ATM ธนาคารกรุงไทย 344,438 ราย โดยผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิที่ยืนยันข้อมูลสำเร็จเรียบร้อย 8,454,728 ราย และผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ 410,699 ราย

“ขอให้ผู้ที่ลงทะเบียนยืนยันสิทธิผ่านเว็บไซต์ และพิสูจน์ตัวตนด้วยการกรอกข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน  เข้ามาติดตามสถานการณ์ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์โครงการ หากพบข้อความว่ายืนยันการลงทะเบียนเรียบร้อย ก็ไม่ต้องดำเนินการใดๆ ขอให้รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติต่อไป โดยจะประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิในวันที่ 17 ก.ค. 2569 ส่วนผู้พบข้อความว่าข้อมูลตามบัตรประชาชนไม่ถูกต้อง ให้ผู้ลงทะเบียนเริ่มลงทะเบียนใหม่ โดยสามารถเลือกลงทะเบียนผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่งตามที่โครงการกำหนด ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนผ่านช่องทางเดิม ส่วนผู้ลงทะเบียนที่พบข้อความว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูลตามบัตรประชาชนของผู้ลงทะเบียน ให้ผู้ลงทะเบียนกลับมาตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนในวันถัดไป ซึ่งผู้ยืนยันสิทธิไม่สมบูรณ์ ขอให้ลงทะเบียนใหม่ภายในระยะเวลาการเปิดรับลงทะเบียนของโครงการ หรือภายในวันที่ 21 มิ.ย. 2569”

วันเดียวกัน ยังมีการแสดงความคิดเห็นต่อเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยเฉพาะประเด็นบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี โดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะเป็นมาตรการที่เข้มงวดเกินไป ขาดความยืดหยุ่น และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย

“หากรัฐบาลใช้เกณฑ์นี้มาตัดสินว่าพ่อแม่ไม่ควรได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกต่อไป เท่ากับกำลังบีบให้ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยต้องเลือกระหว่างสิทธิลดหย่อนภาษีของลูก กับเงินช่วยเหลือที่พ่อแม่จำเป็นต้องใช้ประทังชีวิต”น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า การอธิบายเรื่องตัวเลขและตรรกะอาจจะยังไม่สมเหตุสมผล อยากให้กระทรวงการคลังที่เป็นผู้ออกนโยบายเป็นผู้อธิบายว่าด้วยตรรกะอะไร เพราะบางครั้งพ่อแม่อาจจะเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องนำไปปรับปรุง

            นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวว่า เป็นห่วงเรื่องการคอร์รัปชันเชิงนโยบาย โดยต้องจับตาเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่จะลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จะปฏิรูปพลังงานและโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ไม่เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ แม้นายกฯ จะตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อต่อต้านการทุจริต (คตท.) ขึ้นมา แต่ไม่ได้ทำให้สังคมเชื่อใจว่าจะทำการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันได้มากน้อยแค่ไหน เว้นแต่นายกฯ จะจัดการเรื่องการทุจริตให้เห็นอย่างชัดเจน  

ขณะที่ รศ. ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรค ปชน. กล่าวว่า การใช้เม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินจะขาดการทำงานในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะต้องเร่งรัดใช้เงินภายในเดือน ธ.ค. 2570 ซึ่งแผนการใช้เงินกู้ในโครงการปรับโครงสร้างพลังงานขาดรายละเอียด ทุจริตรั่วไหลจากการจัดซื้อจัดจ้างง่าย และประสิทธิภาพต่ำ มั่นใจหลายโครงการจะเป็นการตำน้ำพริก (ภาษีประชาชน) ละลายแม่น้ำแห่งการถอนทุน โครงการและมาตรการต่างๆ ที่ใช้เงินกู้ต้องมีการวัด KPI ให้ชัดเจน แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายละเอียดแต่จะกู้เอาไว้ก่อน

“การใช้เงินกู้ 200,000 ล้านบาทในส่วนปรับโครงสร้างพลังงาน มีการตั้งเป้าหมายไว้สูงจะเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ว่าจะเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมอย่างไร มีแต่แนวทางกว้างๆ ดังนั้นการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทจึงยังไม่ใช่การสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทย เพียงแค่บรรเทาปัญหาความเดือดร้อนได้บ้าง และต้องตอบคำถามว่าการกระจายเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน เป็นการต่างตอบแทนเครือข่ายธุรกิจการเมืองหรือไม่” รศ. ดร.อนุสรณ์ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คุก27‘พ่อ-แม่ทิพย์’

ศาลไม่ให้ประกันพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ 27 คนนอนคุกจริงไม่ใช่คุกทิพย์ ชี้พฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคง ส่วนมหาดไทยสั่งล้อมคอก ให้สำนักทะเบียนทั่วประเทศปรับปรุงมาตรการรับรองบุตร กรณีที่บิดาหรือมารดาเป็นชาวต่างชาติต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน

ไหนบอกว่าพร้อม ‘ภาวุธ’แจงไม่ครบ

“ดีเอสไอ" เร่งสอบปากคำขยายผลคดีเทรด Forex จ่อออกหมายเรียกผู้ต้องหากลุ่มแรกเร็วๆ นี้ ความผิด พ.ร.บ.คอมพ์ พบเป็นบุคคลที่อยู่ในแผนผังสืบสวนของดีเอสไอ

‘ฟีฟ่า’เพิ่มทีมบอลโลก2026 เปิดโอกาส‘นอร์เวย์’ได้โลดแล่น

การเพิ่มทีมที่ลงสนามฟาดแข้งในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ไม่ใช่การให้โอกาสทีมที่ศักยภาพยังไม่ถึง ทว่าคือการเพิ่มพื้นที่ให้ทีมคุณภาพสูงที่ถูกตัดออกตั้งแต่รอบคัดเลือก

ระเบิดในเขมร ‘ทัพภาค2’เผย ห่างไทย15กม.

ทภ.2 แจงเสียงคล้ายระเบิดดังจากฝั่งกัมพูชา ห่างชายแดน 10-15 กม. ยืนยันไทยไร้ความเสียหาย ขณะที่ กมธ.ความมั่นคงฯ ยกชุดลุยชายแดนช่องสายตะกู "มณเฑียร-รังษี" สั่งเช็กความพร้อมรบ สแตนด์บายโรงพยาบาลรับคนเจ็บ ย้ำแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เซฟชีวิตชาวบ้าน-หนุนกำลังส่วนหน้าเต็มพิกัด

พรรคส้มปั่น10ลล.! รวมตัวเลข‘ผูกพัน-นอกงบประมาณ’ตั้งธงคอร์รัปชัน

พรรคประชาชนเล่นใหญ่ จัดกิจกรรม ‘Hack งบ 70’ "ไอซ์" ชวนประชาชนจับตางบประมาณผูกพันและเงินนอกงบประมาณ 10 ล้านล้าน นายกฯ เข้าทำเนียบฯ วันหยุด เรียกประชุมติดตามความคืบหน้าการสอบสวนลงโทษทุจริตสอบท้องถิ่น ขณะที่ "ศุภจี" บินสหรัฐ 15-17 ก.ค.นี้คุยภาษีทรัมป์