“อนุทิน” ฟังเสียงวิจารณ์ สั่ง “เอกนิติ” ทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ขุนคลังบอกให้ คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาเร็วที่สุดเสร็จ คาดถก 11 มิ.ย.นี้ “ศิริกัญญา” บอกนายกฯ สั่งไม่ชัด เดี๋ยวปีหน้ามีปัญหาอีก ต้องรื้อมติ ครม.ใหม่แก้เกณฑ์เข้มทั้งเรื่องหนี้สิน-รถยนต์ด้วย พร้อมไปยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินระงับบัตรคนจน ซัดรัฐบาลถังแตกโยกเงินกู้มาใช้ในโครงการผิดวัตถุประสงค์ทั้งที่มีงบประมาณปกติ “บุรีรัมย์” พบคุณยาย 91 ปีเลี้ยงลูกพิการ 4 คนไร้บัตร “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังคึกกว่า 3 แสนรายใช้จ่ายครบพันแล้ว
เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย สั่งให้กระทรวงการคลังทบทวนการใช้มาตรการภาษีลดหย่อนค่าอุปการะบุพการี ที่ใช้เป็นเกณฑ์การกลั่นกรองสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่านายกฯ และกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นทางสังคม โดยเป็นห่วงประเด็นนี้และเน้นย้ำจะให้ความเป็นธรรม
“ในสังคมไทยจากข้อมูลที่ฟังมาทั้งหมด จะมีลูกบางคนที่ใช้สิทธิ์ลดหย่อนแต่ไม่ได้ดูแลพ่อแม่จริง ตรงนี้เราก็เป็นห่วง การที่ไปตัดสินพ่อแม่อาจจะถูกกระทบ นายกฯ จึงสั่งให้ไปทบทวน” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ได้พูดคุยกับกระทรวงการคลัง ซึ่งกระบวนการทบทวนมีคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะไปพิจารณาทบทวนตามข้อสั่งการของนายกฯ ว่าข้อนี้อาจไม่เป็นธรรมกับพ่อแม่ ที่ลูกไปแอบอ้างใช้สิทธิ์แล้วตัวเองต้องขาดสิทธิ์ ซึ่งได้มอบกระทรวงการคลังนำเรื่องไปพิจารณาในคณะกรรมการชุดดังกล่าวเพื่อทบทวนสิทธิ์ เพราะเราได้คำนึงถึงเสียงของสังคม และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน
“ได้มอบให้คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ไปพิจารณาในกระบวนการทบทวนหลักเกณฑ์ซึ่งจะดำเนินการด่วนที่สุด” นายเอกนิติกล่าว
เมื่อถามว่า ถึงขั้นต้องทบทวนฐานเงินเดือนลูกในการเสียภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ณ วันนี้ได้ลดหย่อนภาษีไปแล้ว แต่ปีหน้าคงต้องมานั่งทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องที่จะเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) คือการทบทวนคนที่ตกหล่นที่ไม่มีโอกาส ไม่มีระบบสวัสดิการที่จะดูแล ซึ่งที่ผ่านมา 10 ปีก็ถูกร้องเรียนเป็นจำนวนมาก ว่าคนที่ใช้สิทธิ์เป็นคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงมาแอบอ้างใช้สิทธิ์ บางคนมีรถใส่ทอง เราต้องการเอาคนกลุ่มนี้ออกจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อไปใช้สิทธิ์อื่น ยกตัวอย่างคนที่จะถูกตัดสิทธิ์จาก 13.2 ล้านคน ที่เขาไม่ได้เดือดร้อนจริง ไม่ใช่คนที่จนที่สุด หลายคนไปยื่นใบสมัครโครงการไทยช่วยไทยพลัส แต่เราไม่ได้ให้เพราะถือว่าอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว แต่คนที่จนที่สุดที่ไม่มีเงินแม้จะไปสมทบในไทยช่วยไทยพลัส คนกลุ่มนี้ต่างหากคือกลุ่มคนที่เราต้องการช่วย วันนี้จึงต้องทบทวน
นายเอกนิติยังกล่าวถึงสาเหตุที่ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) เข้ามาเร่งดำเนินการในเรื่องนี้ว่า ต้องการให้เสร็จภายในเดือน ก.ค. 2569 เพราะวันที่ 1 ส.ค. 2569 จะให้คนที่หลุดจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทยพลัสได้ด้วย โดยจะได้ใช้สิทธิ์ 2 เดือน
เมื่อถามว่า ที่ติดปัญหาข้อมูลไม่ครบถ้วนเป็นเพราะหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีด้วยหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ไม่ วันนี้เป็นเพียงการสำรวจสิทธิ์ ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครเลย
11 มิ.ย.ประชุมทบทวน
ด้านนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะนำเรื่องดังกล่าวมาทบทวนในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ก่อนประกาศผลการคัดกรองผู้ได้รับสิทธิ์ในวันที่ 17 ก.ค. 2569 โดยคาดว่าจะประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ เวลา 15.00 น.
“กระทรวงการคลังยินดีรับฟังทุกข้อเสนอแนะ และพิจารณาความจำเป็นในทุกด้าน ซึ่งนโยบายสาธารณะคงไม่ใช่เรื่องที่คิดแล้วทำโดยไม่ฟังใครเลย แต่ยืนยันว่าที่ผ่านมากระทรวงการคลังมีข้อมูล มีที่มาของสาเหตุในการพิจารณาออกแต่ละเกณฑ์ในการคัดกรองครั้งนี้อยู่แล้ว รวมทั้งมีข้อมูลว่าปัจจุบันมีผู้ที่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แล้วใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีอยู่แล้วเท่าไหร่ แต่รายละเอียดทั้งหมดอยากให้รอข้อสรุปภายหลังการประชุมก่อน”
นายวินิจกล่าวอีกว่า คณะกรรมการฯ จะมีข้อสรุปว่าให้ทบทวนหรือยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว ก็ขอให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ ไม่ขอก้าวล่วง แต่ยอมรับว่ามีสัญญาณและทิศทางที่ชัดเจนว่าจะทบทวน เพราะวันนี้เหตุการณ์เลยมาไกลพอสมควรแล้ว ดังนั้นอยากให้รอข้อสรุปจากที่ประชุมก่อน ส่วนหลังจากนี้ต้องเสนอให้ที่ประชุม ครม.รับทราบหรือไม่นั้น หากเรื่องไหนเป็นอำนาจของคณะกรรมการฯ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ส่วนเรื่องไหนต้องเสนอให้ ครม.รับทราบก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอน
สำหรับกรณีมีข้อเสนอแนะให้ทบทวนเกณฑ์เรื่องวงเงินสินเชื่อรวมกันทุกประเภทหนี้และทุกบัญชี ต้องไม่เกิน 1 แสนบาทนั้น โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า เกณฑ์ต่างๆ ที่ผลักดันออกมาเป็นการพยายามทำให้ครอบคลุมและปิดช่องโหว่เรื่องการรั่วไหล เพื่อคัดกรองให้ได้ผู้ที่ลำบากอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับการเก็บตกกลุ่มตกหล่นให้เข้าถึงสวัสดิการจากรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่มีอยู่อย่างจำกัดถูกใช้อย่างคุ้มค่าในภาวะวิกฤต ซึ่งทุกคนลำบากทั้งหมด แต่โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นความตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนที่ลำบากมากที่สุดอย่างแท้จริง จึงเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวเรื่องนี้ว่า แม้รอบนี้จะยังไม่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ในรอบหน้าหรือรอบปีภาษีครั้งหน้า หากใครนำพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีค่าอุปการะ จะทำให้สิทธิ์ของพ่อแม่ที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยุติลง ซึ่งหมายถึงการทบทวนเงื่อนไขเฉพาะของปีนี้ ทำให้ปีหน้าต้องมานั่งดูว่าลูกกตัญญูหรือไม่กตัญญูกันอีกรอบ ถือว่าไม่ได้เป็นไปตามที่หลายฝ่ายให้ความเห็น ควรต้องทบทวนมติ ครม.ที่ออกหลักเกณฑ์การกลั่นกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ไปเลย เพื่อยุติความสับสนทั้งหมดที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ และยุติปัญหาความสัมพันธ์ภายในครอบครัวด้วย
“รัฐบาลสั่งทบทวนหลักเกณฑ์เป็นเรื่องดีที่ฟังเสียงคัดค้าน แต่อีกทางหนึ่งที่ไม่ดีคือนายกฯ ไม่ได้สั่งอย่างชัดเจนว่าให้ทบทวนอะไร หากสั่งว่าให้ทบทวนมติ ครม.เรื่องเกณฑ์คัดกรองก็จบเป็นที่เข้าใจ แต่เมื่อสั่งทบทวนเท่านั้น ทำให้นายเอกนิติสื่อสารในทางที่ว่าเป็นการใช้หลักเกณฑ์นี้ในปีนี้หรือไม่ และอาจทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ ข้อถกเถียงกันอีกในปีภาษีถัดไป ว่าลูกสามารถใช้พ่อและแม่ในการลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายอุปการะได้หรือไม่” น.ส.ศิริกัญญากล่าว
แนะพ่วงแก้หนี้-มีรถ
น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวด้วยว่า เห็นว่าควรทบทวนในหลายเรื่อง เช่น หลักเกณฑ์การมีรถยนต์หรือเรื่องหนี้ 1 แสนบาท เพราะเกษตรกรหรือประชาชนก็มีหนี้เกิน 1 แสนบาทเป็นส่วนใหญ่ คิดว่าเกณฑ์ตอนนี้ที่ออกมาเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก แสดงว่ารัฐบาลต้องการคัดกรองอย่างเข้มข้น มีตะแกรงที่ถี่มากจริงๆ รอบนี้แทนที่จะได้คัดออกคนที่ไม่เดือดร้อนจริง แต่รอบนี้อาจมีคนเดือดร้อนจริงต้องตกหล่นอีกเช่นเดียวกัน
ต่อมา น.ส.ศิริกัญญาได้เข้ายื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อให้ตรวจสอบรัฐบาลในการใช้เงินกู้ไปกับงบรายจ่ายประจำส่อผิดกฎหมาย โดยกล่าวว่า ตนมายื่นเรื่องร้องเรียนกับผู้ตรวจการแผ่นดินให้ยื่นเรื่องไปที่ศาลปกครอง ในกรณีที่ ครม.อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในส่วนที่อนุมัติเงิน 18,800 ล้านบาท เพื่อใช้ในสวัสดิการตามปีงบประมาณ 2569 ตลอดปี ซึ่งเป็นคนละกรณีกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 และเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะเป็นโครงการที่รัฐจัดงบประมาณตามปกติได้อยู่แล้ว และมีการจัดสรรงบประมาณประจำปี เพียงแต่งบประมาณไม่เพียงพอ
เมื่อถามว่า การยื่นในครั้งนี้แตกต่างจากการไปยื่นที่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาเฉพาะพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าสามารถออกได้หรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ ส่วนครั้งนี้เป็นส่วนที่ พ.ร.ก.ได้ผ่าน ครม.ไปแล้วและมีผลบังคับใช้ หลังจากนี้ในการใช้จ่ายต่างๆ เป็นไปตามมติ ครม.ว่าจะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการอนุมัติโครงการต่างๆ เราก็พิจารณาว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหนึ่งในกฎหมายนั้นคือตัว พ.ร.ก.ที่ระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ตามมาตรา 5 ที่ผิดทั้ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ และผิดรัฐธรรมนูญ จึงจำเป็นต้องใช้ช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดิน
เมื่อถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงต้องนำโครงการ 18,800 ล้านบาทมาสอดไส้ใช้เงินก้อนนี้ ทั้งที่มีเงินก้อนสำรองฉุกเฉิน 5 หมื่นล้านบาทที่ยังใช้ได้อยู่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า หากตอบอย่างตรงไปตรงมา เป็นเพราะว่ารัฐบาลถังแตก เงินไม่เพียงพอ แต่การที่รัฐบาลเงินไม่พอ ไม่ใช่เหตุอันควรที่จะนำเงินกู้ไปใช้ตามใจชอบหรือตามอำเภอใจ รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณของตัวเองให้ได้ภายในปีงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา การนำเงินกู้มาใช้ตามใจชอบจะกลายเป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดีในอนาคต หากเกิดวิกฤตที่จำเป็นต้องเยียวยาเร่งด่วนกับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจงจริงๆ รัฐบาลอาจเอาเงินกู้สำหรับสถานการณ์พิเศษมาใช้ในสถานการณ์ปกติ ทำให้ต้องกู้เงินมากเกินปกติ และใช้เงินเกินกว่าที่สภาอนุมัติไปเยอะ และสุดท้ายเมื่อต้องกู้เงินเพิ่มโดยไม่จำเป็นก็จะกระทบต่อหนี้สาธารณะ และกลายเป็นภาระเป็นความเดือดร้อนของประชาชนทั้งประเทศ
“ไปดูวัตถุประสงค์มีแค่ 2 ข้อ คือเยียวยาประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ได้มีข้อ 3 ว่าให้เอาไปใช้เมื่อรัฐบาลงบไม่พอ ซึ่งถ้ามีข้อ 3 งอกขึ้นมาว่าเอาไว้เยียวยารัฐบาลที่เดือดร้อนได้ด้วย คงไม่ต้องมายื่นเรื่องร้องเรียนในวันนี้”
ยาย 91 ปีไร้บัตรคนจน
ขณะเดียวกัน นายแสวง นาคชลธี ผู้ใหญ่บ้านบ้านทุ่งไผ่ หมู่ที่ 5 ตำบลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่สำรวจข้อมูลของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียงภายในหมู่บ้าน ที่ยังไม่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือกรณีถูกตัดสิทธิ์จากปัจจัยหรือเงื่อนไขบางอย่าง เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้อำเภอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใหม่ ที่จะเปิดให้สำรวจหรือลงทะเบียนเร็วๆ นี้ ซึ่งการลงพื้นที่สำรวจพบคุณยายเพ็ญ ปรีชากูล อายุ 91 ปี ชาวบ้านทุ่งไผ่ แก่ชรามาก ตาเริ่มฝ้าฟางและเดินเหินไม่สะดวก ด้วยสังขารที่ร่วงโรย ต้องเลี้ยงดูลูกพิการถึง 4 คนมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
จากการตรวจสอบพบว่า ลูกของคุณยายได้รับสิทธิ์ทั้งเบี้ยผู้พิการและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครบทั้ง 4 คน เพราะผู้นำชุมชนติดตามดูแลตลอด ส่วนคุณยายวัย 91 ได้เพียงเบี้ยคนชรา ไม่เคยได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แม้ลงทะเบียนมาแล้ว 2 ครั้งแต่คุณสมบัติไม่ผ่าน เนื่องจากเคยมีเงินบริจาคช่วยเหลือเข้าบัญชีหลักแสน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว คุณยายใช้เงินที่ได้รับบริจาคประทังชีวิตและเลี้ยงลูกพิการทั้ง 4 คนจนเงินเกือบหมดแล้ว
นายแสวงกล่าวว่า ได้รวบรวมข้อมูลเสนอไปยังอำเภอปะคำ เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือคุณยายเพ็ญ รวมถึงผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบางรายอื่นๆ ที่ยังตกหล่นไม่ได้รับสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ได้รับสิทธิ์ในรอบใหม่
ด้านคุณยายเพ็ญบอกว่า รัฐบาลที่ผ่านๆ มาพยายามลงทะเบียนขอรับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน มาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ไม่เคยได้รับการอนุมัติ อยากให้รัฐพิจารณาช่วยเหลือเพราะไม่สามารถไปทำงานได้ ต้องอาศัยแค่เงินช่วยเหลือจากรัฐเท่านั้น
วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ในช่วง 7 วันแรกของโครงการว่า คึกคักอย่างมาก ยอดใช้จ่ายทะลุ 16,829.82 ล้านบาท และใช้สิทธิ์ครบ 1,000 บาทไปแล้วกว่า 3 แสนราย ซึ่งมาตรการนี้เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือประคองค่าครองชีพ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของเศรษฐกิจ เพราะบิลค่าไฟในรอบเดือน มิ.ย. 2569 รัฐบาลจะเริ่มมาตรการค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรก ไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย ครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 90% ของครัวเรือนผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นการลดภาระรายเดือนที่ประชาชนสัมผัสได้ทันที
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ฟู้ดเดลิเวอรี เปิดให้ร้านค้าที่ผ่านการอนุมัติเข้าร่วมโครงการในประเภทธุรกิจอาหาร อาหารว่าง และเครื่องดื่ม ลงทะเบียนเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน ได้ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2569 เวลา 06.00-23.00 น. ซึ่งร้านค้าเลือกผูกบัญชีกับผู้ให้บริการฟู้ดเดลิเวอรีได้เพียง 1 แพลตฟอร์มเท่านั้น และต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ร้านค้าใช้งานอยู่แล้ว เมื่อยืนยันการสมัครแล้วไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มภายหลังได้ จึงขอให้ผู้ประกอบการตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาเลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะสมก่อนสมัคร
“ร้านค้าจะทราบผลการสมัครภายในวันถัดไปผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน โดยร้านค้าที่สมัครและเชื่อมต่อระบบสำเร็จจะสามารถเริ่มรับคำสั่งซื้อภายใต้โครงการได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย. 2569 และรับออร์เดอร์ได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. 2569 เวลา 21.00 น.” น.ส.ลลิดากล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทย-เวียดนาม ร่วมมือทุกด้าน เติบโตไปด้วยกัน
นายกฯ อนุทินนำคณะบินเวียดนาม ร่วมเวที ASEAN Future Forum พบเอกชนไทยในเวียดนาม
แฉ‘บิ๊กขาสั้น’ล้มคดีฮั้วสว.
"สว.สำรอง" ดับเครื่องชน "บิ๊กขาสั้น" นั่งคอนโทรลคว่ำคดีฮั้ว สว. ลากไส้ “ฐิติเชฏฐ์-แสวง”
Did you know! เปิดฉาก “เวิลด์คัพ 2026”
ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดา จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพ กำลังจะรูดม่านเปิดฉากขึ้นแล้วในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ โดยล่าสุดจนถึงตอนนี้ยังไม่มีผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดภายในประเทศไทย
จี้รัฐสภาตัดสัมพันธ์กัมพูชา
สว.เรียกร้อง "รัฐสภาไทย" ตัดสัมพันธ์กัมพูชา ยกเลิกกลุ่มมิตรภาพไทย-กัมพูชา
'ไทย-เวียดนาม' แน่นแฟ้น นายกฯ สองประเทศนำทีมคณะใหญ่หารือรอบด้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ และตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในโอกาสเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการ โดยนายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น
นายกฯ ร่วมพิธีวางพวงมาลา อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน-สุสานโฮจิมินห์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์วีรชนและผู้เสียสละบั๊กเซิน และสุสานโฮจิมินห์ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนและบุคคลสำคัญผู้มีบทบาทในการสร้างชาติของเวียดนาม ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสำคัญในการเยือนอย่างเป็นทางการที่สะท้อนถึงการให้เกียรติประเทศเจ้าภาพและความเคารพซึ่งกันและกัน

