ฝีแตกหาเช้ากินค่า! ฝ่ายค้านถลกงบฯ70ไร้อนาคต/‘ภราดร’รับปะผุ

ถลกงบฯ 2570 วันแรก “เอกนิติ” ทำหน้าที่แทน “อนุทิน” ที่ตามเสด็จไปถวายงาน บอกยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง ฝ่ายค้านพาเหรดปั้นวาทกรรมงบรายจ่าย “ศิริกัญญา” ซัดงบฝีแตก ชี้เอไอเป็นรหัสเอทีเอ็มกดเงิน กธ.จวกดีอีกระทรวงลูกเทพ “มาร์ค” อัดงบหาเช้ากินค่ำไร้อนาคต “การดี” ชี้โครงการ AI ไม่ตรงปกเพียบ “ภราดร” รับสภาฯ เห็นตรงฝ่ายค้าน ยอมรับจัดทำงบฯ ปีแรกเลยเป็นงบปะผุ ปลุกทุกฝ่ายร่วมมือในชั้น กมธ.รีดไขมันให้ได้มากที่สุด

เมื่อวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2569 ถือเป็นวันแรกในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1

ครั้งที่ 25 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยก่อนเริ่มการประชุม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามเสด็จในฐานะรัฐมนตรีเกียรติยศ เพื่อถวายงานและรับพระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 28 มิ.ย.-2 ก.ค. 2569 นายกฯ จึงมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง เป็นผู้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่ 1

ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมแกนนำพรรคได้ประชุม สส.พรรค ก่อนที่ประชุมได้กำชับให้ สส.อยู่ตลอด 3 วัน 3 คืน รวมทั้งให้ลงมติรับหลักการอย่างพร้อมเพรียงกัน

ด้านนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า ได้เตรียมผู้อภิปรายค่อนข้างพร้อมแล้ว ซึ่งงบประมาณในปีนี้หากมองผิวเผินอาจดูว่าจัดงบดีขึ้น แต่เป็นการจัดงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาในอดีต และมีสิ่งที่น่าสงสัยอีกมาก เพราะหลายๆ กระทรวงที่มีเงินลงทุนที่ไม่จำเป็นเยอะๆ ถูกปรับลดลงไป แต่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กลับได้งบเพิ่มขึ้นเกือบ 30% และที่คิดว่าเป็นประเด็นใหญ่คือเงินนอกงบประมาณ เช่น โครงการ TH-AI Passport ที่เป็นเงินในกองทุนดีอี

“ที่เป็นปัญหาอยู่คือ เงินนอกงบประมาณที่มีขนาดใหญ่กว่าเงินในงบประมาณด้วยซ้ำ ซึ่งนี่เป็นกรอบการอภิปรายของพวกเรา” นายณัฐพงษ์กล่าว

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า พรรคมีผู้อภิปรายประมาณ 30 คน กระจายในประเด็นต่างๆ ที่สังคมสนใจในช่วงเวลานี้  ซึ่งบประมาณปี 2570 สะท้อนถึงปัญหาที่เป็นแผลเรื้อรังมานาน และโชคร้ายที่เป็นรัฐบาลนี้ที่เข้ามารับแต่ยังไม่มีแนวทางแก้ไข จึงออกอาการฝีแตก

เมื่อถามว่า กังวลว่าฝ่ายรัฐบาลจะจัดองครักษ์มาตอบโต้หรือไม่ น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ไม่ได้กังวล เพราะเราทำงานตรงไปตรงมา ประชาชนผู้ที่ฟังการอภิปรายจะตัดสินได้เอง ว่าการประท้วงสมเหตุสมผล หรือเป็นการประท้วงเพียงแค่พิทักษ์นาย หรือลูกนาย

ในเวลา 09.15 น. นายเอกนิติได้เสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 วงเงินไม่เกิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี 2569 จำนวน 7.4 พันล้านบาท แบ่งเป็นรายจ่ายประจำ 2.78 ล้านล้านบาท รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 7.10 หมื่นล้านบาท รายจ่ายลงทุน 7.89 แสนล้านบาท และรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ 1.51 แสนล้านบาท

 “ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ทำหน้าที่ประคองประชาชนและเศรษฐกิจ และวางรากฐานให้ประเทศแข็งแรง โดยยึดทำงบให้ตรงจุดสะท้อนโปร่งใสเปิดเผยได้ เพื่อให้ประเทศข้ามผ่านวิกฤตทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนรวมถึงเอกชน และมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน ดังนั้นจึงได้คำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณที่คุ้มค่า ประหยัด เน้นประสิทธิภาพ และการทำงานต้องลดความซ้ำซ้อน รวมถึงยึดกรอบวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายเอกนิติกล่าวก่อนชี้แจงรายละเอียดงบประมาณจำแนกตามกลุ่มรายจ่ายและ 6 ยุทธศาสตร์

จวกงบฝีแตก

จากนั้นเวลา 10.05 น. น.ส.ศิริกัญญาอภิปรายเป็นคนแรกว่า ฝีที่ถูกบ่มมาหลายปี มันแตกแล้วในปีงบประมาณ 2570 แม้ว่ารัฐบาลนี้จะเพิ่งเข้ามาได้ไม่นาน เราเข้าใจ แต่ในคำแถลงของรองนายกฯ ไม่ได้มีการแสดงความรับผิดชอบ หรือยืดอกยอมรับว่าต้องปรับปรุงปฏิรูปการคลัง ยังคงกอดแต่คำพูดสวยหรูว่าเรารักษาวินัยการเงินการคลังเอาไว้แล้ว แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม ปัญหาที่เรื้อรังไม่ได้มีการเก็บมาพูดถึงหรือเอามาจัดการอย่างจริงจัง ถ้ายังคงทำกันแบบเดิมๆ แบบนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่ใช่แค่หนองที่ไหลออกมา แต่เลือดก็จะไหลออกไม่หยุดเช่นเดียวกัน เพราะปัญหาที่ซ่อนอยู่คือเราจัดเก็บรายได้ได้ไม่พอกับที่จ่าย เราไม่กู้เท่าที่เราจะจ่ายไหว เราไม่จัดการกับรายการรายจ่ายประจำที่ลดยาก ในอนาคตเหตุการณ์แบบนี้ก็จะเกิดขึ้นวนเป็นลูปนรก

น.ส.ศิริกัญญายังกล่าวอีกว่า สิ่งที่เราเห็นคือคำว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์ กลายเป็นรหัส ATM ใหม่ของปี 2570 ถ้ามีโครงการที่ชื่อว่า AI หรือคำว่าปัญญาประดิษฐ์ ก็จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นพิเศษ ปีที่แล้วโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ไม่ถึง 1 พันล้านบาท แต่ปีนี้เพิ่มมา 2 เท่า ประมาณกว่า 2 พันล้านบาท 176 โครงการ แต่ยังหายุทธศาสตร์ในโครงการเหล่านี้ไม่ได้ เพราะต่างคนต่างคิดจะทำ

ต่อมาเวลา 10.58 น. นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า พ.ร.บ.งบฉบับนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำ 2 หน้าที่ คือ ประคองวันนี้ให้ประชาชนลุกขึ้นยืนได้ และสร้างวันพรุ่งนี้ให้ประเทศเดินต่อได้ ซึ่งสิ่งที่ไม่ต้องการจากสภาแห่งนี้คือการมีผู้ชนะผู้แพ้บนซากปรักหักพัง แต่ที่อยากเห็นคือการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์ พร้อมรับฟังความเห็นต่าง ทุกฝ่ายร่วมมือหาทางออกให้ประเทศฝ่าวิกฤตวันนี้ เพราะสุดท้าย พ.ร.บ.งบฉบับนี้ไม่ใช่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่คือเงินภาษีประชาชน

ซัดกระทรวงลูกเทพ

ต่อมานายภาคภูมิ บูลย์ประมุข สส.ตาก พรรคกล้าธรรม (กธ.) อภิปรายตั้งข้อสังเกตงบประมาณปี 2570 ว่างบที่มีการเติบโตก้าวกระโดดคือกระทรวงดิจิทัลฯ เพิ่มขึ้น 33.6% สมเป็นกระทรวงของลูกเทพ ซึ่งการที่เพิ่มงบเพราะเห็นว่ากระทรวงมีความสำคัญ หรือมีคนสำคัญมาคุมกระทรวง แม้เห็นด้วยในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี แต่อยากให้มีความคุ้มค่า และมีการจัดซื้อจัดจ้างอย่างโปร่งใส ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยโครงการ TH-AI Passport

“เราไม่รู้ว่าในอนาคตจังหวัดไหนจะมีเรื่องเดือดร้อน ถ้าผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีงบพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ถึงเวลาก็ต้องไปง้องบกลาง จึงหวังว่านายกฯ จะจัดสรรงบลงจังหวัดให้เสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่ว่าอันไหนไม่ใช่จังหวัดฉัน หรือเป็นสีนี้แล้วไม่ให้ ขออย่าได้ทำ และหากมีการวิ่งเต้นของบก็ไม่รู้ว่าจะมีคนนอกรัฐบาลมาตัดสินใจหรือไม่”นายภาคภูมิระบุ

ในเวลา 11. 22 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า งบประมาณฉบับนี้เป็นงบประมาณที่มองไม่เห็นอนาคต ไม่ได้ตำหนิรัฐบาล เพราะโครงสร้างงบประมาณก็สะท้อนปัญหา เพียงแต่ว่าด้วยสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกด้วยภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงเป็นความท้าทายและเป็นหน้าที่ของรัฐบาลเป็นพิเศษว่าจะสะสางปัญหาที่มันเหมาะสมอย่างไร เพราะปัจจุบันนี้ศักยภาพของรัฐบาลในการจัดเก็บภาษีและการหารายได้นั้น ทำได้แค่เพียงประคับประครองสิ่งที่มีอยู่และชดใช้หนี้ที่ได้สร้างไว้ในอดีต ตัวเลขนี้น่ากลัว จึงขอย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูประบบภาษีครั้งใหญ่ มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถดูแลความต้องการของคนของเราได้อย่างที่เราต้องการ แต่หวังว่าจะไม่หมกมุ่นอยู่เพียงเรื่องการพยายามปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งควรเป็นทางเลือกสุดท้าย

 “คำแถลงของรัฐบาล รวมถึงเอกสารงบประมาณ ดูเหมือนรัฐบาลรู้หลักการสิ่งที่ต้องทำ ต้องใช้ เช่นทำงบที่แม่นยำ ตรงเป้าหมาย ตอบโจทย์แก้ปัญหาของประเทศ ทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ แต่เนื้อในของบประมาณผมไม่เห็นการตั้งงบแบบมุ่งเป้า หรือเป็นฐานศูนย์อย่างแท้จริง ผมถึงบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์เราไม่เห็นอนาคต และเห็นด้วยกับอีกคำที่ สส.ฝากรัฐบาลที่พูดไว้คือ เป็นงบแบบหาเช้ากินค่ำ” นายอภิสิทธิ์ระบุ

เสรีพิศุทธ์ผิดเวที

จากนั้นเวลา 11.38 น. ได้เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้พยายามอภิปรายในเรื่องคดีฮั้ว สว.และมีการพาดพิงนายกฯ จนทำให้ สส.ภูมิใจไทยประท้วง ขณะที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนฯ ก็วินิจฉัยว่าอาจข้ามเส้นเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งสุดท้ายก็มีการสั่งปิดไมค์ และทำให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ออกมาแถลงข่าวภายหลัง โดยตำหนิการทำหน้าที่ของประธานว่าเอนเอียง

ในเวลา 12.00 น.  นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรค ปชน. อภิปรายว่า รู้สึกเสียดายที่นายกฯ รวมถึง รมว.การคลังไม่มารับฟังด้วยตนเอง แต่ถึงมาฟังด้วยตนเองก็ยังไม่มั่นใจ ว่าจะกล้าหาญทางจริยธรรมทางการเมืองที่จะผ่าตัดปฏิรูปการคลังของประเทศ และแก้ไขปัญหาการทุจริตรั่วไหลของงบประมาณหรือไม่

 “ประเทศที่พัฒนาแล้วจัดเก็บภาษีทรัพย์สินได้หนึ่งถึง 3% ของจีดีพี แต่ไทยจัดเก็บได้เพียง 0.2% ของจีดีพีเท่านั้น งบปี 2570 คาดการณ์ว่าจะเก็บภาษีมรดกได้เพียง 1,000 ล้านบาท ทุกคนรู้ดีว่าบรรดากลุ่มชนชั้นสูงเจ้าสัวมหาเศรษฐีทั้งหลายเสียภาษีน้อยเกินไป ทั้งที่ภาษีทรัพย์สินจะเป็นเครื่องมือสร้างรายได้ และลดความเหลื่อมล้ำ ไทยมีปัญหานี้สูงติดอันดับโลก แต่ผ่านมา 40 ปี ปัญหานี้ไม่เคยดีขึ้นเลย เพราะรัฐสภาและรัฐบาลไม่เคยใช้กลไกงบประมาณทั้งเครื่องมือภาษี และเครื่องมือมาตรการการใช้จ่ายแก้ปัญหาอย่างจริงจัง” นายอนุสรณ์กล่าวและว่า  ไม่อาจรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 เพราะประเทศจะเติบโตไม่ได้ ถ้าคนจนถูกทอดทิ้ง ชนชั้นกลางถูกกดทับ และไม่มีโอกาสในชีวิต

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายรายชื่อ พรรค ปชน. ได้อภิปรายว่า รัฐบาลภูมิใจไทยทํานโยบายแบบ FOMO หรือ Fear of Missing Out กลัวตกกระแส กลัวตกเทรนด์ แล้วจัดงบประมาณแบบติดแกลม หน้าใหญ่ใช้เงินซื้อรถ แต่ไม่สร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ชอบว่าแต่เจน Z รัฐบาลนี่แหละตัวดีเลย

จากนั้นเวลา 13.05 น. นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค ปชป. อภิปรายว่า งบนี้คืองบไร้อนาคต 1.เป็นงบที่กระจัดกระจายซับซ้อนและหลายทิศทางเก่งหรือไม่ 2.งบนี้มีคำว่า AI ติดป้ายปลอมของไม่ตรงปกหรือไม่ และ 3.งบนี้จะทำให้ไทยตกขบวนโลกจริงหรือไม่ น่าเสียดาย เท่าที่ตนเองและผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ดูมันใช่ทั้ง 3 ข้อเลย ทั้ง 3 ข้อบวกกันนี้ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าเรามีเงินไม่พอ แต่คิดว่าเงินที่ถือ ณ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะพาประเทศไปที่ไหน และเรากำลังจะพูดถึงไทยงบนี้ไม่มีอนาคต

ซัดงบเอไอไม่ตรงปก

“เราเจองบเอไอติดป้ายปลอมแบบไม่ตรงปกเป็นจำนวนเยอะมาก ถ้าไปสแกนดูทั้งหมดที่ว่าเราจะพาประเทศไปสู่ยุคเอไอ ซึ่งไปดูตัวเลขมาแล้วงบที่มีระบุคำว่าเอไอมีสูงถึง 2,583 ล้านบาท ทั้งหมด 198 รายการใน 91 หน่วยงานใน 20 กระทรวง และกว่า 90% ระบุว่าเป็นงบลงทุน แต่จริงๆ แล้วขอลงไปดูเนื้อในงบลงทุนนี้ กลับกลายเป็นว่าเป็นงบสร้างห้องเรียน งบซื้อครุภัณฑ์ มีแม้แต่งบสร้างอาคารปัญญาประดิษฐ์ด้วย ที่ทำงบแบบนี้จะทำให้ผู้บริหารงบประมาณอาจตีความขีดความสามารถของประเทศผิดไป จึงทำให้งบกระจายไปหมดและไร้ศูนย์กลางยุทธศาสตร์ว่าเราจะไปทางไหน เอาป้ายเอไอไปแปะซึ่งจะได้งบประมาณเอไอ แต่ไม่ได้สร้างผลงานหรือผลสัมฤทธิ์ ผลลัพธ์ทางด้านเอไปอย่างแท้จริง” นางการดีกล่าว

ต่อมาเวลา 14.50 น. นายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. ได้อภิปรายงบประมาณปราบยาเสพติดว่า แม้รัฐบาลจะประกาศให้ปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ แต่เมื่อตรวจสอบไส้ในงบประมาณจำนวน 9.72 พันล้านบาท พบว่ามีความย้อนแย้ง ขาดการบูรณาการที่แท้จริง และสุ่มเสี่ยงเป็นเพียงการแบ่งเค้กในระบบราชการ เพราะถูกซอยย่อยกระจายไปถึง 13 กระทรวง 253 หน่วยงาน 278 โครงการ ซึ่งทำให้คมดาบในการฟาดฟันตัดรากถอนโคนยาเสพติดหมดกำลังลง กลายเป็นการแยกส่วนปฏิบัติ ต่างคนต่างจัดอีเวนต์และเคลมผลงาน ปล่อยให้ประชาชนเผชิญชะตากรรมเดิมๆ

“ผมอยากฝากว่า จิตรกรใช้อารมณ์ผสมสี นักดนตรีก็ใช้อารมณ์ผสมเสียง ผมนี่โกเท่ จะใช้ความรู้ผสมสำเนียง มอบเป็นเสียงสะท้อนความคิด กลับไปให้รัฐบาลผู้ฤๅฤทธิ์อำนาจว่างบประมาณฉบับนี้ งบภูมิใจถอนทำ ไร้อนาคตพลัด ไม่ใช่พลัส” นายพิทักษ์เดชกล่าว

ภราดรรับสภาพงบปะผุ

ต่อมาในช่วงเย็น นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า มี สส.ระบุว่าการจัดทำงบประมาณปี 2570 เป็นการจัดทำงบแบบฝีแตก แบบแผลเรื้อรัง หาเช้ากินค่ำ ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ปฏิเสธว่าเป็นอย่างที่ว่าจริงๆ เพราะรัฐบาลนี้เพิ่งมีโอกาสจัดงบเป็นปีแรก โดยได้หารือกับนายเอกนิติ ก็เห็นปัญหาไม่ต่างที่ สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม อีก 2-3 ปีประเทศเราอยู่ไม่ได้

นายภราดรกล่าวต่อว่า รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางจะตามน้ำ ทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอขาดเท่าไร ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้าง ตนยอมรับตรงๆ ว่าไม่สามารถจัดงบปี 2570 ได้สมบูรณ์แบบตามที่ทุกคนปรารถนา เพราะโครงการที่เป็นทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำคือ ตามน้ำแบบเดิมๆ เงินไม่พอใช้การกู้ แต่ได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด

“ผมดีใจนะครับ เมื่อเช้าหลังฟังการอภิปราย ผมไปหา น.ส.ศิริกัญญา นายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ แล้วบอกว่าผมเห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกันกับท่าน ผมคิดว่าถึงเวลาที่ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่ฝ่ายค้าน สส. ภาคเอกชน หน่วยงานราชการต้องตระหนักรู้และมองภาพเดียวกัน เพื่อสร้างโครงสร้างงบประมาณของประเทศนี้ใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้เราไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการของประชาชน และไม่สามารถเพิ่มเบี้ยให้ผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก เบี้ยคนพิการ ซึ่งรัฐบาลอยากทำ อยากแก้ปัญหา  แต่งบที่จำกัดที่บีบรัดรัฐบาลที่ทำให้ทำไม่ได้” นายภราดรกล่าว

นายภราดรกล่าวต่อว่า ขอให้ช่วยคิดการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศมากที่สุด การจะนำเงินสะสมในกองทุนหมุนเวียนมาอยู่ในระบบงบประมาณมีวิธีการอย่างไร หากเราตั้งวงร่วมคิด ไม่ใช่ช่วยรัฐบาลปัจจุบัน  แต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณประเทศสมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ หากวันที่ 1 ก.ค.หลังจากการอภิปรายและลงมติแล้ว หากสภาฯ เห็นชอบวาระแรกก็จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็อยากเชิญชวน กมธ.ว่า ปีนี้เรามาช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อนำเงินที่ตัดไปให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญที่มีความจำเป็น เช่น งบวิจัยที่ปีนี้ถูกตัดลดไปหลายพันล้านบาท

“เอาไหมล่ะครับ เราร่วมมือกัน และใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือในการที่จะลีนงบประมาณปี 70 ให้ได้มากที่สุด"       จากนั้นเวลา 18.35 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงว่า วันนี้ความท้าทายของประเทศมี 4 ด้าน คือ 1.ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่วันนี้มีความตึงตัวอย่างยิ่ง 2.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้สินค้าที่เป็นปฐมภูมิของการทำการค้าการขาย คือพลังงานมีราคาผันผวนมาก 3.โครงสร้างทรัพยากรมนุษย์ วันนี้ประเทศไทยมีประชากรที่มีอายุมากขึ้น เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ และ 4.โครงสร้างทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นระยะเวลานาน เราจึงมีความต้องการที่จะยกตัวออกจากกับดักนี้

นางศุภจีกล่าวว่า ด้วยความท้าทายทั้งหลายและงบประมาณที่รัฐบาลมีอย่างจำกัด สิ่งที่ต้องทำไปพร้อมกันคือ  ต้องทำทั้งแก้ระยะสั้น และวางโครงสร้างสำหรับการตอบสนองในระยะยาว ซึ่งปัญหาที่ประเทศกำลังเผชิญเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน ดังนั้นต้องแก้ไขในระยะสั้นให้ได้  และไม่ใช่ทุกอย่างที่จะแก้ไขได้ทันที ขณะเดียวกันด้วยงบประมาณที่จำกัด จึงต้องแก้เรื่องโครงสร้างระยะยาวด้วยเช่นกัน

 “การแก้ปัญหาต้องไม่มองแค่จุดเดียว แต่ต้องมองทางโครงสร้าง และต้องแก้ก่อนปัญหาจะเกิด ท่านอาจจะคุ้นชินว่าต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าไปแก้ แต่เราไม่มีงบประมาณขนาดนั้น การที่เราทำการตลาดล่วงหน้าหรือแก้ปัญหาก่อนจะเกิด เราไม่ได้ใช้งบประมาณ นี่คือการทำทั้งโครงสร้าง ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ" นางศุภจีกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถก12สส.ภท.ล่ม ม็อบปิดประตู5 กดดันทำเนียบฯ

เครือข่าย SEC Watch ประกาศปิดประตู 5 ด้านหลังทำเนียบฯ สกัด "ร่าง พ.ร.บ.SEC-แลนด์บริดจ์" หลังเจรจาล้มเหลว "ศุภชัย" ยกทีม 12 สส.ใต้ ภท.รับข้อเสนอ บอกเข้าใจความเดือดร้อน