ถกงบ 2570 วันที่สองมุ่งเป้าด้านสังคม “จิราพร” แนะรัฐบาลเดินหน้าพัฒนาทุนมนุษย์ สส.ส้มเชียงใหม่อัดรัฐมุ่งช่วยคนนอก “ณัฐชา” ข้องใจหั่นงบ พม.ที่เป็นฟูกรองชีวิต ปชช. แต่ไปเพิ่มความสะดวก ขรก. “สกลธี” เตือนรับมือระเบิดเวลา 3 ลูกด้านสุขภาพ “พริษฐ์” ชำแหละเมกะโปรเจกต์การเรียนรู้ ชี้ผุดโครงการยุคภูมิใจไทยดูแลวงเงินกว่า 2.6 หมื่นล้าน พร้อมโยงใยบริษัทกินรวบ ซัดเป็น “มหกรรมรวมญาติพลัส” ย้อนเกล็ด “อนุทิน” จะดับไฟหรือปล่อยให้ไฟลามทุ่งเผาภาษีชาวบ้าน
เมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอเป็นวันที่สอง โดยความเคลื่อนไหวนอกห้องประชุมนั้น นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการจัดทำงบประมาณในปี 2570 ว่า มีข้อจำกัด เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในงบประจำ งบเพื่อชดเชยเงินคงคลัง และชำระหนี้คงค้าง แต่การจัดสรรงบลงทุนยังคงเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 20% ของงบรายจ่าย แม้ภาพรวมงบลงทุนจะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่ยังมีเม็ดเงินลงทุนจากรัฐวิสาหกิจอีกกว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยสนับสนุน และรัฐบาลยังได้จัดสรรงบกลางไว้รองรับกรณีฉุกเฉินและจำเป็นราว 1 แสนล้านบาท
ถามถึงการจัดสรรงบให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดในระดับพื้นที่ที่ในปีงบประมาณนี้ลดลงเหลือ 4.2 พันล้านบาท จากเดิม 2.6 หมื่นล้านบาท นายดนุชาระบุว่า รัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบจังหวัด โดยมุ่งเน้นสร้างอาชีพและส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อลดความซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง โดยมีกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด
ขณะที่ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวในประเด็นนี้ว่า เหตุผลที่ปรับลดลงเพราะมีความซ้ำซ้อนกับงบฟังก์ชันของหน่วยงานต่าง เช่น เรื่องการบริหารจัดการน้ำ จึงต้องปรับงบลงเพื่อนำไปใช้ในโครงการที่จำเป็นแทน ส่วนที่เหลือจะเน้นส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมการท่องเที่ยวให้หลากหลาย เพื่อให้ประชาชนจะไม่เสียโอกาส
นายอนันต์ยังกล่าวถึงงบกลาง รายการสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น ซึ่งปี 2570 มีการตั้งไว้สูงถึง 100,000 ล้านบาทว่า ไม่ได้เพิ่มเกินความจำเป็น เพราะปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งเรื่องฝนแล้ง ภัยพิบัติ และราคาน้ำมัน ดังนั้นการจัดเตรียมงบกลางรายการนี้ไว้ส่วนหนึ่งก็ต้องเตรียมไว้ดูแลประชาชน
ด้านนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการอภิปรายงบในโครงการ TH-AI Passport วันแรก ว่างบของดีอีที่เพิ่มขึ้นมา เพราะมีการบูรณาการรวบรวมตัวของคลาวด์ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ใช่เฉพาะของดีอี แต่เป็นคลาวด์ทุกกระทรวง โดยมีเจตนาเพื่อให้ค่าที่ถูกลง ซึ่งมีการลดงบไป 30% และใน พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 ก็ไม่มีโครงการ TH-AI Passport เฟส 2
เมื่อถามถึงข้อครหาระบุว่าดีอีเป็นกระทรวงลูกเทพ เพราะได้งบเยอะ นายไชยชนกถามกลับว่า กระทรวงลูกเทพหมายความว่าอย่างไร อยากให้ดูตามเหตุและผล ซึ่งจะเห็นความจำเป็นการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยี ซึ่งปัจจุบันอยากให้เราไม่ล้าหลัง แต่ถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมที่จะมีงบเพิ่มขึ้นเห็นว่าย้อนแย้ง จริงๆ แล้วงบที่เพิ่มขึ้นยังน้อยไปมากสำหรับการที่ประเทศจะขับเคลื่อนและพัฒนาไปข้างหน้าจริงๆ
ส่วนนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการอภิปรายงบของ พท.ว่า พรรคได้เตรียมความพร้อมจัดผู้อภิปรายและข้อมูล โดยในวันที่ 1 ก.ค. นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้กล่าวสรุป ส่วนที่ฝ่ายค้านระบุว่าเตรียมชำแหละงบประมาณของ ศธ.นั้น ก็ยินดีรับฟัง เพราะเป็นกระทรวงที่มีงบมากพอสมควร แต่ส่วนมากเป็นงบบุคลากร
แนะสร้างทุนมนุษย์
ในเวลา 09.30 น. ได้เปิดประชุมสภา โดย น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรค พท. อภิปรายว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับพายุความผันผวนของสถานการณ์โลก 3 ด้านพร้อมกัน คือ 1.การดิสรัปต์ของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI 2.การพลิกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก และ 3.วิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ซึ่งวิกฤตการณ์ที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุด การลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์จึงมีความสำคัญ
น.ส.จิราพรกล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างงบประมาณของ 4 กระทรวงหลักที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทุนมนุษย์ มีข้อสังเกตอยู่หลายประการ คือ 1.กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณสูงเป็นอันดับต้นๆ แต่เหลือพื้นที่สำหรับงบลงทุนไม่มาก ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัดมีงบไม่เพียงพอจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ต้องพึ่งพาการทอดผ้าป่าเพื่อการศึกษาเพื่อความอยู่รอด 2.กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พบมีโครงสร้างงบวิจัยที่ขาดความต่อเนื่อง กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) แทนที่งบจะเพิ่มขึ้น กลับถูกปรับลดกว่า 31.87% 3.กระทรวงแรงงาน รัฐบาลประกาศเป้าหมายดึงดูดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจดิจิทัลระดับสูง แต่งบพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมใหม่กลับถูกตัดลดลง และ 4.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ปรากฏว่างบประมาณเกี่ยวกับเด็กและงบดูแลผู้สูงอายุถูกปรับลดลง สวนทางกับความเร่งด่วนของวิกฤตโครงสร้างประชากร
“รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการจัดสรรงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มในการลงทุนกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ก็ยากจะเติบโตเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจมูลค่าสูงได้”
ในเวลา 09.50 น. นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติว่า พูดแล้วทำคือคำพูดที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้มาโดยตลอด แต่วันนี้จากการจัดสรรงบประมาณ ชัดเจนว่าคำว่าทำห่างจากสิ่งที่รัฐบาลได้เคยพูดไว้ รัฐบาลจัดงบประมาณอย่างไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการแก้ปัญหา ซูเปอร์เอลนีโญที่จะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้าไทยมีความเสี่ยงเจอ PM 2.5 หนักกว่าทุกปี
นายภัทรพงษ์ยังอภิปรายถึงปัญหาปลาหมอคางดำที่งบปี 70 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวจัดการปัญหานี้ รวมถึงปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแม่น้ำกก ก่อนทิ้งท้ายว่า ถ้าถามว่างบปี 70 นี้รัฐบาลจัดงบช่วยใคร ตอบได้ง่ายๆ เลยว่ารัฐบาลช่วยคนนอก 100% ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย โดยไม่คิดถึงคนไทยเจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขาเลย
ชี้งบเสี่ยกำมะลอ
ต่อมานายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ขอตั้งฉายางบ 70 ว่า พ.ร.บ.เสี่ยกำมะลอ เพราะนายกฯ เดินทางไปไหนก็ให้ความหวังประชาชนตลอด แต่พอกลับมาดูงบกลุ่มจังหวัดและงบจังหวัดโดนตัดไป 22,000 ล้านบาท เหลือเพียง 4,000 ล้านบาท คิดแล้วได้ไม่ถึงจังหวัดละ 100 ล้านบาท
“วันนี้ใช่ว่าเป็นรัฐบาลแล้วอยู่ในช่วงฮันนีมูน บางท่านก็อยู่มาแล้วใน ครม.อนุทิน 1 มาอนุทิน 2 ยังฮันนีมูนไม่จบ สนใจเพียงการลงพื้นที่ ตรวจราชการ มีรถนำเดินแอ็กอาร์ตเท่ไปเรื่อยๆ แต่ไม่แก้ไขปัญหาของประเทศ”
ในเวลา 12.00 น. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายงบของ พม.ว่า งบตั้งไว้ 26,331 ล้านบาท จากเดิมปีที่แล้วได้รับ 28,285 ล้านบาท ลดลงจากปีที่ผ่านมา 1,954 ล้านบาท ลดลงขนาดนี้ถามว่าจะทำงานกันอย่างไร เพราะเงินที่หายไปสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นกระทรวงที่เป็นฟูกรองชีวิตของหลายคน ซึ่งงบที่หายไปมีหลายรายการ มีเพียงรายการเดียวที่เพิ่มขึ้น 193 ล้านบาท คืองบบุคลากร
นายณัฐชายังกล่าวว่า สงสัยจริงๆ ว่าเงินภาษีประชาชนจ่าย แต่ใครเป็นผู้ได้ประโยชน์ เงินช่วยเหลือฉุกเฉินคนพิการที่ถูกปรับลด 11.8 ล้านบาท แต่มีโครงการ IT Data Center เพิ่มขึ้น 54.8 ล้านบาท เงินสำนักปลัดที่ช่วยคนไร้ที่พึ่งลดลง 24 ล้านบาท แต่ไปขอเช่ารถไฟฟ้าใหม่ 39 ล้านบาท และเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้กับคนยากจนที่เกิดปัญหาเร่งด่วนลดลง 54 ล้านบาท แต่นำไปซื้อคอมพิวเตอร์ใหม่ 47 ล้านบาท ส่วนงบประมาณที่ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือโครงการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรสู่ความเป็นเลิศ ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ 25 ล้านบาท ปีนี้ได้ 54 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้จ่ายไปกับงบดำเนินการ 2.6 ล้านบาท งบสร้างตึก 48 ล้านบาท และงบทำหลักสูตร 3 ล้านบาท
“เงินที่ประชาชนได้รับลดลงทุกรายการ แต่เงินอำนวยความสะดวกบริหารจัดการเพิ่มขึ้นทุกรายการ แล้วแบบนี้จะทำงานกันต่ออย่างไร ผมกลัวเจ้าหน้าที่เดินกันหัวหมุน เพราะไม่รู้จะทำงานอะไร” นายณัฐชากล่าว
ต่อมาในเวลา 14.40 น. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.อว. ชี้แจงว่า วันนี้เราต้องทำงานร่วมกันรัฐบาลชุดนี้ 4 ปี ต้องมองระยะยาวด้วย เพื่อให้เห็นอนาคตอันใกล้ และอนาคตที่ไกล สามารถวางโครงสร้างพื้นฐาน แต่ในขณะเดียวกันความเดือดร้อนรอไม่ได้ เรามองทั้งภาพเศรษฐกิจและภาพสังคม
3 ระเบิดด้านสุขภาพ
“ขอบคุณที่อภิปรายให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเงินวิจัย เพราะวันนี้เราต่างที่องค์ความรู้ ความคิดโลกเปลี่ยนไปเยอะ เปลี่ยนไปมาก หากเราจะวิ่งตามแอปพลิเคชัน การประยุกต์ใช้ที่ปลายน้ำ อาจจะไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือองค์ความรู้พื้นฐาน ทั้งงานวิจัยการศึกษา ก็เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้คนไทยสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยให้สู่ยุคใหม่” นายยศชนันกล่าว
นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชป. อภิปรายในส่วนของงบสาธารณสุขและสุขภาพของคนไทยว่า แม้ในสายตาองค์กรอนามัยโลกและธนาคารโลกจะชื่นชมไทยว่าใช้เงินเพียง 4% ของจีดีพี แต่กลับสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ดี ต่างจากประเทศชั้นนำอย่างสวีเดน อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ที่ใช้ตัวเลขสองหลัก แต่การใช้น้อยแต่ทำได้เยอะกำลังกลายเป็นจุดอ่อนที่สะสม ระเบิดเวลา 3 ลูกที่รอวันปะทุและพาตัวระบบก้าวไปสู่ขอบเหว โดยระเบิดลูกที่ 1 เน้นซ่อมมากกว่าสร้าง คือเม็ดเงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าหัวรักษาพยาบาลปลายเหตุ โดยไม่ยอมลงทุนระบบคัดกรองเชิงรุกในชุมชน, ระเบิดลูกที่ 2 วิกฤตโรงพยาบาลรัฐขาดทุน และสมองไหล และระเบิดลูกที่ 3 ความเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อน 3 กองทุน ทั้งระบบบัตรทอง ประกันสังคม และสิทธิข้าราชการ ที่ต่างใช้เงินภาษีประชาชนเหมือนกัน แต่สิทธิการเข้าถึงโรงพยาบาล ยา และต้นทุนต่อหัวกลับไม่เท่ากัน
นายสกลธีกล่าวต่อว่า ไม่เห็นด้วยหากจะปรับลดงบก้อนนี้ เพราะเปรียบเสมือนการตัดเส้นเลือดใหญ่ของประชาชน แต่ขอเสนอแนะแนวทางปฏิรูปแนวคิดจัดงบประมาณ 3 ข้อ เพื่อความยั่งยืน คือ 1.ปรับโครงสร้างเป็นงบเชิงรุกระดับท้องถิ่น เพิ่มงบให้ รพ.สต. และยกระดับขีดความสามารถของ อสม. กว่า 1.1 ล้านคนทั่วประเทศ 2.ทบทวนอัตราจ่ายชดเชยตามต้นทุนจริง สปสช. และ 3.หาแหล่งรายได้ใหม่ด้วยความกล้าหาญ รัฐบาลจะหวังพึ่งพิงภาษีทางตรงหรือเงินอุดหนุนรัฐอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป ต้องกล้าเก็บภาษีสุขภาพเฉพาะให้เข้มข้น เช่น ภาษีโซเดียม ภาษีน้ำตาล และสิ่งที่ยากที่สุดคือการนำระบบร่วมจ่ายมาใช้
น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) อภิปรายว่า ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ในเรื่องลดก๊าซเรือนกระจกมุ่งสู่เน็ตซีโร เพราะเป็นมุมใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด ขณะเดียวกันยังมีบทเรียนจากภูเก็ต ที่พบโรงแรม รีสอร์ตหลายแห่งก่อสร้างรุกที่ป่าสงวน ที่อุทยาน และมีคำสั่งศาลถึงที่สุดให้รื้อถอน แต่การรื้อถอนจะมีการปล่อยคาร์บอนมากกว่าการสร้างใหม่ถึง 13 เท่า คิดว่าจะดีกว่าหรือไม่หากรัฐบาลนำสิ่งก่อสร้างเหล่านี้มาหาแนวทางบริหารสินทรัพย์เพื่อจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เศรษฐกิจเมืองท่องเที่ยวของภูเก็ตเดินต่อได้ไม่สะดุด
ชำแหละเมกะโปรเจกต์
จากนั้น เวลา 17.25 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายว่า โครงการอภิมหาโครงการหรือเมกะโปรเจกต์เรื่องแพลตฟอร์มการเรียนรู้หลักหมื่นล้านบาท ถูกริเริ่มผลักดันตั้งแต่สมัยพรรคภูมิใจไทยเป็นเจ้ากระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ประกอบไปด้วยโครงการใหญ่ 4 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา หรือที่เรียกว่า NDLP ใช้งบ 1.73 หมื่นล้านบาท 2.โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะใช้งบ 3.15 พันล้านบาท ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้อยู่ในส่วนของ ศธ. 3.โครงการ Skill/Credit Portfolio ใช้งบ 5.14 พันล้านบาท และ 4.ระบบคลังหน่วยกิตกลางใช้งบ 384 ล้านบาท โดยทั้ง 2 โครงการนี้อยู่ในส่วนของ อว. หากนับเฉพาะ 4 โครงการนี้รวมกันใช้งบกว่า 2.62 หมื่นล้านบาท เทียบเท่าสร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) 10 ตึก เทียบเท่ากับงบประจำปีของกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพลังงาน 5 กระทรวงรวมกัน
นายพริษฐ์กล่าวว่า แม้ว่านโยบายจะสับสนกลับไปกลับมาดูไร้ทิศทาง แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้อาจไม่ใช่ความไม่ชัดเจนของนโยบาย แต่อาจเป็นเรื่องของความไม่โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา จนทำให้เกิดมีคำถามว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เพราะเมื่อเราไปดู TOR ของทุกโครงการแทบทุกฉบับ พบพิรุธที่ชวนให้เกิดความสงสัยทั้งนั้น
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อนำ 4 โครงการของเมกะโปรเจกต์มาบวกกับโครงการ TH-AI Passport ที่มีเป้าหมายยกระดับทักษะของประชาชนเช่นเดียวกัน ทำให้เราพบว่ามี 12 โครงการย่อยหรือ 12 สัญญาที่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง โดยมี 10 โครงการย่อยหรือสัญญาที่จัดซื้อจัดจ้างไปแล้ว และเมื่อไปดูว่ามีบริษัทอะไรบ้างที่มีส่วนร่วมกับ 12 โครงการ คำตอบที่ได้คือ 23 บริษัท ทำให้เราเห็นว่ามี 3 ข้อค้นพบสำคัญคือ 1.มีหนึ่งบริษัทที่โผล่มาเยอะที่สุด ชนะประกวดไป 5 โครงการจาก 10 โครงการ โดยจะเรียกว่าบริษัท A แม้ว่าบริษัทจะถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2560 แต่บริษัทก็เจอจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2567 ที่บังเอิญว่าเป็นปีแรกและเป็นปีเริ่มต้นของเมกะโปรเจกต์ในครั้งนี้พอดี ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อและทยอยเพิ่มทุนถึง 25 เท่าจนทำให้มีรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 40 เท่า ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปแล้ว ก็อาจอนุมานได้ว่ามาจากโครงการของภาครัฐเพียงอย่างเดียว ทำให้อาจสงสัยว่าบริษัทดังกล่าวถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรองรับเมกะโปรเจกต์ในครั้งนี้เป็นการเฉพาะหรือไม่
นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า ข้อค้นพบที่สองคือ เมื่อเราเจาะลึกลงไปก็ค้นพบว่าบริษัท A ไม่ได้มาแค่โดดๆ เพราะเป็นการจับมือกันระหว่างเจ้าของผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทอีก 2 บริษัท คือบริษัท I และบริษัท J และบริษัท A มีตึกที่ทำการเดียวกับบริษัท I ขณะที่ข้อค้นพบที่สามคือ ไม่ได้มีแค่บริษัท A ที่เกี่ยวข้องกับบริษัท I และบริษัท J แต่ยังมีบริษัท B และบริษัท G ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายนี้ด้วย โดยมีบริษัท I เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน 2 บริษัทดังกล่าว
ซัดมหกรรมรวมญาติพลัส
“สรุปคือมี 5 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายของบริษัท I และบริษัท J คืออยู่ในอาณาจักรเดียวกัน ผมจะไม่บอกว่าบริษัท I และบริษัท J คือบริษัทอะไร แต่หากท่านประธานลองมองออกไปนอกหน้าต่างไปดูบิลบอร์ดก็อาจจะพอเดาได้ และแท้จริงแล้ว 5 บริษัทดังกล่าวอยู่ในอาณาจักรหรือเครือข่ายหรือเป็นทีมเดียวกัน จะนำไปสู่ข้อสรุปที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า เครือข่ายและอาณาจักรนี้สามารถกินรวบทุกโครงการในเมกะโปรเจกต์นี้แบบเบ็ดเสร็จ”
นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า อภิมหาโครงการแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตรงนี้จึงเป็นเสมือนมหกรรมรวมญาติพลัสระหว่างกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายเดียวกัน เป็นญาติกันที่ไม่ได้โดยสายเลือด แต่เป็นเส้นเงินบวกกับเพื่อนบ้านความคุ้นเคยที่มาร่วมวงกันเป็นประจำ ทั้งหมดนี้จึงกลับมาสู่คำถามที่ตั้งไว้ตอนต้นว่า ใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากเมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ เมกะโปรเจกต์ครั้งนี้ถูกริเริ่มขึ้นมาโดยใคร ถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มทักษะ เพิ่มรายได้ให้ประชาชนหรือถูกริเริ่มขึ้นมาเพื่อเพิ่มโครงการรัฐและเพิ่มกำไรให้กับกลุ่ม เพราะยิ่งเพิ่มโครงการยิ่งเพิ่มแพลตฟอร์มได้ก็ยิ่งเพิ่มกำไรให้กับกลุ่มทุนบางกลุ่ม
“แม้ว่าเราจะสรุปชัดๆ ไม่ได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ขอทิ้งท้ายโดยการยืมประโยคจากนายกฯ ว่า ที่ไหนมีควันที่นั่นมีไฟ และเชื่อว่าข้อมูลที่ผมนำเสนอวันนี้เป็นควันที่ชัดเจนมากเพียงพอ รัฐบาลจะเร่งหากองไฟแล้วดับไฟ หรือจะเลือกปล่อยให้ไฟลามทุ่งจนเผาผลาญภาษีของพี่น้องประชาชน การตัดสินใจอยู่ในมือท่าน” นายพริษฐ์กล่าว
ในเวลา 18.05 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ชี้แจงเรื่องการปรับลดงบส่วนจังหวัดว่า เราเห็นว่างบจังหวัด 8- 9% เป็นงบทำถนน ซึ่งงบจังหวัดไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทำสิ่งแบบนี้ แต่เป็นงบที่ให้ส่วนจังหวัดไปคิดแผนเพื่อพัฒนาจังหวัดให้เติบโต ประชาชนในจังหวัดมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เรื่องนี้ไม่ตอบโจทย์จนทำให้รัฐบาลชุดที่แล้วจนมาถึงชุดนี้หารือวางหลักเกณฑ์ใหม่ในเรื่องนี้ คือจะไม่นำเอาเรื่องที่ซ้ำซ้อนไปทำกับหน่วยงานที่เขารับผิดชอบอยู่แล้ว จึงเป็นสาเหตุของการตัดลดงบจังหวัด
“ที่บอกว่าการตัดงบจังหวัดไม่ตอบโจทย์กับการกระจายอำนาจ ซึ่งคงต้องเปิดคอร์สเรียนกันใหม่ เป็นหลักสูตรกระจายอำนาจ 101 เสียแล้ว เพราะงบจังหวัดไม่ใช่การกระจายอำนาจ เพราะการกระจายอำนาจคือการกระจายอำนาจลงไปสู่การปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนการนำงบไปสู่จังหวัดคือการแบ่งอำนาจ” นายภราดรระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อังกฤษ’เร่งปรับเกมรุก หวังพิชิต ‘ดีอาร์ คองโก’
ลงสนามฟาดแข้งในรอบ 32 ทีมสุดท้ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดาเป็นเจ้าภาพ
สภาสูงไฟเขียว‘กม.นิรโทษ’ ห้ามล้างผิด112ไม่ซุกฮั้วสว.
ที่ประชุมวุฒิสภาไฟเขียว "พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข" นิรโทษคดีการเมือง
ปปช.สอบเส้นเงิน‘ผอ.พ.’ แจ้งข้อหาเพิ่ม‘ปลัดภูเก็ต’
ป.ป.ช.เร่งตั้ง กก.ไต่สวนทุจริตสอบท้องถิ่นสัปดาห์หน้า เตรียมสอบเส้นทางการเงิน "ผอ.พ." ปมร่ำรวยผิดปกติ
ถอย‘แลนด์บริดจ์’ พิพัฒน์สนองหนูเอาใจม็อบตั้งกก.ร่วม/ไต่สวน1ปี44สส.
“นายกฯ” ส่ง “พิพัฒน์” เคลียร์ม็อบค้าน กม.SEC-แลนด์บริดจ์ “มวลชน” เฮ! “รัฐบาล” ยอมถอยร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ไม่ชง
‘ฝรั่งเศส’เหนือกว่าทุกมุม ยิง‘สวีเดน’กรุยทางสู่แชมป์
เวิลด์ คัพ 2026 ยังอยู่กันที่การแข่งขันในรอบน็อกเอาท์ 32 ทีมสุดท้าย ค่ำคืนวันที่ 30 มิถุนายน
แห่ร้องโกงสอบปปช.ลุยเส้นเงิน
"ทรงศักดิ์" ฟ้องระนาวโยงเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ชัดแล้วใคร “ส้ม-กิจ”

