ศาลปค.พลิกรับฟ้องสรณ

ศาล ปค.สูงสุดพลิก! สั่งรับคำฟ้อง  "หมอสรณ" ด้านเจ้าตัวร่อนแถลงทำหน้าที่  "ประธาน กสทช." ต่อ เรียกร้องกรรมการเข้าร่วมประชุม ลั่นไม่ใช่วันที่มีผู้แพ้-ชนะ ขณะที่ถกบอร์ดล่มครั้งที่ 7 สั่งเลื่อนเป็นวันพฤหัสฯ "ปกรณ์" ยันยังเดินหน้าตามขั้นตอนทูลเกล้าฯ พ้นตำแหน่ง  เหตุยังไม่มีคำสั่งใดๆ ขอให้รอศาลตัดสิน อย่าพูดล่วงหน้า หวั่นสับสนกระทบทั้งระบบ

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีนัดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุด คำสั่งที่  952/2569 ผู้ฟ้องคดีได้รับหมายแจ้งกำหนดนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล ศาลจึงงดอ่านคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว และได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทราบทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์

คดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับคำฟ้องในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. (ผู้ถูกฟ้องคดี) ลงวันที่ 21 ก.ค.2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช.  เนื่องจากยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.2565 จนถึงวันที่ 12 เม.ย. 2565 อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

โดยคำวินิจฉัยที่พิพาทดังกล่าว อ้างข้อเท็จจริงว่า หลังจากวุฒิสภาได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2564 เห็นชอบให้ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาได้มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบฯ ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (1) (2) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ภายในวันที่ 11 ม.ค.2565 ซึ่งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นหนังสือและหลักฐานต่างๆ ที่รับรองว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพต่อประธานวุฒิสภาแล้ว ต่อมา นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือลงวันที่ 14 ก.พ.2565 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เม.ย.2565 ว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ตามที่เสนอ ตั้งแต่วันที่ 13 เม.ย.2565 เป็นต้นไป

แต่ภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีเข้าดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กสทช.แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีได้ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนหลายกรณีแล้ววินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 ในห้วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะมีหนังสือลงวันที่ 14 ก.พ.2565 นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้การไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) และ (3) ภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน

ศาลรับฟ้อง 'หมอสรณ'

ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า คดีนี้เป็นการฟ้องคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และโดยที่คำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีอ้างว่าใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ วินิจฉัยเกี่ยวกับลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดีว่า การที่ผู้ฟ้องคดีไม่ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) ถือเป็นการสละสิทธิโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 18 ซึ่งความตอนท้ายของมาตรา 18 นั้น กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้

เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถือเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) คือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 ผู้ฟ้องคดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ กสทช.ต่อไปได้ ตามนัยมาตรา 20 วรรคสาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้  และให้ถือว่า กสทช.ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน โดยบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการประกอบกิจการ วิทยุโทรทัศน์ และกิจการคมนาคม เป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดชะงัก

ดังนั้น คำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 การที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้น ศาลปกครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองกลาง เป็นให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณไว้พิจารณา และมีคำสั่งในเรื่องคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาคดีของ นพ.สรณต่อไป

ต่อมา นพ.สรณเผยแพร่คำแถลงว่า ขอน้อมรับและเคารพคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด และขอขอบคุณกระบวนการยุติธรรม ที่ได้พิจารณาทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการ  ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดกฎหมาย ความสุจริต รวมถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ แม้จะมีข้อโต้แย้งหรือความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่ทุกฝ่ายควรเคารพกระบวนการยุติธรรม และใช้ข้อยุติทางกฎหมายเป็นหลักในการเดินหน้าต่อไป จากนี้ไป สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่คือการทำให้ กสทช.สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ มีเอกภาพ และเดินหน้าพิจารณาภารกิจสำคัญที่ยังรอการดำเนินการ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ประเทศชาติ และประโยชน์สาธารณะ

"ขอความร่วมมือจากกรรมการ กสทช.ทุกคนให้กลับมาร่วมปฏิบัติหน้าที่และเข้าร่วมการประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน โดยขอให้วางข้อขัดแย้งและความคิดเห็นที่แตกต่างไว้เบื้องหลัง และกลับมาทำหน้าที่ตามที่กฎหมายมอบหมายให้ดีที่สุด ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับ กสทช.ทุกคน โดยเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง รับฟังซึ่งกันและกัน และยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นที่ตั้ง วันนี้จึงไม่ควรเป็นวันที่มีผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ควรเป็นวันที่ กสทช.กลับมาร่วมมือกันทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง" นพ.สรณระบุ

ถก กสทช.ล่มครั้งที่ 7

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนศาลปกครองสูงสุดจะมีคำวินิจฉัย สำนักงาน กสทช.ได้จัดการประชุมบอร์ด กสทช. ครั้งที่ 25/2569 ในเวลา 09.30 น. แต่ต้องล่มอีกเป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ โดย นพ.สรณเดินทางมาถึงห้องประชุมในเวลาประมาณ 09.50 น. มีกรรมการ กสทช. 2 ราย คือ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร และนายต่อพงศ์ เสลานนท์ รายงานตัวและเข้าประชุมผ่านระบบออนไลน์ ส่วน รศ.ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ แจ้งลาประชุม ขณะที่กรรมการ กสทช. 3 ราย คือ พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ไม่ปรากฏตัวในห้องประชุม กระทั่งผ่านไป 30 นาที นพ.สรณจึงสั่งเลื่อนการประชุม กสทช. เป็นวันที่ 3 ก.ย. เวลา 13.30 น.

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์  รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ยังไม่มีผลกระทบอะไรที่เราดำเนินการไป เพราะรัฐบาลยืนยันว่าเป็นการทำตามกฎหมาย โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาเป็นที่สุดที่กำหนดในรัฐธรรมนูญมาตรา 203 วรรค 5 ประกอบรัฐธรรมนูญมาตรา 217 และมาตรา 15/1 ของกฎหมาย กสทช. ซึ่งมีผลปกติไม่ได้มีปัญหาอะไร ในชั้นนี้ต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น และรอคำสั่งของศาลว่าจะสั่งอย่างไร

เมื่อถามว่า ขั้นตอนที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพ้นจากตำแหน่งไปแล้วจะทำอย่างไร นายปกรณ์กล่าวว่า เราเห็นว่าเป็นการทำตามขั้นตอนกฎหมายที่กำหนดไว้ ส่วนตอนนี้เป็นขั้นตอนของศาล คงไปว่ากันตามปกติ และต้องรอว่าศาลจะมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหรือไม่ หรือจะมีคำสั่งอะไรต่อไป คงปฏิบัติตามนั้น

เมื่อถามย้ำว่า ต้องดึงเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายกลับออกมาหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า ไม่ต้อง  เพราะรอศาลตัดสินอยู่ ตอนนี้ศาลยังไม่ได้ออกคำสั่งอะไรเลย อย่าไปพูดล่วงหน้า รอศาลก่อนดีกว่า เพราะถ้าพูดไปเดี๋ยวจะสับสน และไม่ดีกับทั้งระบบ.

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง