“ภราดร” ลั่นรัฐบาลไม่หวั่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมถูกตรวจสอบ มั่นใจแจงได้ทุกข้อกล่าวหา ย้ำ "ภท." ไม่เอี่ยวคดีฮั้ว สว. “จุลพันธ์” ยันพรรคไม่มีข้อมูลลับฮั้ว สว. การันตีซักฟอก พท.เสียงไม่แตก ปัดวงดินเนอร์รัฐบาลไร้คุยปรับ ครม. “ฝ่ายค้าน” เดินหน้าซักฟอกรัฐบาล ล็อกเป้า "อนุทิน-ไชยชนก” แน่ ตั้ง "รังสิมันต์” หัวเรือประสานทำญัตติอภิปราย “ไอติม” บี้ กกต.ส่งฟ้องศาลคดีโกง สว.ทั้ง 229 คน หวั่น 4 ใน 7 คน กกต.ทำงานไม่เป็นกลาง “ปชน.” โวย TH-AI Passport ภาษาเพี้ยน เอาของถูกมาเป็นตัวเลือกแรก “รมว.ยธ.” แจงตั้งสอบ "ผอ.ยักษ์” เหตุให้สัมภาษณ์คดีแตงโม ไม่เกี่ยวปมการเมือง
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ฝ่ายรัฐบาลยินดีหากฝ่ายค้านจะเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือเป็นอำนาจโดยชอบของฝ่ายค้าน และเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ ซักถาม หรืออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลตามกระบวนการของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ขัดข้อง ยินดีให้ฝ่ายค้านตรวจสอบอย่างเต็มที่
“กรอบเวลาการอภิปรายขณะนี้ยังไม่ทราบความชัดเจนว่าจะเป็นช่วงใด แต่รัฐบาลยังยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่และพร้อมตอบข้อซักถาม รวมถึงข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ” นายภราดรกล่าว
ถามว่า จะต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ต้องรอดูญัตติที่ฝ่ายค้านจะยื่นต่อประธานสภาฯ ก่อน เมื่อมีการยื่นญัตติแล้วจึงจะทราบว่าโจทย์หรือประเด็นที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายคืออะไร แต่รัฐบาลมั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้ในทุกประเด็น ที่ผ่านมารัฐบาลเชื่อว่าไม่ได้ดำเนินการใดที่ผิดกฎหมาย หรือกระทำการที่เข้าข่ายทุจริตประพฤติมิชอบ
“หากฝ่ายค้านมีหลักฐานชัดเจน และรัฐมนตรีไม่สามารถชี้แจงได้ สส.ก็จะเป็นผู้ตัดสินใจทางการเมือง โดยที่ผ่านมาการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้ง ทั้งสองฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตัวเอง และ สส.จะตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย” นายภราดรกล่าว
ซักว่า ฝ่ายค้านอาจเน้นอภิปรายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้ว สว. นายภราดรกล่าวว่า ในส่วนของพรรค ภท. ยืนยันมาโดยตลอดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. และหัวหน้าพรรคได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสมาชิกพรรคทุกคน ขอให้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการดังกล่าว เพราะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย โดยพรรคได้ยืนยันเรื่องนี้เป็นพิเศษตั้งแต่ช่วงที่มีการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้ง สว. และได้ออกหนังสือถึงสมาชิกทุกคน ห้ามเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด
ถามว่า หากฝ่ายค้านนำประเด็นคดีฮั้ว สว.มาเป็นหนึ่งในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะถือเป็นญัตติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายภราดรกล่าวว่า ต้องรอดูว่าฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในรูปแบบใด และมีรายละเอียดอย่างไร ซึ่งรัฐบาลพร้อมตอบข้อกล่าวหาตามกระบวนการ
ถามอีกว่า ในวันที่ 14 ก.ย. กกต.เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา กรณีเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว.จำนวน 229 คน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค ภท.และรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในรายชื่อ นายภราดรกล่าวว่า พรรค ภท.ยืนยันมาโดยตลอดไม่เคยเข้าไปแทรกแซง และจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม หาก กกต.มีคำวินิจฉัยหรือมีแนวทางดำเนินการอย่างไร พรรคก็พร้อมปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรม
“ไม่จำเป็นต้องไปต่อสู้กันนอกเหนือจากกระบวนการของศาล เพราะมั่นใจว่าสิ่งที่พรรคได้หารือและมีการออกเป็นหนังสือแจ้งสมาชิกนั้น มีความชัดเจนว่าพรรคและสมาชิกไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นายภราดรกล่าว
ซักถึงกรณีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุหากที่ผ่านมาเคยเสนอชื่อนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ก็สามารถเสนอให้ลงจากตำแหน่งนายกฯ ได้เช่นเดียวกัน นายภราดรตอบเพียงสั้นๆ ว่า ขอบคุณ
พท.การันตีซักฟอกเสียงไม่แตก
ส่วนนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ยืนยันกรณีนายกฯ เตรียมเปิดบ้านพักส่วนตัวนัดแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลในวันที่ 6 ก.ย.เลี้ยงอาหาร ว่าจะไม่มีการหารือเรื่องปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เราเป็นรัฐบาลร่วมกัน รัฐบาลเดียวกันทำงานเพื่อประชาชน
“การนัดกินข้าวก็เป็นการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้นั่งพูดคุยกันในบรรยากาศที่รีแลกซ์ขึ้น ไม่ใช่การประชุมเพียงหน้างานเท่านั้น หรืออย่างรัฐมนตรีช่วยบางคนอาจจะไม่มีโอกาสไปพูดคุยกับนายกฯ มากนัก ก็จะได้ไปเล่าเรื่องหน้างานว่ามีอะไรที่ติดขัดบ้าง หรือขับเคลื่อนอะไรอยู่ เพื่อให้เดินหน้าได้อย่างราบรื่น ซึ่งการนัดรับประทานอาหารครั้งนี้ยังได้เชิญฝ่ายสภาด้วย เพราะเป็นรัฐบาลไม่ได้กำหนดเฉพาะในส่วนของ ครม. แต่ยังมีการทำงานในสภา ก็จะได้พูดคุยถึงประเด็นปัญหาและข้อหารือต่างๆ ให้ครบถ้วน เพื่อให้การทำงานราบรื่นกว่าเก่า” นายจุลพันธ์กล่าว
ถามว่า เหตุที่เชิญฝ่ายสภาร่วมรับประทานอาหารด้วย เพื่อเตรียมรับศึกซักฟอกหรือไม่ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไม่ได้เตรียม อย่างตนก็ไม่ได้เตรียมอะไร ขึ้นอยู่กับฝ่ายค้านที่จะซักถามข้อสงสัย เราก็ยินดีที่จะตอบอยู่แล้ว เหตุที่ต้องเชิญฝ่ายสภาไปด้วยนั้น การทำงานในส่วนของรัฐบาล สภาก็ต้องขับเคลื่อน เพราะกฎหมายต้องส่งเข้าสภา
ซักว่าเรื่องฮั้ว สว.อาจจะเป็นหนึ่งในประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นซักฟอก พรรค พท.จะวางบทบาทอย่างไรในฐานะที่เคยผลักดันและขับเคลื่อนเรื่องนี้ในสมัยเป็นแกนรัฐบาล แต่วันนี้เป็นร่วมรัฐบาลกับพรรค ภท. นายจุลพันธ์กล่าวว่า ในฐานะรัฐมนตรีก็เป็นบทบาทหนึ่งในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และตนก็มีสถานะเป็น สส.ด้วย ซึ่ง สส.มีหน้าที่ในการตรวจสอบและกำกับการทำงานของรัฐ ดังนั้นการรับฟังข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงมาตัดสินใจว่าเราจะเดินหน้าอย่างไร มีข้อมูลใหม่หรือไม่ มีอะไรที่ฟังได้หรือฟังไม่ได้ ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตย
“กรณีฮั้ว สว. พรรค พท.เคยเป็นแกนนำรัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องนี้ และเราก็เดินไปจนสุดทางแล้ว ส่งไปต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรอิสระ เราต้องเชื่อมั่นในกลไกการตรวจสอบ วันนี้ไม่ได้อยู่ในมือของพรรค พท.หรืออยู่ในมือของ สส. การอภิปรายไม่ไว้วางใจก็เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอน แต่กระบวนการตรวจสอบมีองค์กรและหน่วยงานดำเนินการอยู่ ต้องให้เขามีอิสระ" นายจุลพันธ์กล่าว
พอถามว่าการตัดสินใจของพรรค พท. จะส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของประชาชนหรือไม่ เนื่องจากถูกมองว่าน่าจะมีข้อมูลเรื่องฮั้ว สว.ในระดับหนึ่ง นายจุลพันธ์กล่าวทันทีว่า พรรค พท.ไม่ได้มีข้อมูลอะไรเป็นพิเศษ พรรคดำเนินการตามหน้าที่รับผิดชอบ ขั้นตอนทั้งหมดมันผ่านไปแล้ว และข้อมูลทั้งหมดก็อยู่ในกระบวนการของหน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ไม่ได้มีอะไรพิเศษเพิ่มเติม หรือมีข้อมูลลับที่ยังไม่ได้เปิดเผย เพราะทุกอย่างส่งดำเนินการไปหมดแล้ว ต้องปล่อยให้กระบวนการเดินหน้าต่อ
ซักว่ามีเสียงเรียกร้องให้พรรค พท.ยกมือไม่ไว้วางใจหากรัฐบาลถูกซักฟอกเรื่องนี้ นายจุลพันธ์กล่าวว่า ใครเรียกร้องอะไรเราก็รับฟังทุกฝ่าย แต่ยังไม่มีคนมาพูดกับตนในประเด็นนี้
ถามว่า การลงมติของพรรค พท.จะยึดมติพรรคหรือให้เป็นเอกสิทธิ์ของ สส. นายจุลพันธ์กล่าวว่า ยังไม่กำหนด แต่คิดว่าไม่น่ามีอะไร เพราะในพรรคก็พูดคุยกัน และอยู่ในหลักการของพรรค คงไม่มีเสียงแตก เราทำงานเป็นทีม อยู่ในเส้นเดียวกัน
ฝ่ายค้านล็อกเป้า 'อนุทิน-ไชยชนก'
ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ปธ.วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า เมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา เราได้มีการประชุมกันแล้ว โดยสมัยนี้จะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้นคือพรรคไทรวมพลัง ซึ่งเรามีความเห็นตรงกันว่า เราจะเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 นั่นคือการอภิปรายทั่วไปที่มีการลงมติ ส่วนกรอบเวลาเราจะดำเนินการโดยเร็ว
“ได้มีการพูดคุยกันว่าจะครอบคลุมถึงใครบ้าง ซึ่งเป็นการบ้านที่แต่ละพรรคจะไปรวบรวมมา แต่ 2 รายชื่อที่มีอยู่แน่นอนคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานโดยมีหัวเรือหลักคือนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ที่จะพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค รวบรวมรายชื่อและจัดทำญัตติ เพื่อเตรียมยื่นญัตติโดยเร็ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์” นายพริษฐ์กล่าว
ถามว่า จะมีหลักฐานเด็ดในการอภิปรายที่จะสามารถสะเทือนรัฐบาลได้หรือไม่ ปธ.วิปฝ่ายค้านกล่าวว่า ตนไม่อยากคุยก่อนเกิด แต่คิดว่าเราทำงานเต็มที่ ให้ผลงานเป็นตัวบ่งบอกที่ดี และขอฝากว่าเห็นนายกฯ บอกพร้อมที่จะตอบทุกคำถาม ก็หวังว่านายกฯ และพรรค ภท.จะไม่พยายามหาช่องทางให้ประธานสภาฯ วินิจฉัยไม่ให้พูดเรื่องฮั้ว สว. และเรื่องโกงสอบท้องถิ่นได้ ไม่ใช้เทคนิคแบบนั้น
ซักว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ระบุพรรคทำให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ได้ ก็สามารถเอาลงได้นั้น จะทำได้เมื่อไหร่ ปธ.วิปฝ่ายค้านกล่าวว่า เราทำเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เราประกาศชัดเจนว่ายิ่งเราเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ในประเทศต่อไป ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ฉะนั้นเราทำเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล และหวังถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า หากเราทำหน้าที่ของเราได้ดี ประชาชนเห็นพ้องกับเราว่าการมีพรรคอื่นมาเป็นแกนนำรัฐบาลน่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเสียงของพี่น้องประชาชน
“เราคงไปคาดเดามติของ สส.ไม่ได้ แต่เราเข้าใจเสียงในสภาดีว่าในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก แต่เป้าหมายของการอภิปราย คิดว่าไม่ใช่แค่การมานับคะแนนของการลงมติ แต่คือการนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากประชาชนเห็นตามหลักฐานที่เรามี เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เขาก็จะเปิดโอกาสให้มีพรรคอื่นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล” ประธานวิปฝ่ายค้านระบุ
นายพริษฐ์กล่าวถึงกรณี กกต.เตรียมพิจารณาคดีโกงเลือก สว.วันที่ 14 ก.ย.ว่า กกต.ควรจะฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไปที่ศาล ซึ่งข้อเรียกร้องนี้ไม่ใช่ข้อสรุปว่า 229 คนนั้นกระทำความผิดไปแล้ว แต่เราเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการโกง สว. จึงเรียกร้องให้ กกต.สั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลพิจารณาโดยละเอียด ดูพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายอีกทีหนึ่ง ใครที่ผิด แล้วใครที่ไม่ผิด
“ปฏิเสธไม่ได้ว่า 4 ใน 7 กกต.มาจากการรับรองโดย สว. ที่ส่วนใหญ่อยู่ในสำนวน ฉะนั้นจึงมีความกังวลใจว่าอาจจะมีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองได้ ทางที่ดีที่สุดถ้ามีการสั่งฟ้องไปที่ศาล ศาลก็จะมาทำหน้าที่ในฐานะคนกลาง” นายพริษฐ์กล่าว
ถามว่า นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สว. ออกมาเปิดเผยข้อมูล สว.จากภาคประชาชนก็ไปนัดเลี้ยงกันที่ร้านเดียวกัน และมีคนจ่ายค่ากาแฟแค่คนเดียว นายพริษฐ์กล่าวว่า ถ้ามีหลักฐานเกี่ยวกับผู้สมัคร สว.คนไหน ไม่ว่าจะถูกนิยามว่ากลุ่มใด ก็ควรใช้มาตรฐานเดียวกัน
ปัดสอบ 'ผอ.ยักษ์' โยงการเมือง
ส่วนนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวถึงปัญหาจากการใช้โครงการ TH-AI Passport ว่า ต้องบอกว่าในเชิงเทคนิคที่สร้างภาพ AI ออกมาแล้วเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว เป็นเพราะโมเดลตัวที่จะมาสร้างรูปภาพมีหลายตัว มีเครื่องยนต์หลายเครื่องที่ใช้สร้างรูปภาพ ปรากฏว่าโมเดลที่เป็นตัวตั้งต้นไม่ได้เก่งภาษาไทย เนื่องจากราคาไม่แพงมาก เพราะฉะนั้นจึงเจอปัญหาว่า คือเมื่อสร้างภาพออกมาแล้วทำให้กลายเป็นภาษามนุษย์ต่างดาว แต่ถ้าเราเลือกโมเดลอื่น เช่น Nano banana ของ Google หรือ chatgpt จะเก่งภาษาไทยมากกว่าด้วยคำสั่งเดียวกัน ซึ่งตนคิดว่าน่าจะเป็นกระบวนการที่รัฐบาลพยายามประหยัดและลดต้นทุน
"เป็นการเอาของถูกมาให้เลือกใช้เป็นตัวเลือกแรก เพราะถ้าเอาของดีมาให้ใช้เป็นตัวเลือกแรก ก็จะกินทรัพยากรกินค่าใช้จ่ายเยอะ" นายภาวุธกล่าว
ถามว่า นายไชยชนกระบุต้องให้ระบบเรียนรู้ภาษาไทยก่อน สส.พรรค ปชน.กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ใช่อยู่ที่ตัวโมเดล โดยเฉพาะการสร้างรูปภาพโมเดลของจีนที่ใช้อยู่นี้ไม่ได้เก่งภาษาไทยมากนัก เพราะฉะนั้นต่อให้ไปเทรนอะไรก็ตาม เราต้องเลือกตัวที่มีคุณสมบัติสูงขึ้น ก็จะมีความเก่งภาษาไทยมากขึ้น
“โมเดลตัวที่สามารถสร้างภาพได้ดีขึ้นมีอยู่ในโครงการ TH-AI Passport อยู่แล้ว เพียงแต่ผู้ใช้ต้องไปเลือกโมเดลให้ตรงกับการใช้สร้างรูปภาพที่มีตัวหนังสือภาษาไทย” สส.พรรค ปชน.รายนี้ระบุ
วันเดียวกัน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ชี้แจงกรณีปลัดกระทรวงยุติธรรมตั้งกรรมการสอบ พ.ต.ต.ณฐพล ดิษยธรรม หรือ ผอ.ยักษ์ ผู้อำนวยการกองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า มาจากปมให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องคดีแตงโม (น.ส.ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ หรือแตงโม ดาราสาว) ย้อนหลังโดยไม่ได้รับอนุญาต เท่าที่ทราบมีการร้องเรียนมาเมื่อ 8 เดือนก่อน ในยุคของปลัด ยธ.คนก่อน แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการอะไร แต่หลังจากปลัด ยธ.คนใหม่เข้ารับตำแหน่ง ได้มีการร้องเรียนเข้ามาอีกครั้ง ซึ่งตั้งแต่ครั้งแรกก็มีการแนบหลักฐานมาด้วยอยู่ก่อนแล้ว ปลัดจึงจำเป็นต้องตั้งกรรมการสอบ เนื่องจากตามระเบียบแล้ว ผอ.ยักษ์เป็นข้าราชการระดับ 9 จึงต้องให้ปลัดกระทรวงเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบ
ถามว่า มีกระแสข่าวตั้งกรรมการสอบเพื่อขัดขวางไม่ให้ ผอ.ยักษ์ขึ้นตำแหน่งรองอธิบดี เพราะเคยเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนคดีเขากระโดงและคดีรันเวย์ขนงพระ พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ได้สอบถามทางกระทรวงแล้ว ยังไม่มีการดำเนินการเรื่องแต่งตั้งรองอธิบดี และเรื่องกดดันทางการเมือง คิดว่าคงไม่ใช่ เพราะเรื่องทางการเมืองที่ดีเอสไอเคยตรวจสอบตอนนี้ก็ไปอยู่กับหน่วยงานอื่นหมดแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีนายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น ยื่นฟ้องต่อศาลดำเนินคดี พล.ต.ท.รุทธพล ในความผิดฐานหมิ่นประมาทที่ให้สัมภาษณ์พาดพิงข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วยที่เขาฟ้อง เพราะจะได้นำพยานหลักฐานต่างๆ ขึ้นไปสู่การพิจารณาของศาล
“ต้องยอมรับว่าบางสื่อโซเชียลและบางหน่วยงาน เวลาพูดก็พูดแต่คำเดียว โดยไม่นำคำพูดทั้งหมดที่ตนให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ไปพิจารณาว่าคำพูดทั้งหมดเป็นอย่างไร อีกทั้งคลิปที่ทนายอั๋นลงเมื่อวันที่ 21 ส.ค. มีการต่อว่าผมอย่างรุนแรงโดยไม่มีเหตุผล ก็ไม่ได้นำมาพิจารณา ผมเห็นด้วยกับการฟ้องครั้งนี้ จะได้นำข้อเท็จจริงไปสู่การพิจารณาของศาล” พล.ต.ท.รุทธพลกล่าว
รมว.ยุติธรรมยืนยันว่า ประเด็นวันนั้นหากดูคลิปที่ตนให้สัมภาษณ์ทั้งหมด มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง ทั้งเรื่องสำนวนนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประมาณ 3-4 เรื่อง และมีคำถามว่ามีสาเหตุโกรธเคืองอะไรกันหรือไม่ ซึ่งตนพูดให้ฟังว่าในส่วนของทนายอั๋นตนไม่รู้จัก เป็นการพูดข้อเท็จจริง ส่วนคำพูดที่ตนเปรียบเทียบว่าหากมาติดตามเรื่องขอให้บอกดีๆ
“ส่วนตัวมองว่าหลายคนก็ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และการทำงานของผมเขาก็ถามดีๆ ซึ่งผมตอบได้อยู่แล้ว ไม่ต้องมีคำพูดที่มาดูหมิ่น อยากให้ไปดูคลิปที่ทนายอั๋นโพสต์เมื่อวันที่ 21 ส.ค. ว่าเขาต่อว่าผมว่าทำไมผมไม่รู้เรื่องที่เขาไปยื่นหนังสือที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งยืนยันผมไม่รู้จริงๆ เพราะเขาไปยื่นที่ดีเอสไอ เรื่องจะไม่กลับมาที่กระทรวงยุติธรรม หากมายื่นที่กระทรวงถ้าผมทราบก็เร่งรัดอยู่แล้ว ซึ่งในความเป็นรัฐมนตรีไม่สามารถไปก้าวก่ายเรื่องสำนวนได้ อยากจะบอกว่ามีอะไรก็ให้มาพูดกันดีๆ ติดตามดีๆ เราดำเนินการตามกรอบอยู่แล้ว” รมว.ยุติธรรมกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จ่อรื้อระบบใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ เบรกใบอนุญาต
"เอกนิติ" ไม่ทน! เตรียมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ พร้อมดึง "ชัชชาติ" ร่วมด้วย ลั่นทุบโต๊ะรื้อระบบใหม่
ศาลปค.พลิกรับฟ้องสรณ
ศาล ปค.สูงสุดพลิก! สั่งรับคำฟ้อง "หมอสรณ"
ลากโกงสอบนอภ. แก๊งเดียวท้องถิ่น
"รุทธพล" เผยดีเอสไอตั้ง คกก.สอบวินัยร้ายแรง 2 จนท.เอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น
บี้ปปช.สอบAIดีอีห่วยกว่าฟรี
“รักชนก” มาแล้ว ยื่น ป.ป.ช.สอบโครงการ TH-AI Passport อ้างกูรูบอกห่วยกว่าของฟรี หวังวันฟ้าสีทองได้เห็นคนทำผิดติดคุก
ศาลปค.ชี้ชะตา‘สรณ’ ปมอุทธรณ์สู้กก.สรรหา
"หมอสรณ" ลุ้น! ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตาเก้าอี้ "ปธ.กสทช." รับ-ไม่รับคำฟ้อง
รบ.ดินเนอร์6ก.ย./ซักฟอกล้มน้ำเงิน
"อนุทิน" เตรียมเปิดบ้านพักส่วนตัวกินข้าว ครม.พรรคร่วมรัฐบาล 6 ก.ย.นี้

