“อนุทิน” อุบแจงผลสอบจาก ตร. ปมมีชื่อ "ทองเจือ" เอี่ยวโกงสอบ บอก "กกต." แถลงมติคดีฮั้ว สว.ไม่มีนักการเมือง คนเชื่อก็มี ไม่ตอบเสียงข้างน้อยเคลื่อนไหว “ไชยชนก" ชี้ฮั้ว สว. "ภท.” พรรคอันดับ 1 ตกเป็นเป้าเรื่องธรรมดา ย้ำชัดมีขบวนการจ้องทำลายพรรค เชื่อ กม.จะทำให้ความจริงปรากฏ ปัดไม่ได้ปรึกษาเนวินเลย “รังสิมันต์” โวยวาทกรรมตีตรา "สว.สีส้ม” ลั่น "ปชน.” พร้อมรับตรวจสอบ “ชุดคดีพิเศษดีเอสไอ” แฉพิรุธ กกต.ปฏิเสธไม่รับหลักฐานสำคัญกล้องวงจรปิด-พิกัดการใช้โทรศัพท์มือถือ กลุ่มการเมืองกดดันสั่งเบรกส่งเอกสารการเงินมาให้ดีเอสไอ ยันสอบสวนตามพยานหลักฐาน-เส้นทางการเงิน ไม่ยึดตามมติ กกต. วินิจฉัย 77 ราย เล็งถกอัยการสิ้น ก.ย. ลุยคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ลั่นถ้ามีหลักฐานถึงฟัน "กก.บห.-สส.-รมต.” แน่
เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการสอบถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีมีรายชื่อนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกฯ ไปเกี่ยวพันกับการทุจริตสอบท้องถิ่นว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตอบกลับมาแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้
ถามกรณีมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งฟ้องศาลฎีกาคดีฮั้ว สว. แต่ยังมีคนบางส่วนไม่เชื่อว่าไม่มีคนในพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ นายอนุทินกล่าวว่า “คนเชื่อก็มี”
ซักว่า กกต.เสียงข้างน้อยออกมาแถลงถึงเหตุผลในการเห็นด้วยกับการส่งฟ้องคนในพรรค ภท. นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว โดยตอบเพียงว่า มีประชุมต่อ และเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที
ที่รัฐสภา นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาฯ พรรค ภท. กล่าวถึงกรณีมีข่าว กกต.มีสำนวนคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่เกี่ยวข้องกับ สว.สีส้มและพรรคประชาชน (ปชน.) พิจารณาอยู่ คาดหวังเรื่องนี้อย่างไรว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรกับเรื่องนี้ เชื่อว่าทุกหน่วยงานจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ความจริงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเชื่อว่ามันจะปรากฏและจะมีการดำเนินการโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ถามว่า พรรค ปชน.และไอลอว์ยังเดินหน้าเปิดเผยข้อมูลคดีฮั้วที่เชื่อมโยงกับพรรค ภท. นายไชยชนกกล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของพรรคอันดับ 1 ที่มีความเข้มแข็งและเป็นรัฐบาลที่มีความเสถียรภาพที่จะตกเป็นเป้า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาชน ตนไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องกลับหรือไม่ เลขาฯ พรรค ภท.กล่าวว่า ต้องปรึกษา แต่ส่วนตัวตนไม่อยาก ทั้งนี้ หากเราไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ จึงขอปรึกษาทีมกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนว่าจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีหรือไม่
พอถามคิดว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายพรรค ภท.จริงหรือไม่ เลขาฯ พรรค ภท.ย้อนถามว่า “ท่านคิดว่าจริงไหมฮะ” พร้อมกล่าวต่อว่า เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัด ไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องตอบ เพราะเป็นกระบวนการหลายมิติ แต่เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราดำเนินการ ว่าทำทุกอย่างภายใต้ระเบียบและกฎหมาย ดังนั้นไม่กังวล
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในฐานะบิดาหรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า ไม่ได้คุย แม้แต่นายกฯ ก็ไม่ได้คุย ตนไม่ได้กังวลเรื่องนี้ วันก่อนก็มีผู้สื่อข่าวมาถามว่ามีมติออกมาเป็นเอกฉันท์แบบนี้รู้สึกอย่างไร ตนก็บอกไปว่ารู้สึกปกติที่ กกต.มีมติเอกฉันท์ เพราะไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง
“ผมและนายกฯ ก็ได้มีการออกจดหมายตั้งแต่แรกที่มีกระบวนการเลือก สว. เพื่อไม่ให้สมาชิกพรรค ภท.มีความเกี่ยวข้อง และจากสำนวนที่มีความพยายามเปิดเผยออกมา ก็จะเห็นได้ว่าผมไม่มีอะไรเลยจริงๆ ฉะนั้นจะไม่ให้มีมติเอกฉันท์ได้อย่างไร” นายไชยชนกกล่าว
โวยวาทกรรมตีตรา สว.สีส้ม
ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีมีข่าว กกต.จะพิจารณาคดีฮั้ว สว.อีก 3 สำนวนที่โยงไป สว.สีส้มและพรรค ปชน. รวมทั้งคณะก้าวหน้าว่า ไม่มี สว.คนไหนที่นิยามตัวเองว่าเป็น สว.สีส้ม แต่ความพยายามตีตราว่ามี สว.สีส้ม เกิดจากการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้าน ภาคประชาสังคม ทำให้คนตีตราในเรื่องว่า หากผมชั่ว คุณก็ต้องชั่วเหมือนผม เป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด
นายรังสิมันต์ยืนยันว่า พรรค ปชน.ไม่เคยปกป้องหรือเรียกร้องในการเลือกปฏิบัติกับ สว.กลุ่มหนึ่งหรือปฏิบัติแตกต่างกับ สว.อีกกลุ่มหนึ่ง แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือมาตรฐานเดียวกัน หากมีพยานหลักฐานใด ไม่ว่า สว.ประชาชน, สว.กลุ่มอิสระ, สว.สีน้ำเงิน จะต้องปฏิบัติแนวทางเดียวกัน
“ที่เรียก สว.สีส้ม ไปดูว่าใครเป็นคนนิยามว่าตนเองเป็น สว.สีส้มจริงๆ หรือไม่ แต่ สว.สีน้ำเงินมีแน่ พอเราไปดูในรายละเอียด ต้องแยกการกระทำให้ชัดคำว่า โกง สว.มีหน้าตาอย่างไร หากมีประเภทจ้างให้คนมาสมัครเพื่อที่จะพลีชีพโหวตให้กับตัวเอง มีการจ่ายเงินจ่ายทองกันมากมาย มีคนการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง คิดว่าพวกนี้ต้องแยกให้ชัด สิ่งที่พยายามจะบอกว่ามี สว.อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเพื่อนหรือเกี่ยวข้องกับคุณ ถ้าข้อเท็จจริงเหมือนกัน ถ้าอนุทินชอบพูดว่าอะไรนะ ปิดชื่อถือพฤติกรรม ก็ใช้หลักการนั้นสิ" นายรังสิมันต์กล่าว
รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวต่อว่า กกต.สามารถดำเนินการได้เต็มที่ หากจะเปิดหลักฐานก็ยินดี ซึ่งสามารถเปิดชื่อได้เลยว่าเป็นนักการเมืองคนไหนของพรรค ปชน.ไปเกี่ยวข้อง ยินดีให้ตรวจสอบ ขณะเดียวกันพรรคก็จะมีกระบวนการตรวจสอบภายใน แต่ตามที่ได้แจ้งไป คือตกลงการโกง สว.ต้องแยกระหว่าง สว.ไปเข้าชื่อรวมกลุ่มกัน ทำเว็บไซต์ ผิดหรือไม่เอาให้ชัด แต่อีกอันหนึ่งผิดแน่ๆ เรื่องของการจ่ายเงินไปจ้างคนสมัครผิดประเภท ซึ่งแตกต่างกัน ระหว่างโกง สว.กับประชาชนไปรวมกลุ่มกัน พูดคุยแนะนำตัวแตกต่างกันมาก
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีรายงานข่าวภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ระบุว่า คณะพนักงานสอบสวนชุดนี้จะนัดประชุมครั้งที่ 1 ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลัง กกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจำนวน 77 ราย คดีฮั้ว สว. คาดว่าจะเป็นภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ ในประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนฯ จำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่
“ในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. เพราะคดีอาญาของดีเอสไอและ กกต.แยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต. เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลักว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน” แหล่งข่าวระบุ
มีรายงานว่า ส่วนกรณีสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษก่อนหน้านี้ ถูกอัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติมนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นไชย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาส ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น แต่เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกา ในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เพียง 6 ราย
หลักฐานถึงฟันต่าง กกต.แน่
“มี 2 รายที่ไม่ถูก กกต.มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาคือ นางผกามาส ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะมติในการสั่งฟ้องครั้งแรกมีการดำเนินคดีต่อผู้ต้องหา 2 รายนี้ไปแล้ว แต่หากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย” แหล่งข่าวระบุ
มีรายงานว่า ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนมีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมด แต่ปรากฏว่า กกต.มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของ กกต. ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัว สว.ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว.เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ
ถามว่า กรณีที่ กกต.ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้ว สว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้น แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษระบุว่า จากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ทาง กกต.มีมติไม่รับหลักฐานไว้ ก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนคณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน
“โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใด กกต.จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น และยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน” แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษฯ ระบุ
ถามในส่วนสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรมการบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือ สส. ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต.ได้หรือไม่ แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษฯ ระบุว่า เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม
“พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือการปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่างๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ” แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษฯ กล่าว
ชงผู้ตรวจฟัน กกต.ม.157
วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธยากร อดีต กกต. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า มติ 4:3 ไม่รับเอกสาร DSI เป็นสารตั้งต้น คดี 157 ของ กกต. ที่อาจจะหนักหน่วงที่สุด 12 ม.ค.2569 กกต. มีมติ 4:3 ไม่รับเอกสารการสอบสวนของ DSI ที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นเงินที่ใช้ในการทุจริตเลือก สว. โดยมีเหตุผลคือ ให้รอการวินิจฉัยของอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 ให้เสร็จสิ้นก่อน อนุฯ วินิจฉัยชุด 36 ได้รับการแต่งตั้งจาก กกต. เมื่อวันที่ 16 ก.ย.2569 มีหลักฐานรายงานการประชุมชุดที่ 36 ครั้งแรกในวันที่ 4 พ.ย.2568 และครั้งสุดท้าย 24 ก.พ.2568 วันที่ 26 ก.พ.2569 คือวันที่ อนุฯ 36 จัดทำความเห็นพร้อมเหตุผลเสนอ กกต. โดยมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้องทั้ง 229 คน 30 มี.ค.2568 คือวันที่ ประธาน กกต. สั่งให้นำเข้าที่ประชุม กกต. 8 มิ.ย.-14 ก.ย.2569 คือการประชุม 11 ครั้งของ กกต. เพื่อวินิจฉัยคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 14 ก.ย. ตามที่ปรากฏเป็นข่าว
“มติ 4:3 จึงอาจเป็นสารตั้งต้นในการฟ้องอาญา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ควรรับเอกสารมาประกอบการพิจารณาแต่ไม่รับ แม้อ้างชุด 36 ว่ายังประชุมไม่เสร็จ แต่เมื่อเสร็จแล้ว มีเวลาถึงเกือบ 8 เดือน นับแต่เดือนมีนาคมถึง กันยายน ก็ไม่นำพาที่จะรับเอกสารที่มีรายละเอียดเส้นเงินมาประกอบการวินิจฉัยของ กกต. ชุดใหญ่ให้รอบคอบ คล้ายชุดเสื้อลายขวางขาวดำ ปรากฏให้เห็นลางๆ แล้ว” นายสมชัยระบุ
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ใช้อำนาจตามกฎหมายส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญากับ กกต.และพวก ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 และช่วยเหลือบุคคลมิให้รับโทษ ตามมาตรา 200 หลังพบพฤติการณ์เลือกปฏิบัติ ยื่นคำร้องศาลฎีกาฟ้องผู้ทุจริตฮั้วเลือกตั้ง สว. ปี 2567 เพียง 77 ราย แต่กลับตีตกละเว้นไม่ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาอีก 152 ราย ทั้งที่คณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานชี้มูลความผิดชัดเจนครบทั้ง 229 ราย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฟาดยับโกงบนหัวเผาบ้านเรา
"มท.1" ลั่นโกงข้อสอบท้องถิ่นน่าอเนจอนาถ บั่นทอนความเชื่อมั่น ปชช. ฉะเรื่องสยอง-สะเทือนขวัญ "โกงบนหัวผม-เผาบ้านเรา"
ห้ามต่างชาติทำผิดกม. จี้ทำEIAดาต้าเซ็นเตอร์
"อนุทิน" ย้ำออกระเบียบคุม "ดาต้าเซ็นเตอร์" วินวินทั้งหมดไม่ได้ สั่งเดือดห้ามต่างชาติทำผิดกฎหมายเอาเปรียบคนไทย
วรภัคโต้เอี่ยวสแกมเมอร์ โรมบี้รัฐสอบเส้นทางเงิน
"อนุทิน” จ่อทวงสัญญา “ทรัมป์” คิดภาษีพิเศษทำตามแถลงการณ์ร่วม บอกเห็นแล้ว ชื่อ "วรภัค" โผล่ 1 ใน 28 ลิสต์จ่อคว่ำบาตร
นายกฯสั่งปลัด ตั้งมท.ส่วนหน้า แก้ชายแดนใต้
“นายกฯ” สั่งปลัดมหาดไทยเร่งตั้ง "มท.ส่วนหน้า" ชายแดนใต้เผย “แม่ทัพ 4 คนใหม่” ยืนยันให้ความร่วมมือ
ดร.ณัฏฐ์ งัดคำพิพากษาโต้ปมฟ้องตรง กกต. ซัด 'สิทธิโชติ' ระวังเจอปมจริยธรรม
“ดร.ณัฐวุฒิ” ชี้มติ กกต.เสียงข้างมากยกคำร้องคดีฮั้ว สว. ถือเป็น “ใบขาว” งัดคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ อ้างรัฐเป็นผู้เสียหาย บุคคลทั่วไปไม่มีอำนาจฟ้องแทน พร้อม
'ธนพร' เผยเบื้องหลัง 'สิทธิโชค' กกต.เสียงข้างน้อย เคลื่อนไหวปมฮั้ว สว.
รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ตั้งข้อสังเกตถึงการออกมาเปิดเผยความเห็นของนายสิทธิโชค ศรีเจริญ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายเสียงข้างน้อยในคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า สังคมไม่ควรรีบยกความเห็นดังกล่าวให้มีน้ำหนักเหนือมติของ กกต. โดยต้องพิจารณาบริบทความขัดแย้งภายในองค์กรก่อนหน้านี้ควบคู่กันด้วย

