รบ.ยันเอาอยู่ รับมือฝนถล่ม ไร้มหาอุทกภัย

รัฐบาลกำชับ 70 จังหวัดทั่วประเทศ-กทม. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขัง สั่งการจัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเตรียมพร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ช่วงวันที่ 23-27 ก.ย. “ทรงศักดิ์” ขอประชาชนมั่นใจ  รัฐบาลเอาอยู่ ไม่เกิดมหาอุทกภัย ชี้เพจดังปั่นข่าวกดดันรัฐบาล

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 กรมอุตุนิยมวิทยาได้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์สภาพอากาศ พร้อมออกประกาศฉบับที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569 และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยเตือนว่า ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ มีฝนตกหนักบางแห่ง

พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ภาคตะวันออก ซึ่งมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ โดยมีฝนตกหนักบริเวณนครนายก ปราจีนบุรี และฉะเชิงเทรา และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่บริเวณ สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ส่วนกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง

ฝนที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้เป็นผลจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่เคลื่อนเข้าปกคลุมประเทศกัมพูชา และจะเคลื่อนตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลางและภาคตะวันออก ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ล่าสุด กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย  ฉบับที่ 4 ซึ่งมีผลกระทบในช่วงวันที่ 23-27  กันยายน 2569

กรมอุตุนิยมวิทยาขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงระวังฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ควรหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีน้ำท่วมซ้ำซาก และระมัดระวังพื้นที่ลุ่มต่ำที่อาจเกิดน้ำท่วมขังในระยะสั้น

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีเพจเตือนภัยพิบัติออกมาระบุจะเกิดมหาอุทกภัยในช่วงนี้ว่า  เพจเป็นเรื่องข่าว ตนมองว่าเจ้าของเพจไม่ได้มีเครื่องมืออะไรที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เรามีหน่วยงาน กรมอุตุนิยมวิทยา ที่เตือนภัยพิบัติในการให้ข้อมูลเรื่องน้ำ ซึ่งจริงๆ แล้วมีการประเมินสถานการณ์เรื่องน้ำในช่วงวันที่ 24-26 ก.ย.นี้ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ไม่ถึงขนาดที่เป็นข่าว ยืนยันว่ามีการเตรียมพร้อมของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีมาตรการป้องกันแล้ว ตนมองว่าไม่น่ากังวล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากประเมินจากปริมาณน้ำฝนและพื้นที่ที่รองรับยังสามารถรองรับน้ำอยู่ได้ใช่หรือไม่ เขาตอบว่า เรายังสามารถรองรับมาตรการที่ยังป้องกันได้ จากที่เรากังวลใจ ซึ่งจริงๆ วันนี้มีหลายข่าว ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำ มีถึงเรื่องเอลนีโญด้วยซ้ำ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งในอนาคตข้างหน้า เราเตรียมทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน และเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ตนได้ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ที่มีการนำเสนอข่าวออกมาเช่นนี้ และตนมองว่าเป็นในลักษณะสร้างแรงกดดันให้รัฐบาล ซึ่งรัฐบาลเองมีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว

"บางทีข่าวที่อยู่ในโซเชียลต้องคิดและกลั่นกรองตามไปด้วย ห้ามไม่ได้ ไม่รู้ว่าคนที่นำเสนอข่าวเป็นใครบ้าง แต่เรื่องของน้ำมีมาตรการเตรียมพร้อมอยู่แล้ว"

'ไว้วางใจได้ครับ'

เมื่อถามถึงกรณีรัฐบาลอนุมัติวงเงินจัดหาประกันภัยพิบัติ วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท นายทรงศักดิ์กล่าวว่า จะครอบคลุมอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหวในกรอบของการทำประกัน ซึ่งจะมีผลวันที่ 1 ต.ค. ซึ่งเป็นตัวเลขที่ดูแลเยียวยาได้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าหมายเยียวยารวดเร็วภายใน 45 วัน

ขณะที่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ กล่าวว่า ตรงนี้เรามีการสื่อสารอยู่แล้ว เป็นซิงเกิลคอมมานด์ที่จะมีผู้ที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ ซึ่งคงจะต้องให้เขาชี้แจงเพื่อป้องกันการสับสน แต่ขอยืนยันว่าเราทำงานเรื่องนี้อย่างเต็มที่ 

เมื่อถามว่า ในส่วนภาคเหนือจะสามารถแจ้งเตือนประชาชนได้ทันท่วงทีใช่หรือไม่ นายยศชนันกล่าวว่า “ครับ ไว้วางใจได้ครับ”

น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569 ประเทศไทยจะมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง  โดยเริ่มมีผลกระทบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป รัฐบาลห่วงใยประชาชน ขอให้ติดตามสภาพอากาศ ประกาศการแจ้งเตือนภัย สถานการณ์น้ำในพื้นที่ และข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำเตือนประชาชนระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำล้นตลิ่ง รวมถึงน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน

สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  และภาคกลางทุกจังหวัด ส่วนภาคใต้ จำนวน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี สงขลา ระนองพังงา ภูเก็ต และจังหวัดนราธิวาส

ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับและพลัน ระดับน้ำล้นตลิ่ง และท่วมขังในพื้นที่ลุุ่มต่ำ บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ได้แก่ แม่น้ำเมย น้ำยวม และลำน้ำแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน, แม่น้ำวังทอง จังหวัดพิษณุโลก, แม่น้ำภาชี จังหวัดราชบุรี, แม่น้ำนครนายก จังหวัดนครยานก, แม่น้ำปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี,  คลองพระสทึงและคลองพระปรง จังหวัดสระแก้ว,  แม่น้ำจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี, คลองกะเปอร์ จังหวัดระนอง, แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จังหวัดนราธิวาส

'เรนบอมบ์'  

น.ส.พลอยทะเลกล่าวว่า นอกจากนี้ ขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมบริเวณท้ายเขื่อนเจ้าพระยา คาดการณ์จะมีน้ำหลากจากตอนบนของลุ่มน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในเกณฑ์ 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอีกประมาณ 0.75-1.25 เมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่เสี่ยง บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำบริเวณจังหวัดชัยนาท (อำเภอสรรพยา), จังหวัดสิงห์บุรี (อำเภออินทร์บุรี),  จังหวัดอ่างทอง (อำเภอเมืองอ่างทอง และอำเภอวิเศษชัยชาญ), จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  (อำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา  บางปะอิน และอำเภอบางไทร) และจังหวัดปทุมธานี  (อำเภอเมืองปทุมธานี และอำเภอสามโคก) รัฐบาล โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสาน 70 จังหวัด ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ รวมถึงกรุงเทพมหานคร เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำท่วมขัง รวมถึงสั่งการให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งและพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัย ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.ได้สำรวจและติดตามจุดเสี่ยงน้ำท่วมมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ที่เคยมีน้ำท่วม เช่น เสนานิคม ถนนเสนานิคม 1 ถนนพหลโยธิน 84 ถนนอินทรา 5 และพื้นที่ริมคลองลาดพร้าวที่เคยมีน้ำล้นออกมา สิ่งสำคัญคือประสิทธิภาพในการระบายน้ำ โดยเฉพาะเรื่องขยะที่ไปกีดขวางบริเวณช่องรับน้ำและตะแกรงฝาท่อระบายน้ำ จึงได้กำชับเจ้าหน้าที่ฝ่ายรักษาความสะอาดของสำนักงานเขตให้ตรวจสอบและจัดเก็บขยะอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำในช่วงฝนตกหนัก

 “การบริหารจัดการน้ำต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือ น้ำฝนที่ตกในกรุงเทพฯ กับน้ำเหนือจากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งน้ำฝนในกรุงเทพฯ เรามีระบบสูบน้ำและระบบระบายน้ำตามปกติ ส่วนเรื่องน้ำเหนือ จะต้องดูแนวป้องกันน้ำท่วม ประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา”

สำหรับกรณีที่มีการพูดถึง “เรนบอมบ์” นายชัชชาติกล่าวว่า ลักษณะและความรุนแรงของฝนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและทิศทางลมในแต่ละวัน  จึงไม่สามารถสรุปล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดฝนหนักในลักษณะเดียวกันทุกพื้นที่

 “เรื่องเรนบอมบ์ต้องดูเป็นวันๆ เพราะลักษณะฝนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและทิศทางลมในแต่ละวัน เราไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดเหมือนกันทุกพื้นที่ กทม.จึงต้องติดตามพยากรณ์อากาศทั้งรายสัปดาห์และรายวัน และปรับการทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์”  นายชัชชาติกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปูวืด!ศาลตีตกยื้อจ่ายหมื่นล.

ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่  ปมชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าวหมื่นล้าน

DSIดองฮั้วยาว/ม็อบบุกกกต.

ส่อดองยาว! คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน หลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเข้าสู่สุญญากาศ  เลื่อนประชุมไร้กำหนด รอ “ร.ต.อ.ปิยะ"

ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตุฯ ออกโรงเตือน! กราฟิกบนแอปพยากรณ์อากาศ ซ่อนกับดักความเข้าใจผิด

ดร.วัฒนา กันบัว อดีต ผอ.กองพัฒนาอุตุนิยมวิทยา ออกโรงเตือนผู้ใช้แอปฯวิเคราะห์สภาพอากาศ อย่าหลงเชื่อกราฟิก ชี้เป็นเพียงผลคำนวณข้อมูลดิบจากคอมพิวเตอร์ที่ยังต้องใช้สายตาผู้เชี่ยวชาญในการกลั่นกรองก่อนประกาศเตือนภัย

กรมอุตุฯ โพสต์ถามเรามาถึงจุดที่ลุ้นให้เกิด 'มหาอุทกภัย' เพื่อจะได้ด้อยค่ากันงั้นหรือ

จากกรณีเพจ "ที' ลมฟ้าอากาศ" ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนว่า "เหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมงนับจากนี้ มหาอุทกภัยในภาคตะวันออกกำลังจะเริ่มต้นขึ้น" หลังจากโพสต์ดังกล่าวกลายเป็นไวรัล ทาง กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รวมถึงภาครัฐออกมายืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากหน่วยงานทางการ