
เรียบร้อย! สองผัวเมียมหาภัยคอตกนอนห้องขัง ศาลอาญาส่ง "บุ๋ม" เข้าทัณฑสถานหญิงกลาง ส่วน "ก๊อต" ไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เปิดคำให้การสามีโยนภรรยาเป็นคนสั่ง ขณะที่ บช.ก.แถลงผลจับกุม คดีเงินบริจาค "มูลนิธิองค์กรทำดี" 3 บัญชี พบมีการทำธุรกรรม 3.2 ล้านครั้ง รวมประมาณ 815 ล้านบาท มีเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 527 ล้านบาท และเงินที่ใช้ในกิจการมูลนิธิจริงๆ แค่กว่า 280 ล้าน เส้นเงินแถว 2-3 เตรียมตัวถูกเรียกสอบแน่
เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว ชั้น 29 ตึกกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., รอง ผบก.ปอศ., ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงความคืบหน้าคดีมูลนิธิองค์กรทำดี และการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ จ.ปทุมธานี หลังจับกุมตัว น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี อายุ 50 ปี ตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และนายอธิป อายุ 53 ปี สามี ตามหมายจับของศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
พล.ต.ต.สุวัฒน์กล่าวว่า การแถลงข่าวในวันนี้ เพื่อทำความเข้าใจความเป็นมาของคดีนี้ และการดำเนินการของตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงต้องดำเนินการ
ขณะที่ พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า ตำรวจสอบสวนกลางดำเนินการตรวจสอบองค์กรทำดีเรื่องการรับบริจาคเงิน และการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ตามที่มีผู้เข้าแจ้งความ ซึ่งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบพยานหลักฐานชัดเจนว่ามีการเบียดบังเงินบริจาคไปใช้ในธุระส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อสาธารณกุศล ซึ่งเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงขยายดำเนินคดีฐานร่วมกันฟอกเงินเพิ่มเติมอีก 1 ข้อหา
จากการตรวจสอบพบว่า น.ส.ปนัดดาได้เปิดบัญชีธนาคารเพื่อรองรับเงินบริจาคไว้ทั้งหมดรวม 3 บัญชี และมี น.ส.ปนัดดาเป็นผู้สั่งจ่ายแต่เพียงผู้เดียว จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบว่าตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา น.ส.ปนัดดาได้มีการเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคเงิน ซึ่งมีประชาชนร่วมบริจาคกว่า 3 ล้านครั้ง รวมกว่า 3.2 ล้านครั้ง จาก 1 ล้านบัญชี เงินบริจาครวมกว่า 815 บาท หลังจากนั้นได้มีการโยกย้ายเงินจากบัญชีมูลนิธิไปบัญชีส่วนตัวและบัญชีบุคคลใกล้ชิด
แฉ 3 บัญชีโอนเข้าส่วนตัว
โดยจากการตรวจสอบยอดเงิน พบว่าบัญชีแรกชื่อ องค์กรทำดีโดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี มียอดเงินรวมกว่า 600 ล้านบาท เงินบัญชีนี้ถูกนำไปใช้ใน 12 กิจการ รวมเป็นเงิน 527 ล้านบาท และยังพบพฤติการณ์เปิดบัญชีรองรับเงินจากบัญชีองค์กรหลักอีก 9 บัญชี เพื่อความสะดวกในการรับโอนเงิน เป็นเงิน 243 ล้านบาท และโอนให้สามี 99 ล้าน โอนให้พ่อ 21 ครั้ง 4.6 ล้าน โอนให้ช่างก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต 18 ล้านบาท โอนให้คณะกรรมการมูลนิธิ 36 ล้านบาท และโอนให้นิติบุคคลที่ตั้งโดยช่างเอ๋ 2 แห่ง แห่งแรกเป็นเงินกว่า 2,4 00,000 บาท และอีกแห่ง 17 ล้านบาท ซึ่งพนักงานสอบสวนจะต้องเข้าไปดำเนินการตรวจสอบว่าเงินที่โอนไปทั้งหมดใช้ในกิจการใดบ้าง
นอกจากนี้ ยังมีการโอนเงินไปซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตโดยคุณปนัดดาเป็นผู้รับผลประโยชน์เป็นเงิน 10 ล้านบาท ซื้อกองทุนจำนวน 6 กองทุน 24 ล้านบาท และมีการโอนเงินจากบัญชีกองทุน ไปซื้อเครื่องประดับ กระเป๋าแบรนด์เนม รวม 2.7 ล้านบาท และถอนเงินจากเคาน์เตอร์ธนาคาร 30 ครั้ง รวมเป็นเงิน 42 ล้านบาท เส้นเงินพบว่ามีการเอาเงินจากกองทุนไปชำระค่าบัตรเครดิต 2 ใบ รวมถึง 251 ครั้ง 19 ล้านบาท
ส่วนบัญชีที่ 2 ชื่อบัญชี มูลนิธิองค์กรทำดี พบมีผู้บริจาคโอนเงินตั้งแต่ 27/07/65-29/10/69 จำนวน 1,384,112 ครั้ง รวม 196,679,015 บาท จากการสอบสวนพบว่ามีการโอนไปยังบัญชีแรก ที่มีชื่อบัญชีว่า องค์กรทำดีโดย น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี โดยเริ่มโอนเงินตั้งแต่ 28/10/67-27/10/69 จำนวน 25 ครั้ง รวม 101,487,017 บาท ส่วนอีกเส้นเงินมีการโอนออกตั้งแต่ 26/07/65-29/10/69 ไปยังบัญชีส่วนตัวของบุ๋ม ปนัดดา, บัญชีของนายอธิป สามี, ถอนเงินสดและจ่ายค่างวดบ้านและค่าส่วนกลาง รวม 51.5 ล้านบาท
ส่วนบัญชีที่ 3 ชื่อบัญชี สมทบทุนสร้างมูลนิธิมูลนิธิองค์กรทำดี โดยผู้บริจาคโอนเงินเข้าตั้งแต่ 03/06/68-01/11/69 จำนวน 60,899 ครั้ง รวม 9,494,028 บาท พบว่ามีการโอนออกไปยังบัญชีส่วนตัวของบุ๋มปนัดดา บัญชีของนายอธิป สามี และบัญชีของนักธุรกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 14.3 ล้านบาท โดยพบว่าเริ่มโอนออก 03/06/68-01/11/69
70% เอาไปใช้ส่วนตัว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวเพิ่มเติมว่า จากผลการตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด พบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคดีเป็นจำนวนมาก รถตู้หรู ทั้งรถตู้ รถยนต์ของมูลนิธิและรถยนต์ส่วนตัว รวม 7 คัน, Jewelry, กระเป๋าแบรนด์เนม 32 ใบ, อาวุธปืน 5 กระบอก, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสมุดบัญชีธนาคาร, ใบอนุโมทนาบัตร 130 เล่ม รวมถึงเอกสารต่างๆ วัตถุคล้ายแท่งเงินและฮาร์ดดิสก์กล้องวงจรปิด เอกสารสิทธิและสัญญาซื้อขายที่ดินในจังหวัดกระบี่และภูเก็ต รวมถึงเอกสารการจัดตั้งองค์กรทำดี
จากการสอบสวน น.ส.ปนัดดาให้การปฏิเสธ แต่ให้การยอมรับในข้อเท็จจริงเรื่องของการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และมีความสับสนในการใช้เงินบัญชีของมูลนิธิกับบัญชีส่วนตัว ส่วนนายอธิปให้การปฏิเสธ อ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำตามคำสั่งของภรรยา
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิระบุอีกว่า หลังจากนี้ พนักงานสอบสวนเตรียมเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรับโอนเงินทุกคนมาชี้แจงทั้งแถว 2 และแถว 3 ให้ชี้แจงว่าเงินดังกล่าวนำไปใช้ในกิจการใดบ้าง โดยไม่เว้นแม้กระทั่งช่างรับเหมาทั้งสองคน ส่วนกรณีที่ น.ส.ปนัดดาแจ้งความดำเนินคดีกับสามีในข้อหาฉ้อโกงนั้น สามารถอ้างได้ แต่ในความเป็นจริงทั้งคู่ยังคงอยู่อาศัย อยู่กินในฐานะสามีภรรยาทั้งพฤตินัยและนิตินัย
ส่วนขั้นตอนการบริจาคเงินและการนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ยืนยันว่าพยานหลักฐานที่พบว่า น.ส.ปนัดดานำเงินบริจาคไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัวกว่า 70%
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ น.ส.ปนัดดาได้มีการยื่นภาษีต่อกรมสรรพากรเพียง 2 ครั้งเท่านั้น ตำรวจตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงปี 2567-2568 เป็นช่วงที่มียอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยแต่ละปีมีเงินเข้ามาในระดับประมาณ 200-300 ล้านบาท จึงเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบถึงเหตุผลที่ไม่มีการรายงานข้อมูลภาษี
“มูลนิธิองค์กรทำดีไม่ได้เป็นองค์กรเถื่อน เพราะมีการจดทะเบียนต่อนายทะเบียนเรียบร้อย เพียงแต่ไม่ได้ทำตามข้อบังคับของนายทะเบียน นั่นคือ 1.ไม่มีการยื่นรายงานการประชุมประจำปีต่อนายทะเบียน 2.ไม่มีการจัดประชุมประจำปี 3.ไม่มีการยื่นงบการเงินประจำปีต่อสรรพากร"
ส่งเข้าเรือนทั้งเมียทั้งผัว
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิมองว่า พฤติการณ์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของกลอุบายที่ตำรวจตรวจสอบ และสะท้อนข้อสงสัยว่ามูลนิธิอาจไม่ได้มีเจตนาดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง แต่มีพฤติการณ์เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน
ส่วนการทำธุรกรรมของมูลนิธิตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการทำธุรกรรม 3.2 ล้านครั้ง รวมประมาณ 815 ล้านบาท มีเงินถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ประมาณ 527 ล้านบาท และเงินที่ใช้ในกิจการมูลนิธิจริงๆ อาจเหลือประมาณกว่า 280 ล้านบาท
ส่วนในคดีนี้ใครเป็นผู้บงการใหญ่ หรือลาสต์บอส (Last Boss) พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิกล่าวว่า “ไม่มีลาสต์บอส ใครที่รับเงินก็เป็นบอสหมด”
มีรายงานว่า แนวทางการสอบสวนยังพบข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า บุ๋ม ปนัดดา และก๊อต อธิป ยังคงใช้ชีวิตร่วมกันในลักษณะสามีภรรยา ทั้งในทางพฤตินัยและนิติ หลังจากที่ช่วงเช้าวันที่ 7 พ.ย. ตำรวจสอบสวนกลางนำตัวทั้งคู่ฝากขังผัดแรกต่อศาลอาญา พร้อมยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัวทั้งสองราย เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง และยังต้องขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติม
ในขณะที่ บุ๋ม ปนัดดา ไม่มีการยื่นขอปล่อยชั่วคราวแต่อย่างใด ซึ่งหากไม่มีการยื่นขอปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องนำตัวบุ๋ม ปนัดดา ไปควบคุมที่ทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป ในขณะที่ก๊อต อธิป ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว
ต่อมาศาลได้ออกหมายขังให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เตรียมนำ น.ส.ปนัดดาไปควบคุมตัวที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ด้านนายอธิป ศาลพิเคราะห์แล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของนายอธิป และออกหมายขังให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปควบคุมที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป
น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวในช่องทางสื่อออนไลน์ และได้มีการแชร์กันอย่างแพร่หลายว่า คดีฉ้อโกงประชาชน มีอัตราโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี คิดแยกตามกระทง ในกรณีคนบริจาค 1.8 ล้านครั้ง ก็ 1.8 ล้านกระทง อาจมีโทษจําคุกถึง 9 ล้านปีนั้น เป็นข่าวบิดเบือน
ระวังเจอคุก
เธอกล่าวว่า ข้อเท็จจริง แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกําหนดว่า ถ้าการกระทําความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทําด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปีก็ตาม แต่การพิจารณาว่าเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม ต้องพิจารณาลักษณะการหลอกลวง เจตนา วัน เวลา และพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ใช่อาศัยจํานวนธุรกรรมเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91(2) กําหนดว่า เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทําการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป แต่ไม่ว่าจะมีการเพิ่มโทษ ลดโทษ หรือลดมาตราส่วนโทษด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว โทษจําคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกําหนดยี่สิบปี สําหรับกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุด มีอัตราโทษจําคุกอย่างสูงเกินสามปี แต่ไม่เกินสิบปี
น.ส.พลอยทะเลกล่าวต่อว่า กรณีการเปิดรับบริจาคเงินเข้ามูลนิธิหรือบัญชีส่วนตัว แต่ไร้ใบอนุญาต และมีการนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ดังนี้
1.พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 (ม.6, ม.17) การตั้งเรี่ยไร หรือเปิดรับบริจาค โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีความผิดโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน/ปรับไม่เกิน 200 บาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ)
2.ประมวลกฎหมายอาญา (ม.341, ม.343) ข้อหาฉ้อโกงประชาชน (หลอกลวง ต้มตุ๋น หรือนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์) โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี/ปรับไม่เกิน 100,000 บาท
“นายกรัฐมนตรีสั่งการตรวจสอบและจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือร่วมกันกำหนดมาตรการกำกับดูแลการจดทะเบียนและการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตรวจสอบวิธีการขอรับบริจาคจากประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตั้งมูลนิธิขึ้นมาบังหน้าหรือนำเงินบริจาคไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หากพบการกระทำที่ผิดวัตถุประสงค์ เข้าข่ายการฉ้อโกงประชาชน หรือการฟอกเงิน จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ การดำเนินกิจการของมูลนิธิต้องยึดหลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและทรัพย์สินของมูลนิธิ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ รักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและผู้บริจาค" น.ส.พลอยทะเลกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'บอย ปกรณ์' เลือกบริจาคผ่าน 'องค์กรทำดี' เพราะเชื่อใจ 'บุ๋ม ปนัดดา'
เป็นอีกหนึ่งคนที่เคยร่วมบริจาคเงินช่วยเลือกน้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ ผ่านมูลนิธิองค์กรทำดีของ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี สำหรับพระเอกหนุ่ม บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ งานนี้เจ้าตัวเผยเพราะเชื่อใจในตัว บุ๋ม ปนัดดา ล้วนๆ
อนุทินยันสั่งสว.ไม่ได้
“อนุทิน” เคลียร์ปม “น้ำเงินกินรวบ” แค่วาทกรรมโจมตี ยันรัฐบาลไม่คุม สว. ชี้ 3 อำนาจแยกกันชัด พร้อมรับศึกซักฟอกทุกเมื่อ ขอเป็นเวทีสร้างสรรค์ ไม่เชือดเฉือนระบายความโกรธ
นายกฯยํ้าอย่าตื่น วอนใช้ชีวิตปกติ!
นายกฯ ยันใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องตื่นตระหนกกักตุนเสบียง 72 ชม. ย้ำไทยมั่นคงทางอาหาร ชี้ต่างชาติเชื่อมั่นมองไทยมีความพร้อม ลั่นไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งต้องประสบสภาวะขาดอาหารจนถึงจุดที่เขาไม่สามารถดำรงชีพได้
‘Google’ลงทุน ทุ่มแล้ว2แสนล. ไทยยังโตได้อีก
“อนุทิน” เผย Google มองไทยมีพื้นที่โตอีกมากจากฐานลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท ชูคนไทย-โครงสร้างพื้นฐาน-เสถียรภาพการเมืองเป็นแต้มต่อ พร้อมใช้ BOI Fast Track เร่งปิดดีลลงทุนใหม่
เปิดขั้นตอนราชทัณฑ์รับตัว 'บุ๋ม-ก๊อต' นอนคุกคืนแรก แยกแดนเลี่ยงคู่กรณี
“ราชทัณฑ์” คุมตัว “บุ๋ม-ก๊อต” ฝากขังเรือนจำฯ ทัณฑสถานหญิงกลาง - เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังศาลไม่ให้ประกัน คอตกนอนคุก เบื้องต้นอยู่ห้องกักโรค 5 วัน “ทนายความ” เยี่ยมได้ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ส่วน “ญาติ” เยี่ยมได้หลังครบกัก
'บุ๋ม-ก๊อต' นอนคุก! คดีโกงเงินมูลนิธิองค์กรทำดี ทะลุ 900 ล้าน
บุ๋ม-ก๊อต ควงคู่นอนเรือนจำ หลังตร.ปอศ4คุมตัวฝากขังโกงเงินมูลนิธิ บุ๋มใจเด็ดไม่ยื่นประกัน ส่วนก๊อต ศาลไม่ให้ประกันเหตุความเสียหายมากกว่า 900 ล้าน ยุ่งเหยิงพยาน กลัวหนี

