
“ธนกร” ฟุ้ง “บิ๊กตู่” ดูแลประชาชนทุกภาคส่วน สวนดุสิตโพลเผยประชาชนสุดหนักใจเรื่องแพงทั้งแผ่นดิน หวังให้รัฐบาลเร่งแก้ช่วยเหลือดูแล “ซูเปอร์โพล” ชี้คนส่วนใหญ่ชอบ 10 มาตรการด้านพลังงาน 59.7% ยังให้โอกาสทำงานต่อ
เมื่อวันอาทิตย์ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการดูแลช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ควบคู่กับทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้ รวมถึงออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งยูเครน-รัสเซีย แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนด้านต่างๆ ทั้งด้านพลังงานและเชื้อเพลิง ค่าครองชีพ ด้านขนส่ง แรงงานและนายจ้าง โดยมุ่งเน้นให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ และอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การบริหารจัดการที่เป็นไปอย่างมีระบบ มีแผนงาน/โครงการที่ชัดเจน ทำให้ขณะนี้ฐานะทางการเงินการคลังของประเทศไทยยังมีเสถียรภาพที่เข้มแข็ง
นายธนกรกล่าวอีกว่า จากข้อมูลของกระทรวงการคลัง พบว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าต่อไปได้คือภาคเกษตร และการค้าขายชายแดน ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านในรอบอาเซียนยังคงพึ่งพาสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ ทั้งนี้ ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2565 คือภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐทั้งการใช้จ่ายงบประมาณปี 2565 และการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ รวมถึงในส่วนของภาคเอกชนที่ได้มีการระดมทุน โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ทั้งบริษัทที่อยู่ในตลาดและนอกตลาดในปี 2564 ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
วันเดียวกันนี้ สวนดุสิตโพลได้เผยผลสำรวจทางออนไลน์จากประชาชน 1,047 คนทั่วประเทศ ในหัวข้อความหนักใจของคนไทย ณ วันนี้ โดยเมื่อถามถึง 5 เรื่องที่ประชาชนหนักใจมากที่สุด ณ วันนี้ พบว่า 89.73% ของแพง น้ำมันแพง ค่าครองชีพสูง, 87.43% เศรษฐกิจย่ำแย่, 73.70% การบริหารงานของรัฐบาล, 71.21% โควิด-19 และ 70.44% พฤติกรรมของนักการเมือง ทั้งนี้ เมื่อถามต่อเนื่องว่าประชาชนรู้สึกหนักใจกับปัญหาต่างๆ ในระดับใด พบว่า 56.73% ค่อนข้างหนักใจ, 38.78% หนักใจมาก, 4.01% ไม่ค่อยหนักใจ และ 0.48% ไม่หนักใจ
สำหรับสาเหตุที่ทำให้ประชาชนหนักใจ พบว่า 80.97% ทุกอย่างขึ้นราคา, 57.10% การแก้ปัญหาของรัฐบาล, 47.25% เงินไม่พอใช้, 45.22% มีหนี้สิน และ 43.38% มีมิจฉาชีพหลอกลวงมากขึ้น ส่วนวิธีรับมือปัญหาที่ประชาชนหนักใจ พบว่า 76.14% ตั้งสติ อดทน ให้กำลังใจตัวเอง, 58% ยอมรับสภาพ ทำใจ ปลง, 57.23% พยายามนึกถึงครอบครัว คนที่เรารัก, 56.06% หาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และ 38.12% พูด ระบายให้คนอื่นฟัง
ถามถึงประชาชนอยากให้รัฐบาลดำเนินการอย่างไร 75.77% รับฟังความคิดเห็นช่วยเหลือประชาชนให้มากขึ้น, 71.61% สนใจชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากกว่าเล่นเกมการเมือง, 66.57% มีมาตรการลดค่าน้ำมัน ลดค่าครองชีพ ลดค่าน้ำค่าไฟ, 63.11% เร่งออกมาตรการช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย เช่น คนละครึ่ง และ 56.28% ควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19
“ภาพรวมรายได้ของประชาชน ณ วันนี้ เพียงพอกับรายจ่ายหรือไม่ พบว่า 41.26% ไม่พอใช้และมีหนี้สิน, 30.37% พอใช้แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ, 16.81% ไม่พอใช้แต่ไม่มีหนี้สิน และ 11.56% พอใช้และมีเงินเหลือเก็บ” ส่วนดุสิตโพลระบุ
ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพลได้เผยผลสำรวจเรื่อง ความคิดเห็นต่อ 10 มาตรการช่วยเหลือประชาชน
จากประชาชน 1,159 ตัวอย่าง พบว่า 92.1% ของกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ตรงได้แก่ พนักงานบริษัทเอกชน ผู้ประกอบการ เป็นต้น พอใจต่อมาตรการลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% ในขณะที่ผู้รับประโยชน์ทางอ้อม 58.3% พอใจ นอกจากนี้ ส่วนใหญ่ 91.2% ของผู้ได้รับประโยชน์ตรง ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้ก๊าซ NGV พอใจต่อการคงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซ NGV ไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ 55% ของกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมพอใจ
ทั้งนี้ หากเรียงลำดับสัดส่วนของผู้ได้รับประโยชน์ตรงที่พอใจต่อมาตรการอื่นๆ พบว่า 88.2% พอใจต่อการเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 45 บาท เป็น 100 บาท/เดือน, 87.1% พอใจต่อกำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย. โดยใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป, 87.1% เช่นกัน พอใจต่อส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค้าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, 86.8% พอใจต่อผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกัน สามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาท/กิโลกรัม, 86.6% พอใจต่อช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก, 83.9% พอใจต่อการช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่า Ft ลง 22 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. และ 82.5% พอใจต่อการลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตน
เมื่อถามถึงความพอใจต่อ 10 มาตรการช่วยเหลือโดยรวม พบว่า 84.2% ระบุพอใจ และ 15.8% ระบุไม่พอใจ นอกจากนี้ เมื่อถามถึงการสนับสนุนของประชาชนต่อการออกมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมของภาครัฐ ส่วนใหญ่หรือ 78% ระบุสนับสนุน และ 22% ระบุไม่สนับสนุน ที่น่าสนใจคือเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการให้โอกาสการทำงานของรัฐบาล ส่วนใหญ่หรือ 59.7% ระบุยังให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานต่อ ในขณะที่ 40.3% ระบุไม่ให้โอกาส
นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าวว่า ผลโพลนี้สะท้อนให้เห็นอย่างน่าสนใจว่าวิกฤตความเดือดร้อนของประชาชนที่กำลังเผชิญ ที่สืบเนื่องมาจากผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 และสงครามทางทหารระหว่างยูเครนกับรัสเซีย ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ซึ่งหลายประเทศได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและอ้อม โดยแต่ละประเทศได้ออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบครั้งนี้ เช่น เกาหลีใต้ ยืดการลดภาษีพลังงานออกไป, ฟิลิปปินส์ ดำเนินโครงการอุดหนุนเชื้อเพลิงสำหรับระบบคมนาคม, มาเลเซีย ใช้งบประมาณ เพื่ออุดหนุนปิโตรเลียม, ฝรั่งเศส ประกาศแผนลดภาษีค่าใช้จ่ายด้านคมนาคม สำหรับผู้สัญจรลงอีก 10% และบราซิลการให้เงินอุดหนุนและการยกเว้นภาษี เป็นต้น
ผอ.ซูเปอร์โพลกล่าวต่อว่า มาตรการที่รัฐบาลออกมา ส่วนใหญ่ได้รับความพึงพอใจจากประชาชนค่อนข้างมาก ซึ่งคล้ายกับมาตรการต่างๆ ของหลายประเทศที่กำลังออกมาให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนจากผลกระทบจากโควิดและสงคราม ทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง ค่าครองชีพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน
“ความต้องการของประชาชนในการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลในวิกฤตเศรษฐกิจยังมีอีกมาก ซึ่งตรงข้ามกับการจัดเก็บรายได้เข้าแผ่นดินของรัฐบาลที่ลดลง ดังนั้นการบริหารเงินสาธารณะคงคลังปัจจุบันให้เกิดประโยชน์สูงสุดจึงมีความสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดความเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างงานสร้างรายได้ที่ยั่งยืน และตรงกับความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นฐานรากหลักของประเทศ เช่น กระตุ้นฟื้นตัวการท่องเที่ยว ที่มีธุรกิจลูกโซ่ระดับรากหญ้าได้รับประโยชน์เป็นวงกว้าง เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมาตรการควบคุมโรคคู่กันไป” นายนพดลกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้นับใหม่18เขต/กกต.ยื้อชลบุรี
“กกต.” ขอเวลา 2 วัน สอบปมร้องนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี ส่ง "รองเลขาฯ ฝ่ายสืบสวน" ประสาน ผอ.กกต.จังหวัด
หนูจ่อควบกลาโหม แย้ม300เสียงอยู่ครบ4ปี เท้งคิดไขก๊อกกันเดดล็อก
“อนุทิน” ย้ำรอดูตัวเลข กกต.นิ่งก่อนคุยจัดตั้งรัฐบาล ลั่นต้องอยู่ครบวาระ 4 ปี
สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย
"อนุทิน" สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปี
กลุ่มตกหล่นเฮ! คนละครึ่งเฟส2 ได้2-2.4พันบาท
คลังยันวางระบบ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมเดินหน้า 100% "เอกนิติ" คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาท
ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี
ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน
ร้องเรียนทุจริต113เรื่อง ปชน.ลุยหาหลักฐานฟ้อง
"กกต." เผยร้องเรียนทุจริตโผล่แล้ว 113 เรื่อง ซื้อเสียงหนักสุด งึมงำเฉียบขาด-กัด

