‘บิ๊กตู่’กร้าวรับไม่ได้ ผบ.ทบ.ห้ามลามปามสถาบัน ดีอีเอสยื่นศาลเชือดลาซาด้า

"บิ๊กตู่" รับไม่ได้โฆษณาลาซาด้าไม่เหมาะสม บอกให้กฎหมายดำเนินการ "ผบ.ทบ." ยันกองทัพออกโรงปกป้องสถาบันเป็นหน้าที่ ไม่มีปฏิวัติ ซัดเบี่ยงเบนร่างกายได้แต่อย่าเบี่ยงเบนจิตใจ  "ชัยวุฒิ" จ่อขยายผลปิด 42 แพลตฟอร์มหมิ่นสถาบัน "ตร." ขอ ปชช.ไตร่ตรองซื้อสินค้าจากบริษัทโปรโมตไม่เหมาะสม "ศ.ป.ป.ส." จี้สอบเส้นทางการเงินนาราเครปกะเทย "วิโรจน์" เหน็บใช้อำนาจแบนลาซาด้าจะขายขี้หน้าในเวทีโลก

มีความเคลื่อนไหวภายหลังจากเหล่าทัพ ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ ออกมาบอยคอตลาซาด้า (Lazada)​ จากการที่แพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ลาซาด้าได้มีการนำเสนอโฆษณาด้านการตลาดในลักษณะที่ก้าวล่วงสถาบัน บ่อนทำลาย และกระทบต่อความรู้สึกของคนไทยอย่างร้ายแรงนั้น

เมื่อวันที่ 10 พ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ตอบคำถามถึงข้อห่วงใยกรณีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ลาซาด้าลงโฆษณาที่มีลักษณะไม่เหมาะสมว่า เป็นเรื่องของการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ล่ะ   เรารับได้ไหมล่ะ สื่อรับได้ไหม โดยผู้สื่อข่าวกล่าวตอบกลับว่า รับไม่ได้ นายกฯกล่าวว่า รับไม่ได้ ตนก็รับไม่ได้ ก็ให้กฎหมายเขาว่าไป

ขณะที่ พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงจุดยืนกองทัพในการปกป้องสถาบันว่า       กองทัพมีจุดยืนในการปกป้อง เป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญทุกคนต้องเทิดทูนและปกป้อง ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถือเป็นเรื่องปกติ

พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวว่า กรณีของลาซาด้านั้น ตนมองว่าเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ตนเคยพูดแล้วเมื่อ 2 ปีก่อนว่าสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ และไม่ควรก้าวล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพคนอื่น เหมือนเราที่ไม่อยากให้ใครก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลของเรา เมื่อก้าวล่วงแล้วต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองกระทำ 

 “เอาตัวเราเป็นหลักว่าเราชอบหรือไม่ชอบ กับคนที่ยุ่ง ก้าวล่วงและลามปามเรา หรือกล่าวหาเรา หรือดูหมิ่น เหยียดหยาม โดยเฉพาะคนที่มีลักษณะพิการ ตามหลักสิทธิมนุษยชน นี่คือสิทธิเสรีภาพตามหลักกฎหมายสากลทั่วโลก" พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าว 

ถามว่าจากนี้เป็นต้นไปจะมีความเคลื่อนไหวหมิ่นสถาบัน กองทัพจะช่วยตรงนี้อย่างไรบ้าง ผบ.ทบ.กล่าวว่า เป็นเรื่องของทางกฎหมาย เพราะเรามีกฎหมายและหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่แล้ว หน่วยงานใดมีหน้าที่ด้านไหนที่จะช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันหลักก็ดำเนินการตามกฎหมาย และว่าไปตามกฎหมาย

"สิ่งที่เราแสดงออกมา เราไม่ได้ปราม แต่เป็นการทำหน้าที่ บทบาทของกองทัพที่จะต้องเทิดทูน ปกป้อง รักษาสถาบันหลักไว้ เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องทำตามหน้าที่บทบาทของตนเอง ทุกคน ทุกองค์กร ประเทศไทยต้องความรัก ความสามัคคี ไม่แตกแยก ผมฝากไว้คำสุดท้ายก็คือว่า สามารถเบี่ยงทางร่างกาย แต่อย่าเบี่ยงเบนจิตใจ พยายามทำจิตใจให้สูงเข้าไว้" ผบ.ทบ.กล่าว 

เมื่อถามว่า หากในอนาคตเกิดความวุ่นวาย กองทัพจะมีจุดยืนอย่างไร โดยเฉพาะการปฏิวัติรัฐประหาร พล.อ.ณรงค์พันธ์กล่าวสั้นว่า ไม่มีหรอก ยืนยันจุดยืน อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  

มีรายงานว่า กองทัพบกได้มีหนังสือคำสั่งด่วนที่สุด ลงนามโดย พล.อ.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ เสนาธิการทหารบก ส่งถึงหน่วยงานภายใต้สังกัดกองบัญชาการกองทัพบกทั่วประเทศ ระบุว่า 1.ตามที่ได้ปรากฏการผลิตและเผยแพร่สื่อโฆษณาด้านการตลาด (Content) ด้วยเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม ในลักษณะที่เป็นการบ่อนทำลาย ซึ่งกระทบกระเทือนต่อจิตใจของคนไทย และลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ของแพลตฟอร์มการขายสินค้าออนไลน์ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (LAZADA) ผบ.ทบ/ผบ.ศปก.ทบ. ได้กรุณาสั่งการในการประชุมติดตามสถานการณ์ประจำวันของ ศปก.ทบ. เมื่อวันที่ 9 พ.ค.65​ โดยไม่อนุญาตให้มีการส่งสินค้าจากแพลตฟอร์มของบริษัทดังกล่าว ในพื้นที่ บก.ทบ. และหน่วยทหารของ ทบ. รวมทั้งห้ามทุกหน่วยทหารหรือกิจการใดๆ ของ ทบ. ใช้บริการสั่งสินค้าจากแพลตฟอร์มของบริษัทดังกล่าว ตั้งแต่บัดนี้ป็นต้นไป

จ่อสั่งปิด 42 ยูอาร์แอล

ทั้งนี้ หากมีการตรวจพบการกระทำผิดต่อกรณีดังกล่าว จะถือว่าเป็นความบกพร่องของ ผบ.หน่วย 2.ขอให้ นขต.ทบ. และหน่วยรอง รวมทั้งกิจการต่างๆ ของ ทบ. ยืดถือปฏิบัติตามข้อ 1​ อย่างเคร่งครัด

ด้านนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวถึงเรื่องลาซาด้าว่า ขณะนี้ดีอีเอสกำลังรวบรวมพยานหลักฐานและทำงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ซึ่งได้ดำเนินคดีไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งไปที่ศาลเพื่อขอให้ปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์ม รวมถึงการแชร์ผ่านยูทูบ ทวิตเตอร์​และเฟซบุ๊ก เบื้องต้นพบทั้งหมด 42 ยูอาร์แอล

"ปกติหากแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้รับการแจ้งจากดีอีเอส จะมีการปิดตัวเองอยู่แล้ว เพราะหากไม่ปิดจะมีความผิด คือเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกฎหมายอื่น ซึ่งน่าจะต้องปิดทั้งหมด เพราะมีความผิดชัดเจน" นายชัยวุฒิกล่าว

ถามว่าจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดกรณีแบบนี้อีกอย่างไร รมว.ดีอีเอสกล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด เอเยนซีโฆษณา อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ที่อยู่ในวงการประชาสัมพันธ์ต้องมีจรรยาบรรณ ​และมีสมาคมวิชาชีพดูแล เพื่อหารือกันว่าการทำโฆษณาต้องถูกกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ไม่บูลลี่ หรือทำให้สังคมเกิดความรู้สึกไม่ดี จึงต้องมีการกำกับดูแลระหว่างกัน หากให้หน่วยงานหรือรัฐบาลไปสั่งคงไม่เหมาะสม เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ แต่อยากให้เคารพกฎหมายและเป็นไปตามบริบทที่สังคมไทยรับได้ อะไรที่สังคมไทยรับไม่ได้ก็อย่าไปทำ หากไปทำอะไรที่ขัดความรู้สึกคนไทย สุดท้ายธุรกิจทำโฆษณาก็จะเสียหายเอง 

ถามว่ากังวลหรือไม่ว่าจะกระทบความสัมพันธ์ เพราะลาซาด้าเป็นแพตฟอร์มจากประเทศจีน รมว.ดีอีเอสกล่าวว่า ก็ต้องคิดถึงคนไทยเหมือนกัน จะคิดว่าอยากทำอะไรก็ได้มันไม่ถูก เป็นคนจีนก็ต้องเคารพกฎหมายไทยและความรู้สึกของไทย 

ต่อมา นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดดีอีเอส ในฐานะโฆษกดีอีเอส แถลงผลการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ครั้งที่ 7/2565 ว่า ได้มีการพิจารณาข้อมูลกรณีคลิปโฆษณาไม่เหมาะสม และภาพนิ่งที่เกี่ยวข้องในการโปรโมตแคมเปญ 5.5 ของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ลาซาด้า เนื่องจากเนื้อหาการนำเสนอโฆษณาดังกล่าวที่มีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลและออนไลน์ เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจเข้าข่ายมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะมีเนื้อหาที่ทำให้สังคมหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจพาดพิงไปถึงบุคคลสำคัญ และเป็นการล้อเลียนความไม่สมบูรณ์ของร่างกายมนุษย์ เป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

"ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เสนอรัฐมนตรี มอบหมายให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจ ขอให้มีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ และเมื่อรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลต่อไป ซึ่งการดำเนินการในวันนี้เป็นการดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อปิดกั้นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว" โฆษกดีอีเอสกล่าว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ และขอความร่วมมือพิจารณาไตร่ตรองการเลือกใช้สินค้าหรือบริการจากการโฆษณาหรือนำเสนอสินค้าในทุกรูปแบบที่ใช้อาการป่วย ความพิการ หรือ ความบกพร่องของบุคคล มาเป็นส่วนประกอบในการนำเสนอเพื่อชักชวนให้ซื้อสินค้า เนื่องจากกระทบต่อความรู้สึกของสังคมและเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

"กรณีดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สังคมไม่ควรยอมรับหรือปล่อยผ่าน โดยปกติแล้วเรื่องลักษณะแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในอารยประเทศ รวมถึงขอความร่วมมือผู้ประกอบการ เจ้าของผลิตภัณฑ์ เจ้าของบริษัทโฆษณา เจ้าของสื่อในรูปแบบต่างๆ รวมถึงสื่อสังคมออนไลน์ ช่วยคัดกรองโฆษณาหรือรูปแบบการนำเสนอที่ใช้การล้อเลียนความป่วย ความพิการหรือความบกพร่องส่วนบุคคลก่อนจะนำเสนอเพื่อชักชวนให้ซื้อขายสินค้า" พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว

ตร.เร่งรวบรวมหลักฐาน

รองโฆษก ตร.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย แจ้งความกล่าวโทษนารา เครปกะเทย และพวกฐานดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ เนื่องจากมีการนำภาพและข้อมูลจากแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าออนไลน์ของ LAZADA และเพจเฟซบุ๊กที่ชื่อ “นารา เครปกะเทย” ลักษณะการโฆษณาหรือนำเสนอที่มีลักษณะล้อเลียน ส่อเสียด ถึงอาการป่วย ความพิการหรือความบกพร่องของบุคคลว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องของพนักงานสอบสวน บก.ปอท. ซึ่งได้ประสานกระทรวงดิจิทัลฯ ในการปิดกั้นเนื้อหาที่มีการเผยแพร่ดังกล่าวแล้ว

วันเดียวกัน นายอานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศ.ป.ป.ส.) เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินและธุรกิจของ นายอนิวัต ประทุมถิ่น หรือนารา เครปกะเทย ภายหลังพบมีการเงินที่รวยผิดปกติจากเดิมเป็นคนไม่มีฐานะ

นายอานนท์กล่าวว่า ศ.ป.ป.ส.ได้ติดตามมาโดยตลอด พบเมื่อก่อนนารา เครปกะเทย มีฐานะยากจน แต่ตอนนี้กลับมีฐานะร่ำรวยและมีกิจการต่างๆ มากมาย คาดว่าอาจเป็นการฟอกเงินและหลีกเลี่ยงภาษี จึงอยากให้มีการตรวจสอบที่แน่ชัดว่าเป็นการทำธุรกิจที่สุจริตหรือไม่ ส่วนสินค้าที่มาจากธุรกิจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ก็ขอให้เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบคุณภาพของสินค้าว่ามีการผ่าน อย.หรือไม่ มีโฆษณาเกินจริงหรือไม่

"ในส่วนแพลตฟอร์มขายสินค้าทางออนไลน์ลาซาด้านั้น ทางกลุ่ม ศ.ป.ป.ส.ยังคงเดินหน้าแบนลาซาด้าอยู่ และหันไปสนับสนุนคู่แข่งอย่างชอปปี้แทน" แกนนำ ศ.ป.ป.ส.กล่าว

ด้าน พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ผบก.ปคบ.) ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยในสังกัดตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะลาซาด้าอย่าให้มีการจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน ตามหน้างานที่รับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานอย่างเข็มงวด

ผศ.ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความระบุว่า "คดีที่ Lazada ไปจ้างทำโฆษณาที่บูลลี่สมเด็จพระพันปีหลวงและเจ้าฟ้าจุฬาภรณฯ นั้น มีคนไปแจ้งความแล้วครับ และทางพนักงานสอบสวนติดต่อผมมาให้ผมไปเป็นพยานในคดีนี้ครับ ผมจะทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ เพื่อปกป้อง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้เต็มที่ครับ คนทำผิดต้องได้รับกรรม"

อย่างไรก็ดี ในส่วนของนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 1 พรรคก้าวไกล เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวถึงกรณีดังกล่าว แสดงความไม่เห็นด้วยกับที่ 3 เหล่าทัพ รวมถึง ตร. แสดงจุดยืนและใช้อำนาจรัฐกับลาซาด้า

 “ใครใคร่ค้าช้างค้า ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าออนไลน์ไม่ให้ค้า การตัดสินใจใช้อำนาจรัฐกับบริษัทเทค ซึ่งกระทบกับผู้ค้าออนไลน์ที่ลำบากอยู่แล้ว เป็นจำนวนมาก และอาจกระทบกับการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลต้องตั้งสติให้ดี ไม่ใช่เอาทั้งกองทัพ และประเทศไปขายขี้หน้าในเวทีโลก” นายวิโรจน์ระบุ

เช่นเดียวกับ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีที่ศาลจังหวัดสงขลาอ่านคำพิพากษา วันที่ 9 พ.ค.65 กรณีไต่สวนการตายของอับดุลเลาะ อีซอมูซอ โดยสรุปว่าตายเพราะสมองบวม ขาดออกซิเจน และหัวใจหยุดเต้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการที่นำไปสู่การตาย เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่ไปไม่ถึงจุดที่จะให้สรุปได้ว่าเป็นการถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่

ช่วงท้ายของการแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าว นายรังสิมันต์ระบุว่า เห็นช่วงนี้กองทัพขยันออกมาประกาศจุดยืนกันทุกเหล่าทัพ จึงอยากให้กองทัพช่วยประกาศจุดยืนอีกสักเรื่องว่า จะสนับสนุนและปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ยุติการซ้อมทรมานและอุ้มหายฉบับนี้ รวมถึงเปิดให้มีการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีอุ้มหายในอดีตที่ต้องสงสัยว่าเป็นฝีมือทหาร ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เปิดให้ดำเนินการได้ด้วย ทั้งนี้ไม่ถือเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง เนื่องจากไม่มีการพิจารณาคดีและพิพากษาโทษ เพื่อสร้างความมั่นคงปลอดภัยและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนได้

"ผมเชื่อมั่นหากท่านทำจะส่งผลดีในหลายด้าน ไม่ว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยหรือกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้ และผมเชื่อจริงๆโดยบริสุทธิ์ใจว่า จุดยืนในเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยมากกว่าการประกาศแบนลาซาด้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะการจัดการความขัดแย้งที่ชายแดนใต้นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากระบวนการยุติธรรมและบทบาทของกองทัพ คือเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่” นายรังสิมันต์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต.คอพาดเขียง ปธ.อุทธรณ์รับคดี

“ศาลฎีกา” ตรวจหลักฐานคดี สว.สำรองร้องเพิกถอน “แดง-สมพาน” สมัครผิดกลุ่ม เริ่มไต่สวนพยาน 24 พ.ย.นี้ “สมชัย” คาดรู้ผล ธ.ค. “เชาว์” เตือน กกต. 5 เสียงยื่นศาล รธน. หวังสกัดหรือไม่ “นายกสมาคมทนาย” เบรก ไม่มีอำนาจยื่นวินิจฉัย

‘นายกฯ’ไฟเขียว ม็อบกํานันมะโน ชุมนุมตามสิทธิ

นายกฯ ย้ำม็อบกำนันชุมนุมได้ตามสิทธิ ไม่สืบสาวท่อน้ำเลี้ยงหากไม่ทำผิด กม. ขอไม่ก้าวล่วงอำนาจศาล “ปลัด สปน.” ส่งเจ้าหน้าที่สแตนด์บายรับเรื่องร้องเรียน เชื่อยังคุยกันได้ เผยมีเรื่องเข้าอนุฯ กลั่นกรองนิรโทษกรรมแล้วเกือบ 30 คำร้อง

อึ้ง!เงินมูลนิธิบุ๋ม2ปีหมุน1.8พันล.

“นายกฯ” ทุบโต๊ะ สั่งกวาดเหี้ยนมูลนิธิเถื่อนทั้งประเทศ หน้ากากนักบุญดังหนาวแน่ “ปลัด มท.” กาหัวเอาผิด "บุ๋ม ปนัดดา-สามี" นอนคุกสุดสัปดาห์ยาว

ริบอํานาจกมธ.ลาม ‘ศุภชัย-โรม’ฟาดเดือด/‘อนุทิน’ยินดีร่วมมือแต่ต้องยึดกม.

“อนุทิน” เคลียร์ปมร้อน "น้ำเงินกินรวบ-ศึกซักฟอก" ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เสาร์นี้ “มท.1” แจงข้อครหา กมธ.เพิกเฉยไม่สั่ง "อธิบดีปกครอง"

ภท. เอาคืน! จ่อสอบจริยธรรม 'โรม' พ่วงกมธ.ฝ่ายค้าน มติมิชอบเรียก 'อนุทิน'

'สส.ภูมิใจไทย' แท็กทีมค้านมติ กมธ.กฎหมายฯ ชี้ 7 เสียงไม่ครบองค์ประชุม เรียก 'อนุทิน' แจงมิชอบ จ่อส่งสอบจริยธรรมเอาผิด 'โรม-กมธ.ฝ่ายค้าน'