สั่งปรับ‘สมดุล’ แก้ปัญหาปชช. ยุคหลัง‘โควิด’

รัฐบาลเปิดเก็บตกคนละครึ่งเฟส 3 อีก 1.1 แสนสิทธิ เริ่มลงทะเบียน 1 พ.ย.นี้ “บิ๊กตู่” สั่งยกเครื่องดูแลเรื่องร้องเรียน ปชช. สอดคล้องยุคโควิดและเปิดประเทศ ปธ.หอการค้าไทย เชื่อไม่กลับไปล็อกดาวน์อีก ขออัดงบกระตุ้น ศก. ด้าน พท.เผยเกษตรกรหนี้ท่วม จี้รัฐเร่งเยียวยาหลังข้าวราคาถูกค่าปุ๋ยแพง

เมื่อวันที่ 31​ ต.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 ว่า เป็นโครงการที่ครองใจประชาชนมากที่สุด มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการเต็มจำนวน 28 ล้านสิทธิแล้ว แต่ทางกระทรวงการคลังได้ทำการตรวจสอบประมวลผล พบว่ายังมีผู้ที่ลงทะเบียนไม่สำเร็จอีกจำนวนทั้งสิ้น 119,974 สิทธิ จึงได้ทำการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ยังไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้สำเร็จ ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 อีกครั้ง ในวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 06.00-22.00 น. ของทุกวันจนกว่าจะเต็มจำนวนสิทธิ ผ่านเว็บไซต์ w ww.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายให้มีเม็ดเงินสะพัดมากขึ้น สอดคล้องกับการเปิดประเทศอย่างปลอดภัย 1 พฤศจิกายนนี้

โฆษกประจำสำนักนายกฯ​ กล่าวว่า ประชาชนที่ได้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 อยู่แล้ว รัฐจะมีการเพิ่มวงเงินสนับสนุนให้อีกจำนวน 1,500 บาทต่อคน ในวันที่ 1 พ.ย.64 ซึ่งจะได้รับโดยอัตโนมัติ ส่วนผู้ที่ได้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 จะได้รับวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่ายทั้งสิ้น 4,500 บาทต่อคน และสามารถใช้จ่ายโครงการคนละครึ่งได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ส่วนบริการฟู้ดเดลิเวอรีแพลตฟอร์มที่ได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง เฟส 3 และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้

ขณะนี้มีทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ GRAB LINEMAN และ TRUE FOOD ทั้งนี้ ในส่วนของข้อมูลการใช้จ่ายผ่านฟู้ดเดลิเวอรีแพลตฟอร์ม ล่าสุด (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2564) โครงการคนละครึ่ง เฟส 3 มีการใช้จ่ายสะสมประมาณ 932.3 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนใช้สะสมจ่าย 481.5 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่าย 450.8 ล้านบาท สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ มียอดใช้จ่ายของประชาชนสะสม 595,542 บาท และมูลค่าการใช้ e-voucher สะสม 179,112 บาท โดยมีผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่มให้บริการผ่านฟู้ดเดลิเวอรีแพลตฟอร์มแล้ว กว่า 65,000 ราย

ขณะที่นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานปรับแผนการทำงานให้สอดคล้องการสร้างสมดุลภายใต้สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 เพื่อรองรับนโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 พ.ย. รวมทั้งให้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ร้องเรียนผ่านสายด่วน 1111 ผ่าน 4 ช่องทาง คือ โทร.สายด่วน 1111, ตู้ ปณ.1111, เว็บไซต์และแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง และเตรียมซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชนที่เสียหายจากอุทกภัยในทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วน

ปลัดสำนักนายกฯ กล่าวต่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้ให้ความสำคัญทุกเรื่อง โดยเฉพาะได้ติดตามสอบถามเรื่องร้องทุกข์และความเดือดร้อนของประชาชนด้วยตนเองทุกสัปดาห์ และท่านนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ทุกกระทรวงและทุกหน่วยงาน เร่งแก้ไขปัญหาของประชาชนโดยเร็ว รวมทั้งขอให้นำข้อเสนอแนะของประชาชนไปพิจารณาพัฒนางานในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แม้ว่าในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้จะมีการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วก็ตาม ดังนั้นสิ่งที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่จะต้องเร่งหาทางป้องกันและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และอยากเห็นรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทุกด้านให้ครอบคลุม เร่งนำงบประมาณที่มีออกมากระตุ้นเศรษฐกิจรอบด้าน เพื่อต่อลมหายใจให้กับภาคธุรกิจ และภาคประชาชนเพิ่มเติมให้มากขึ้น

นายสนั่นกล่าวถึงข้อกังวลเรื่องการกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศอีกครั้งว่า เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้นหากรัฐสามารถควบคุมไม่ให้เกิดการติดเชื้อโควิด ที่รุนแรงได้ บวกกับในปัจจุบันประชาชนเริ่มเข้าถึงวัคซีนได้มากขึ้นแล้ว และปัจจุบันสาธารณสุขเร่งฉีดวัคซีนได้แล้วกว่า 1 ล้านโดส/วัน โอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่รุนแรง ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่รัฐบาลจะกลับมาใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง

ด้านนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่การระบาดของโควิด หนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงจาก 80 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สิ้นปี 2562 เป็น 90.5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ไตรมาส 1/2564 คาดการณ์ว่าระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจจะเพิ่มไปถึง 93 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีในสิ้นปีนี้ ปริมาณหนี้ครัวเรือนของไทยต่อจีดีพีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงวิกฤตนี้ เกิดจากความจำเป็นในการก่อหนี้เพิ่ม เนื่องจากมีสภาพคล่องในครัวเรือนไม่เพียงพอกับรายจ่าย หลังจากที่ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติในช่วงล็อกดาวน์ การถูกปรับลดเงินเดือนลงบางส่วน การถูกเลิกจ้างงาน แม้แต่ในช่วงบุญกฐิน ประชาชนไม่มีเงินจะทำบุญกองกฐิน

นอกจากนี้ ประชาชน เกษตรกรในภาคอีสาน พบปัญหาเร่งด่วนคือราคาข้าวใหม่หรือข้าวหอมมะลิตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 6 บาท ขณะที่ปุ๋ยเคมีราคาสูงกระสอบละ 950 บาท ราคารถเกี่ยวข้าวไร่ละ 600 บาท ราคาน้ำมันดีเซลในต่างจังหวัดลิตรละ 32 บาท ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูกาลเพาะปลูกปี 2564-2565 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินเมื่อ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา จำนวน 2.7 หมื่นล้านบาท เป็นโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2564 เป็นข้าว 5 ชนิดนั้น ขอให้รัฐบาลเร่งรัดส่งเงินเยียวยาช่วยเหลือเป็นการด่วน เพราะเกษตรกรหนี้สินเพิ่มขึ้น และรายได้ไม่พอกับรายจ่าย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี

ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน