1ก.ค.ถอดหน้ากาก เลิกไทยแลนด์พาส/พื้นที่สี ผับ-บาร์รอแก้กม.ปิดตีสอง

“บิ๊กตู่” โชว์สัมพันธ์หวาน  “ชัชชาติ” ร่วมแถลงผลประชุม ศบค. “ผู้ว่าฯ กทม.” พร้อมร่วมมือรัฐบาลแก้ปัญหาโควิด “ศบค.” ปรับพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ ให้ร้านเหล้าเปิดถึงตี 2 ได้ แต่ต้องรอแก้ กม. 3 ฉบับที่ติดขัดก่อน “นายกฯ” เร่ง สมช.ไปศึกษาให้เสร็จทัน 1 ก.ค. ฉลุย “ถอดแมสก์” ได้ในที่โล่ง วอนอย่าบูลลี่คนใส่หน้ากาก พร้อมยกเลิกไทยแลนด์พาสเข้าไทย “พิพัฒน์” มั่นใจผ่อนคลายมาตรการช่วยท่องเที่ยวคึกคัก ต่างชาติเข้าวันละ 2.5-3 หมื่นคน “สธ.” ปรับแจ้งเตือนภัยโควิดลงระดับ 2

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 17 มิ.ย. เวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 9/2565 โดยในครั้งนี้มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเทศมนตรีเมืองพัทยา เข้าร่วมประชุม ศบค.เป็นครั้งแรก

ภายหลังการประชุม ศบค.กว่า 2 ชม. พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข, นายชัชชาติ และนายปรเมศวร์ ร่วมแถลงผลการประชุมครั้งนี้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การประชุมศบค.ชุดใหญ่ มีการอนุมัติ อนุญาต ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หลักการต่างๆ มากมายหลายประการ ซึ่งล้วนแล้วแต่ที่เราพยายามปรับแก้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์การแพร่เชื้อ การติดเชื้อ การเสียชีวิตก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และวันนี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่ได้พบปะกับนายกเมืองพัทยาและผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งก็ได้พูดคุยกันแล้วว่าเราจะร่วมมือกันทำงานที่เราต้องรับผิดชอบร่วมกันด้วยความร่วมมือกันอย่างครบถ้วนในทุกๆ เรื่อง

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้เชิญนายชัชชาติให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน โดยนายชัชชาติกล่าวว่า ในส่วนของมติ ศบค.ก็มีความผ่อนคลายขึ้น คิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สถานการณ์โควิดจะคลี่คลายลง  และเราก็พร้อมที่จะดำเนินงานทุกอย่างกับทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ส่วนรายละเอียดให้ทาง ศบค.เป็นผู้ชี้แจง

นายปรเมศวร์กล่าวว่า ขอกราบขอบพระคุณนายกรัฐมนตรี ที่ได้เชิญเมืองพัทยามาร่วมประชุมใน ศบค.ชุดใหญ่และรับทราบถึงการพยายามดำเนินการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องดีที่สุด ซึ่งในส่วนของเมืองพัทยาเอง ก็ต้องการที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ซึ่งก็จะได้นำเสนอต่อที่ประชุม ศบค.ต่อไป

ต่อมา นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. แถลงผลการประชุมว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,967 ราย ติดเชื้อในประเทศ 1,963 ราย เรือนจำ 3 ราย เดินทางมาจากต่างประเทศ 1 ราย หายป่วยเพิ่ม 2,123 ราย อยู่ระหว่างรักษา 21,030 ราย อาการหนัก 598 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 288 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 19 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 4,494,880 ราย ยอดหายป่วยสะสม 4,443,428 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 30,422 ราย 

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขณะนี้เราอยู่ในช่วงระยะหลังเกิดโรคติดต่อ ภาพรวมการระบาดใน 77 จังหวัด มี 50 จังหวัดทิศทางลดลงสอดคล้องกัน แต่มี 17 จังหวัดที่ตัวเลขลดลง แต่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม จะบอกว่าหมดการระบาดแล้วนั้นยังไม่เชิง ยังคาดการณ์กันว่าอาจจะมีระลอกเล็กๆ เกิดขึ้นมาได้บ้าง จึงต้องเฝ้าระวัง ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันโรค ที่หมายถึงการฉีดเข็มกระตุ้นและการสวมหน้ากาก เพราะการให้ถอดหน้ากากอาจทำให้เกิดการระบาดเล็กๆ ได้

ทั้งนี้ ที่ประชุม ศบค.เห็นชอบปรับพื้นที่เฝ้าระวัง (สีเขียว) ทั้ง 77 จังหวัด และยกเลิกกำหนดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) ทั้งประเทศ รวมถึงเห็นชอบข้อเสนอผ่อนคลายมาตรการป้องกันควบคุมโรคในประเทศ ได้แก่ ควรใส่หน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่แออัด สถานที่ปิด หรืออยู่ใกล้ชิดกับคนจำนวนมาก การบริโภคสุราหรือแอลกอฮอล์ในพื้นที่เฝ้าระวังให้เปิดบริการได้ตามปกติ โดยต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรค กฎหมาย กฎ หรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง สถานประกอบการประเภทสถานบันเทิงเปิดให้บริการและให้ผู้รับบริการดื่มแอลกอฮอล์ได้ถึง 24.00 น. โดยเปิดให้บริการตามกฎหมายเดิมกำหนด  ผ่อนคลายให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวได้ตามปกติ ยกเลิกการคัดกรองด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิในอาคารสถานที่  แต่อาจให้มีการคัดกรองอุณหภูมิในสถานที่เสี่ยงหรือพื้นที่ระบาด ให้มีการเว้นระยะห่างตามความเหมาะสม สำหรับการรวมกลุ่ม ให้ตรวจคัดกรองเอทีเคสำหรับผู้ป่วยสงสัยที่มีอาการทางเดินหายใจ และหากมีการรวมกลุ่มมากกว่า 2,000 คน ให้แจ้งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด ทั้งนี้ เริ่มวันที่ 1 ก.ค.

 “ที่ประชุมมีการหารือที่ใช้เวลาพอสมควรถึงข้อเสนอให้เปิดสถานบันเทิงและบริโภคสุราถึงเวลา 02.00 น. เนื่องจากต้องศึกษาข้อกฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกัน 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 กฎกระทรวงกำหนดวันเวลาเปิดปิดของสถานบริการ พ.ศ.2547 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.2558 ที่ให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระหว่างเวลา 11.00-14.00 น. และอีกช่วงคือ เวลา 17.00-24.00 น. โดยที่ประชุมมอบให้ฝ่ายกฎหมายให้เลขาฯ สมช. ในฐานะ ผอ.ศปก.ศบค.หาข้อสรุป โดยไปดูกฎหมายเก่าว่าจะผ่อนคลายอย่างไร ต้องผ่านกระบวนการจัดการเรื่องกฎหมาย และนำเสนอ ครม.ซึ่งนายกฯ ขอให้ทำให้เร็วที่สุด โดยอยากให้เกิดขึ้นในวันที่  1 ก.ค. แต่เลขาฯ สมช.ขอเวลาตรงนี้ให้ฝ่ายต่างๆ ได้ไปทำงานให้เต็มที่ เพื่อให้กฎหมายและข้อมูลที่รวบรวมมาแก้ไขได้ถูกต้อง และจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง” นพ.ทวีศิลป์กล่าว

อย่าบูลลี่คนใส่หน้ากาก

โฆษก ศบค.กล่าวว่า ศบค.ยังเห็นชอบมาตรการเข้าราชอาณาจักร โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ประกอบด้วย ยกเว้นการลงทะเบียนแบบไทยแลนด์พาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมทั้งเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายทางสังคม ชุมชน และองค์กร โดยเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย นายกฯ เน้นว่าขอให้เป็นไปโดยความสมัครใจ เพราะยังมีประโยชน์ในการป้องกันการแพร่เชื้อและรับเชื้อ จึงควรพกหน้ากากทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และสามารถนำมาสวมเมื่อมีความเสี่ยง สำหรับประชาชนกลุ่มเฉพาะคือ กลุ่ม 608 ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ ควรสวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับคนอื่น ผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูงให้สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อจำเป็นต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่น

“ประชาชนทั่วไปให้สวมหน้ากากเมื่ออยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่มีความแออัด มีการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก หรือมีการระบายอากาศที่ไม่ดี เช่น ขนส่งสาธารณะ ตลาด สนามกีฬา หรือสถานที่แสดงดนตรีที่มีผู้ชม สามารถถอดหน้ากากได้ในกรณีที่อยู่คนเดียว หากอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในที่เดียวกันต้องสามารถเว้นระยะห่างได้ หากมีกิจกรรมที่จำเป็นต้องถอดหน้ากาก รับประทานอาหาร ออกกำลังกาย บริการบริเวณใบหน้า ศิลปะการแสดงให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจก็ให้สวมหน้ากาก ซึ่งที่ประชุมได้พูดถึงความสำคัญในเรื่องนี้ว่า ในต่างประเทศ การสวมหน้ากากบางครั้งอาจแสดงถึงเป็นผู้ติดเชื้อ คนนี้จะถูกรังเกียจ มีการบูลลี่กัน แสดงทัศนคติที่ไม่ดีกัน จึงต้องประชาสัมพันธ์กันว่าผู้สวมหน้ากากเป็นผู้รับผิดชอบต่อสังคม จึงอยากให้เป็นภาพของความสมัครใจ” โฆษก ศบค.กล่าว

นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า เรื่องการให้บริการวัคซีนซึ่งมีความสำคัญมาก ก่อนเข้าสู่การประกาศเป็นโรคประจำถิ่น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะต้องถึง 60% วันนี้ทำได้ 41.8% ฉีดไปแล้ว 138.9 ล้านโดส ทางนายอนุทินชี้แจงในที่ประชุมด้วยว่า วัคซีนที่มีอยู่จะต้องส่งไปให้ถึงโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือหน่วยงานที่ใกล้ประชาชนมากที่สุดเพื่อเตรียมความพร้อมให้พร้อมใช้ และให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหิ้วเป็นกระเป๋าไปฉีดให้กับประชาชน ถือเป็นความเหมาะสม

ด้านนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ภายหลังจากการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้แล้ว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยวันละ 2.5 หมื่นคนถึง 3 หมื่นคนต่อวัน และยังมั่นใจต่อไปว่าถึงสิ้นปีเราจะมีนักท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 7.5 ล้านคน แต่จะพยายามเร่งให้ได้ 10 ล้านคน

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัด สธ. กล่าวว่า สถานการณ์โรคโควิดของไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างชัดเจน จังหวัดส่วนใหญ่เข้าสู่ระยะขาลง แม้จะมีการผ่อนคลายมาตรการ ทั้งการเปิดสถานบันเทิง ผับบาร์ คาราโอเกะ ก็ยังไม่มีรายงานการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในคลัสเตอร์นี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปฏิบัติตามมาตรการ COVID Free Setting ได้ ดังนั้น สธ.ได้มีการปรับคำแนะนำการเตือนภัยโควิดจากระดับ 3 เป็นระดับ 2 ทั่วประเทศ คือมีคำแนะนำการปฏิบัติตัว โดยเน้นในกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์ คือเข็มกระตุ้นให้งดเข้าสถานบันเทิง หลีกเลี่ยงการเข้าสถานที่ระบบปิดหรือแออัด หลีกเลี่ยงการร่วมกิจกรรมที่มีคนรวมกลุ่มจำนวนมาก หลีกเลี่ยงโดยสารขนส่งสาธารณะทุกประเภท และเลี่ยงการเดินทางไปต่างประเทศ

วันเดียวกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชื่นชมความร่วมมือของ 5 หน่วยงานคือ องค์การเภสัชกรรม, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร, สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และบริษัท ไฮไบโอไซ จำกัด ที่ได้ร่วมมือพัฒนานวัตกรรม “สเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19” ซึ่งเป็นอีกนวัตกรรมจากคนไทยสามารถผลิตขึ้นใช้ได้เองในประเทศ ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตยาและเวชภัณฑ์ ที่มีมาตรฐานยอมรับในระดับสากล สำหรับสเปรย์แอนติบอดีพ่นจมูกที่มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อโควิด-19 คาดว่าจะสามารถผลิตออกสู่ตลาดเพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้เข้าถึงนวัตกรรมสุขภาพในการป้องกันเชื้อโควิด-19 ได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19

นอกจากนี้ ยังชื่นชมองค์การเภสัชกรรมที่ได้พัฒนาวัคซีนโควิด HXP-GPOVac ฝีมือคนไทย ซึ่งผ่านการทดลองในมนุษย์เฟส 1 และเฟส 2 แล้ว จากผลการพัฒนาสูตรวัคซีน HXP-GPOVac สามารถป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนได้ ขณะนี้อยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยมีแผนจะนำวัคซีนตัวนี้ กลับไปทำการทดลองเฟส 2 อีกครั้งในช่วงเดือนส.ค.2565 เมื่อสำเร็จได้ผลดี จะดำเนินการทดลองในเฟส 3 ต่อไป คาดว่าจะเริ่มฉีดให้ประชาชนได้กลางปี 2566.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิษณุชี้ศาลเมินบันทึกกรธ.

"บิ๊กตู่" เผ่นแน่บ หนีสื่อโยนคำถามวาระ 8 ปีรายวัน ขณะที่ "วิษณุ" ชี้ชัดบันทึก กรธ.มีน้ำหนักน้อย ไม่เป็นมติที่ประชุม