โคตรโกงสอบท้องถิ่น เปิดรายงานผลสอบชุด "ปกรณ์" ชี้พบช่องโหว่ทุกขั้นตอน ทำเป็นขบวนการ ทุจริตชัดแจ้ง ขุดตรงไหนเน่าตรงนั้น ทั้งกำหนดอัตราว่าง-อนุมัติจัดสอบ-ทำ TOR-ตรวจคะแนน อึ้งอัตราว่าง 8,545 อัตรา แต่จับยัด 15,520 ชื่อ ซัดเปรี้ยง กสถ.พฤติกรรมผิดปกติ พรรคส้มรุมขยี้ กกต. ลั่นแจงไม่เคลียร์อดีต จนท.รับเงิน 8.6 แสน เชื่อมีเอี่ยวฮั้ว สว.
ความคืบหน้าการสอบสวนและตรวจสอบการทุจริตสอบรับราชการท้องถิ่น พบว่าเมื่อวันที่ 12 ส.ค. มีรายงานว่าคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งเป็นคณะกรรมการชุดพิเศษที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย แต่งตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ ได้เสนอรายงานผลสอบดังกล่าวถึงนายอนุทินเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569
ผลการตรวจสอบดังกล่าวมีรายละเอียดสำคัญระบุว่า พบช่องว่างที่เอื้อต่อการทุจริตและลักษณะที่อาจขัดต่อกฎหมายเกือบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดอัตราว่าง การอนุมัติจัดสอบ การจัดทำ TOR การจัดหาผู้รับจ้าง การจัดสอบและตรวจคะแนน การประกาศผล ไปจนถึงการเรียกบรรจุและการดำเนินการหลังพบขบวนการทุจริต
“คณะกรรมการฯ พบว่า ก.กลาง อนุมัติอัตราว่างสำหรับการสอบ 8,545 อัตรา แต่มีการบรรจุจริง 15,520 อัตรา จึงเสนอให้ตรวจสอบว่าการบรรจุเกินอัตราดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ส่วนการจัดทำ TOR พบว่า กสถ.มอบฝ่ายเลขานุการเป็นผู้ดำเนินการจัดทำ TOR และกำหนดให้ผู้รับจ้างรับผิดชอบการสอบในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาด” รายงานดังกล่าวระบุตอนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม เอกสารผลสรุปดังกล่าวระบุว่า คณะกรรมการฯ เห็นว่าเงื่อนไขดังกล่าวไม่ทำให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) พ้นจากความรับผิดชอบตามกฎหมาย เนื่องจากยังมีหน้าที่กำกับและรับผิดชอบต่อกระบวนการจัดสอบ
นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้รับจ้างนำงานตรวจผลสอบไปให้ผู้รับจ้างช่วงดำเนินการ และมีการทำสำเนาข้อมูลผลสอบเพิ่มอีก 1 ชุด ซึ่งคณะกรรมการฯ เห็นว่าเป็นความเสี่ยงต่อการทุจริต และควรตรวจสอบว่าเกิดขึ้นโดยเจตนาหรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นสำคัญที่สุดของรายงานที่เสนอต่อนายกฯ คือพบความผิดปกติของผลคะแนนสอบ โดยผลการตรวจคะแนนของผู้รับจ้างช่วงทันทีหลังการสอบภาค ก.และ ข. ไม่ตรงกับผลที่มีการประกาศจากการตรวจสอบ Digital Footprint และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง พบหลักฐานการสั่งการและประสานให้เจ้าหน้าที่แก้ไขข้อมูลผลสอบหลายครั้ง โดยมีทั้งการแก้คะแนนผู้สอบตกให้เป็นผู้สอบได้ และการเพิ่มคะแนนผู้ที่สอบได้อยู่แล้ว ซึ่งส่งผลต่อลำดับบัญชีและโอกาสได้รับการเรียกบรรจุ
มีรายงานว่า คณะกรรมการฯ ระบุว่าเป็น “ความบกพร่องร้ายแรง” และการมอบหมายหรือประสานกับบุคคลภายนอกที่ไม่มีหน้าที่และอำนาจ ให้แก้ไขผลสอบที่มีการประกาศแล้ว เป็นพฤติกรรม “ผิดปกติและทุจริตอย่างชัดแจ้ง”
รายงานดังกล่าวยังสรุปด้วยว่า กสถ.ไม่ได้ตรวจสอบรายละเอียดผลสอบอย่างเพียงพอก่อนรับรอง โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลลับ ทั้งที่ กสถ.เป็นผู้กำหนดชั้นความลับเอง และมีหน้าที่รับผิดชอบผลสอบ นอกจากนี้ หลังมีการจับกุมขบวนการทุจริต กสถ.ยังดำเนินการเรียกบรรจุต่อ ก่อนจะมีคำสั่งให้ชะลอการบรรจุในภายหลัง โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเป็นเรื่องผิดปกติ และสะท้อนปัญหาในระบบการสั่งการและบังคับบัญชาของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบราชการ
“คณะกรรมการฯ จึงเสนอให้กระทรวงมหาดไทย ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งทางแพ่ง อาญา ปกครอง และด้านมาตรฐานทางจริยธรรม พร้อมตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่าพฤติการณ์มีลักษณะ “ทำเป็นขบวนการอย่างชัดเจน” พร้อมเสนอให้ทบทวนว่า กสถ.ควรจัดสอบต่อไปหรือไม่ เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อ กสถ. และระบบการจัดสอบได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากยังให้จัดสอบต่อ ต้องปรับกลไกและโครงสร้างให้มีธรรมาภิบาลและระบบควบคุมที่เข้มงวดขึ้น” รายงานผลสรุปดังกล่าวระบุตอนหนึ่ง
มีรายงานด้วยว่า สำหรับผลสอบ เสนอให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจัดทำคะแนนและบัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านภาค ก.และ ข.ใหม่จากฐานข้อมูล OMR คัดแยกผู้ที่มีหลักฐานว่าถูกแก้ไขคะแนนโดยมิชอบ ทบทวนการรับรองผล และเพิกถอนการขึ้นบัญชีหรือการบรรจุผู้ไม่มีสิทธิ์ รวมถึงติดตามเรียกเงินเดือนและค่าตอบแทนคืน หากเป็นกรณีที่ไม่มีสิทธิ์ได้รับ
นอกจากนี้ เสนอให้สำนักงาน ก.พ.จัดทำฐานข้อมูลกลางผู้ทุจริตการสอบเข้าราชการ เพื่อให้หน่วยงานรัฐตรวจสอบได้ตั้งแต่ขั้นตอนสมัครสอบ และป้องกันไม่ให้ผู้มีประวัติทุจริตกลับเข้าสู่ระบบราชการ รวมถึงเสนอให้กรมบัญชีกลางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำ TOR มาตรฐานกลาง สำหรับการจัดสอบ ครอบคลุมความปลอดภัยระบบ IT การคุ้มครองข้อมูล การควบคุมสิทธิ์เข้าถึง การจัดทำ Audit Log และระบบตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงคะแนน พร้อมให้สำนักงาน ก.พ. ป.ป.ท. ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ร่วมปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม ฐานความผิด และบทลงโทษการทุจริตสอบเข้ารับราชการ
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ เสนอให้ข้อมูลผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตส่งให้สำนักงาน ก.พ.จัดทำฐานข้อมูลกลาง และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รายงานความคืบหน้าต่อนายกรัฐมนตรีทุก 3 เดือน โดยมีรายงานว่า นายอนุทินได้ลงนามเห็นชอบตามที่คณะกรรมการฯ เสนอ และเพิ่มข้อสั่งการ โดยมอบหมายให้นายปกรณ์กำกับดูแล ติดตาม และรายงานนายกรัฐมนตรีทุกระยะโดยเร็วที่สุด ลงวันที่ 11 ส.ค.2569
มท.4 ยันไม่มีดึงเรื่องช้า
ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กำกับดูแลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กล่าวถึงกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ตั้งข้อสังเกตกระบวนการการตรวจสอบทุจริตสอบท้องถิ่นมีความพยายามยื้อเวลาว่า จริงๆ ไม่ได้ยื้อเวลา และทีมที่ทำงานก็ทำงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ต้องชื่นชมและขอบคุณกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาปริมาณข้อมูลที่ทำค่อนข้างเยอะ จำนวนกว่า 300,000 คนที่เราดำเนินการตรวจสอบ ขณะนี้อยู่ในกระบวนการส่งข้อมูล และกระบวนการตรวจสอบได้ส่งให้ ป.ป.ช.
รมช.มหาดไทยกล่าวว่า ในส่วนของแฟลชไดรฟ์ ก่อนหน้านี้ที่มีความล่าช้า เพราะต้องส่งให้กองพิสูจน์หลักฐาน เพื่อจะเอาสำเนามาตรวจสอบ ซึ่งตอนนี้เสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว จะมีการส่งให้ ป.ป.ช.โดยเร็วที่สุด ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ได้ล่าช้า ทั้งหมดทำตามกระบวนการ เราไม่ได้นั่งวิจารณ์อย่างเดียว เพราะฉะนั้นต้องว่าไปตามกระบวนการ จะส่งให้ ป.ป.ช.อย่างเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีความพยายามปกป้องใครหรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ไม่ปกป้อง ตอนนี้ข้อมูลเปิดออกทั้งหมด ทุกคนสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งในรายละเอียดที่บอกว่าไปถอดถอนผู้สอบ 5,925 คน เป็นการไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ เราแก้ในทุกจุดที่สามารถแก้ได้ หากต้องการที่จะยื้อและปกป้องคนจริงๆ จะไม่มีกว่า 5,000 รายชื่อออกมา ตอนนี้รายชื่อส่งถึงจังหวัดทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า สถ.จะไปใช้วิธีจ้างเหมาให้กับบุคคลที่ทุจริตการสอบ ทางกรมได้ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกที่ให้มีความเข้มงวดในเรื่องนี้ เพราะเป็นบุคคลที่ไม่พึงประสงค์ และมีโอกาสเข้าข่ายในฐานทำความผิดด้วย ยืนยันว่ามีการทำงานอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรอยู่ข้างในทั้งสิ้น
คาใจ กกต.แจงไม่เคลียร์
ด้านความคืบหน้าการตรวจสอบคดีฮั้ว สว. หลังจากที่เมื่อวันที่ 11 ส.ค. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงกรณีมีการเปิดเผยข้อมูลในคดีฮั้ว สว. พบเส้นทางการเงินในจังหวัดอำนาจเจริญ มีการโอนเงินจากบุคคลรายหนึ่งไปยังพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการของสำนักงาน กกต. จำนวน 13 ครั้ง รวมเป็นเงิน 860,000 บาท ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม 2567
โดยสำนักงาน กกต.ชี้แจงโดยสรุปว่า บุคคลดังกล่าวไม่ได้ปฏิบัติภารกิจในช่วงการเลือก สว. โดย กกต.ได้สั่งลงโทษปลดออกพนักงานคนดังกล่าว และพ้นสภาพการเป็นพนักงานด้วยเหตุอื่นไปก่อนแล้ว หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง อีกทั้งสำนักงาน กกต.แจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจเพื่อดำเนินคดีอาญากับพนักงานสืบสวนและไต่สวนชำนาญการ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว และบุคคลอื่น จำนวน 2 ราย
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่เป็นคนเปิดประเด็นดังกล่าว โพสต์เฟซบุ๊กว่า แถลงการณ์ล่าสุดของ กกต. เป็นการยืนยันว่า เส้นทางการเงินที่ถูกโอนจากนักการเมืองสีน้ำเงิน จ.อำนาจเจริญ ไปที่พนักงานสืบสวนของ กกต. ยอดรวม 860,000 บาท ช่วง เม.ย.-ก.ค.67 มีอยู่จริงแม้ กกต.ชี้แจงว่าในช่วงเวลาที่มีการโอนเงิน (เม.ย.-ก.ค.67) พนักงานสืบสวนคนดังกล่าวถูกมอบหมายให้ไต่สวนสำนวนที่เกี่ยวกับ “การเลือกตั้ง สส.”, อย่างไรก็ตาม เห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าการโอนเงินดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการเลือก สว. เนื่องจากกระบวนการเลือก สว.เกิดขึ้นในห้วงเวลาดังกล่าวแบบพอดิบพอดี (พ.ค.-มิ.ย.67) และบทบาทของ กกต. ย่อมส่งผลสำคัญต่อการจัดการเลือก สว. ให้มีความสุจริต-เที่ยงธรรม รวมถึงการป้องกันและการตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการทุจริตที่อาจจะเกิดขึ้นในการเลือก สว. เพื่อให้เกิด “ความโปร่งใส” จึงมีคำถามเพิ่มเติมต่อ กกต.ดังต่อไปนี้
1.ตกลงแล้วการโอนเงิน 860,000 บาทนั้นเป็นการโอนเงินเพื่อวัตถุประสงค์อะไร? 2.ตกลงแล้ว กกต.ยืนยันใช่หรือไม่ ว่าได้สอบสวนอย่างถี่ถ้วนแล้ว ว่าการโอนเงินดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับการเลือก สว.? 3.สำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. ที่พนักงานสืบสวนคนดังกล่าวรับผิดชอบอยู่ในขณะที่ได้รับโอนเงิน เป็นสำนวนเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งไหน ในเขตเลือกตั้งใด และเกี่ยวข้องกับผู้สมัครคนไหน? 4.กกต.ชี้แจงว่าขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนเสนอความเห็นต่ออนุกรรมการบริหารงานบุคคลของสำนักงาน เพื่อพิจารณามีมติต่อไป คำถามคือเหตุใด กกต.ถึงยังไม่สามารถมีมติเกี่ยวกับผลการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าวได้ ทั้งๆ ที่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมานานกว่า 2 ปี
นายพริษฐ์ย้ำต่อไปว่า 5.กกต.ชี้แจงว่าพนักงานสืบสวนคนดังกล่าวพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานด้วยเหตุอื่นไปก่อนแล้ว คำถามคือ เหตุอื่นที่ว่านี้คือเหตุอะไร และบุคคลดังกล่าวพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานไปเมื่อไหร่? 6.กกต.ได้สอบสวนผู้ที่เป็นฝ่ายโอนเงินหรือไม่ ว่ามีการกระทำผิดใดๆ หรือเปล่า? 7.กกต.จะเปิดเผยผลการสอบสวนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะหรือไม่ และเมื่อไหร่?
นายพริษฐ์ระบุว่า นอกจากรอคำชี้แจงจาก กกต. ต่อคำถามดังกล่าว อยากชวนให้สังคมต้องข้อสังเกต ว่าในเมื่อ กกต.เองยอมรับว่าหลักฐานใหม่ที่นำเสนอเรื่องเส้นเงินใน 4 จังหวัด (นครพนม ลำพูน สงขลา อำนาจเจริญ) อยู่ในสำนวนของ กกต.แล้ว
1.ทั้งหมดนี้ (รวมถึงหลักฐานอื่นๆ เรื่องโพย-บัตรเลือกตั้ง-การนัดหมาย) ยังไม่นับเป็นหลักฐานที่เพียงพอแล้วหรือ ว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ซึ่ง กกต.มีหน้าที่ต้องสั่งฟ้องไปที่ศาล เพื่อให้ศาลตรวจสอบให้สิ้นข้อสงสัยและตัดสิน? 2.อนุฯ วินิจฉัย ชุดที่ 36 ของ กกต. ทำงานกันอย่างไร ถึงได้มีมติว่าในบรรดาผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ไม่มีใครมีมูลความผิดแม้แต่คนเดียว ทั้งๆ ที่เข้าถึงหลักฐานทั้งหมดในสำนวน?
น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ และรองโฆษกพรรคประชาชน กล่าวประเด็นเดียวกันว่า เท่าที่ดูคำชี้แจงจาก กกต.แล้ว เรายังไม่เห็นคำตอบของคำถาม ซึ่ง กกต.ตอบมาแค่ในช่วงเวลาดังกล่าว ได้มอบหมายให้พนักงาน กกต.คนนี้ไต่สวนสำนวนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. นอกจากนี้ ยังมีถ้อยคำในแถลงการณ์ระบุว่ามีการรับเงินก้อนนี้จริง ตามที่นายพริษฐ์ได้เปิดเผยเรื่องเส้นเงินไป แต่ยังไม่มีถ้อยคำไหนที่บอกว่าการรับเงินนี้เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.หรือไม่ แล้ว กกต.ดำเนินการอย่างไรต่อ นอกจากการปลดออกจากเจ้าพนักงาน มีการดำเนินการทางอาญาต่อหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอถามไปยัง กกต.ต่อ และ กกต.ต้องมีคำตอบ
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรี ตลอดช่วงวันหยุด 12 ส.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทินได้โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับครอบครัวผ่านเฟซบุ๊กเนื่องในวันแม่ โดยมีนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดา พร้อมด้วยนางทัศนีย์ ชาญวีรกูล มารดา และน้องชาย น้องสาว โดยระบุข้อความว่า “อายุครบแซยิดปีนี้ ยังมีพ่อมีแม่อยู่ไม่เคยอยากได้อะไรมากกว่านี้ #ขอบอก #ขอบคุณสรวงสวรรค์ #วันแม่2569".
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮลดค่าไฟ6สต. งวด‘ก.ย.-ธ.ค.’ เหลือ3.89บาท
กกพ.เคาะค่าไฟงวด ก.ย.- ธ.ค. ลดลง 6 สตางค์ เหลือ 3.89 บาทต่อหน่วย
ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน12ส.ค.
"ในหลวง-พระราชินี" เสด็จฯ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ
ภท.ไวจัด!ชงกม.ปืน 100มาตราปชช.ปลอดภัยขึ้น‘หนู’เคลียร์ดรามา
“อนุทิน” สั่งจัดระเบียบปืน 10 ล้านกระบอก ย้ำห้ามพกปืนทุกคนเหตุใบอนุญาตหมดอายุแล้ว
ประธาน กมธ.ปปช. กระทุ้ง 5 หน่วยงานรัฐ ร่วม MOU สกัดโกงสอบท้องถิ่น ต้องทำให้เห็นผลจริงสาวตัวผู้บงการ
นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินคดีเรียกรับเงินการทุจริตการสอบท้องถิ่น
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว

