
ยอดติดเชื้อโควิดรายใหม่ 2,313 ราย เสียชีวิต 16 คน “สธ.” เฝ้าระวังโอมิครอน BA.5 ชี้มีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งยีนเหมือนเดลตา คาดอีกไม่นานระบาดทั่วโลกรวมไทย “บิ๊กตู่” ฉุนถูกซักประกาศผ่อนคลายถอดแมสก์ ลั่นคิดรอบคอบแล้ว บอกอย่าให้มีปัญหาทุกเรื่อง “รมว.ศธ.” ห่วงเด็กเล็กกลุ่มเปราะบางยังไม่ได้รับวัคซีน ชี้โรงเรียนสอนในสถานที่ปิดยังให้ นร.สวมหน้ากาก เว้นกิจกรรมที่โล่งแจ้ง
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2,313 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 2,309 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 2,309 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 4 ราย หายป่วยเพิ่ม 1,489 ราย อยู่ระหว่างรักษา 22,458 ราย อาการหนัก 602 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 284 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 16 ราย เป็นชาย 12 ราย หญิง 4 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 13 ราย มีโรคเรื้อรัง 1 ราย ไม่มีประวัติโรคเรื้อรัง 2 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 4,509,541 ราย ยอดหายป่วยสะสม 4,456,524 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสม 30,559 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 547,386,723 ราย เสียชีวิตสะสม 6,347,567 ราย
นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงผลการเฝ้าระวังสายพันธุ์โควิด-19 ในประเทศไทยว่า ขณะนี้มีสายพันธุ์ที่น่าห่วงกังวล (Variant of Concern: VOC) เหลือเพียงสายพันธุ์เดียวคือโอมิครอน ที่ระบาดเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแทบไม่มีสายพันธุ์อื่น ไม่ว่าจะเป็นเบตา อัลฟา หรือเดลตาแล้ว โดยโอมิครอนก็ยังไม่ได้แตกรูปแบบหรือเปลี่ยนแปลงกลายเป็นตัวใหม่ ซึ่งองค์การอนามัยโลกจัดกลุ่มโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยที่ต้องจับตาว่าเป็น VOC lineages under monitoring หรือ VOC-LUM ซึ่งมีแนวโน้มทำให้มีการแพร่เป็นคลัสเตอร์ใหญ่ หรือสามารถติดเชื้อได้แม้ว่าฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อมาแล้ว ขณะนี้มีอยู่ 5-6 สายพันธุ์ที่ต้องจับตา เช่น BA.2.12.1, BA.2.9.1, BA.2.11, BA.2.13 ซึ่ง BA.4 BA.5 รวมอยู่ในนั้นด้วย ทั้งนี้ โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.2.12.1 ที่มีเป็นข่าวในสหรัฐอเมริกาขณะนี้ก็เริ่มลดลง ซึ่งประเทศไทยก็พบประปราย
นพ.ศุภกิจกล่าวว่า สำหรับ BA.4 และ BA.5 พบมีการกลายพันธุ์ในตำแหน่งยีนที่ L425R ซึ่งเหมือนที่พบในเดลตามาก่อน จากหลักการจึงคาดว่าจะมีผลและมีความอันตรายต่อปอดมากขึ้น จึงมีความวิตกกังวลมากขึ้น เนื่องจากโอมิครอนเดิมก็แพร่เร็วอยู่แล้ว และหากมีความรุนแรงของเดลตาก็น่าจะมีปัญหาขึ้นได้ แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นการสันนิษฐานจากตำแหน่งพันธุกรรมอยู่ อย่างไรก็ตาม BA.4 และ BA.5 มีตำแหน่งพันธุกรรมบางจุดที่ต่างกัน แต่ไม่ได้ส่งผลในเรื่องของความรุนแรงที่มากขึ้น
“สถานการณ์ทั่วโลกในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกพบว่า BA.5 น่าจับตาใกล้ชิดมากกว่า BA.4 เพราะพบการติดเชื้อในสัดส่วนที่มากขึ้น โดย BA.5 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 16 เป็นร้อยละ 25 ส่วน BA.4 ลดจากร้อยละ 16 เหลือร้อยละ 9 ฉะนั้นภาพรวมของโลกมี BA.4 ลดลง ขณะที่ BA.5 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอีกไม่นานก็จะกลายเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย” นพ.ศุภกิจกล่าว
อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่า สำหรับการพบ BA.4 และ BA.5 นั้น ในประเทศไทยรายแรกในกลางเดือนเม.ย.2565 ข้อมูลตรวจสายพันธุ์ ระหว่างวันที่ 18-22 มิ.ย. ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจทั้งหมด 396 ตัวอย่าง สัดส่วนที่พบสายพันธุ์ BA.4 และ BA.5 พบมากในผู้ที่เดินทางเข้าประเทศ ร้อยละ 72.7 พบในประเทศ ร้อยละ 27.3 ฉะนั้นต้องดูอีก 2-3 สัปดาห์ ถึงจะเห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจริงในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม กรมวิทยาศาสตร์ฯ จะสุ่มตรวจสายพันธุ์ในผู้เดินทางเข้าประเทศ ชายแดน ผู้ที่มีอาการรุนแรง และคลัสเตอร์แปลกๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง
วันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศใช้ข้อกำหนด ออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 46) ลงวันที่ 23 มิ.ย. 65 คำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ 12/2565 ลงวันที่ 23 มิ.ย. 65 เรื่อง พื้นที่สถานการณ์ที่กำหนดเป็นพื้นที่เฝ้าระวังตามข้อกำหนดฯ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และคำสั่ง ศบค.ที่ 13/2565 ลงวันที่ 23 มิ.ย.65 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย.65 เป็นต้นไป ลงนามโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม
ทั้งนี้ สาระสำคัญคือการผ่อนคลายข้อปฏิบัติในการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าให้เป็นการปฏิบัติโดยความสมัครใจ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวหลังถูกถามเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า อ่านกันหรือยังว่าทุกอย่างเขียนไว้อย่างไร อยากให้สื่อไปทำความเข้าใจกันก่อนแล้วค่อยมาถามว่าออกมาเพื่อความมุ่งหมายอะไร และอะไรคือสาระสำคัญ แล้วมาตรการที่ว่ามีปัญหาอย่างไร ออกมาเพื่อใคร
“ผมเชื่อว่ารอบคอบแล้วถึงได้ประกาศออกมา เพราะเป็นเรื่องของความเดือดร้อนและความจำเป็น อย่าให้มีปัญหาทุกเรื่อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ฝากถึงประชาชนพิจารณาใช้ประโยชน์ด้านสุขอนามัยของการสวมหน้ากากอนามัย แม้ให้ผ่อนคลายสวมหน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นไปตามความสมัครใจมีผลแล้ว การสวมหน้ากากอย่างถูกวิธีตามข้อแนะนำของ สธ. ก็ยังคงมีประโยชน์ด้านสุขอนามัยในการป้องกันการแพร่และการรับเชื้อ
ขณะที่นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับการสั่งการและประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ได้สั่งการและประสานไปยังผู้ว่าฯ ทุกจังหวัดและผู้ว่าฯ กทม. ได้ทราบและถือปฏิบัติตามข้อกำหนดฯ ประกาศดังกล่าวแล้วรวมทั้งให้บูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัด เร่งชี้แจง ประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วนได้ทราบถึงแนวการปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย
ด้าน น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า แม้จะผ่อนคลายการสวมหน้ากากอนามัย แต่ในส่วนของสถานศึกษายังให้ยึดแนวปฏิบัติของ สธ. ซึ่งหากจัดการเรียนการสอนในสถานที่ปิด ก็ยังจำเป็นจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ แต่หากมีการจัดกิจรรมในที่โล่งแจ้ง ก็สามารถผ่อนปรนการสวมหน้ากากได้ ทั้งนี้ ตนยังเป็นห่วงเด็กเล็ก เนื่องจากเป็นกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ได้
ด้าน บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส แจ้งว่า แม้มีการประกาศผ่อนคลายข้อปฏิบัติในการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าทั่วราชอาณาจักร หลังสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ปัจจุบันได้คลี่คลายและมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารส่วนรวม รถไฟฟ้าบีทีเอสยังคงกำหนดให้มีการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาการใช้บริการ
ที่ จ.ขอนแก่น แม้จะมีประกาศไม่บังคับการสวมใส่หน้ากากอนามัยแล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ยังสวมใส่หน้ากากอนามัยกันอยู่ โดย น.ส.วัลยา ภูงาม อายุ 35 ปี ชาว จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วเพื่อความปลอดภัยยังคงขอสวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างนี้ต่อไป ทั้งในพื้นที่โล่ง พื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ปิด เนื่องจากยังคงเน้นหนักในเรื่องของการรักษาสุขภาพและปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุขอย่างเข้มงวด ซึ่งแม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง และเข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในเดือน ก.ค.ตามที่รัฐบาลกำหนด
“ครอบครัวเราอยู่ด้วยกันหลายคน มีผู้สูงอายุหลายท่าน ที่ผ่านมาการปฏิบัติตัวในการป้องกันและเฝ้าระวังจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกคนในบ้านได้ดำเนินการมาอย่างเข้มงวด ทั้งการสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การตรวจคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ การล้างมือบ่อย รวมไปถึงการเว้นระยะห่างและการไม่รับประทานอาหารร่วมกัน ดังนั้นแม้วันนี้มาตรการต่างๆ จะผ่อนคลายลง ครอบครัวก็ยังคงชีวิตแบบวิถีใหม่นิวนอร์มอลอย่างเข้มงวดเช่นเดิม เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง” ชาวขอนแก่นระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

