สภามีมติ 266 ต่อ 174 เสียง คว่ำญัตติด่วนขอตั้ง กมธ.ศึกษาปัญหาดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ชงส่งต่อให้ ครม.พิจารณา หลัง "อภิสิทธิ์" ยกเหตุผล 5 ข้อ ควรตั้ง กมธ.วิสามัญฯ บอกดึงดันได้ไม่คุ้มเสีย ชี้น่ากลัวสุดกระทบความมั่นคง เสี่ยงหากทะเลจีนใต้กลายเป็นสมรภูมิขัดแย้งกระทบไทยแน่ "เท้ง" แนะศึกษาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้แทน ตรงตามการใช้ชีวิตคนใต้มากกว่า "ทวี" หวั่นเอื้อกลุ่มทุนผูกขาด
ที่รัฐสภา วันที่ 29 พ.ค.2569 เวลา 10.35 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงโครงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์) ทั้ง 5 ญัตติ ต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 28 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว โดยเป็นการสรุปญัตติก่อนลงมติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สรุปญัตติว่า สภาจะต้องมีกลไกเข้ามาทำการศึกษาและติดตามในโครงการแลนด์บริดจ์ ปัญหาของโครงการแลนด์บริดจ์มีมูลค่ามากที่สุดโครงการหนึ่งในประวัติศาสตร์ คือ 1 ล้านล้านบาท ประเด็นหลักที่จะเกิดปัญหามี 5 ประเด็น
1.ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ความเชื่อแลนด์บริดจ์จะลดระยะเวลาเดินเรือจากผ่านช่องแคบมะละกาประมาณ 4 วัน ประหยัดทั้งเวลาและเงินไม่เป็นความจริง เพราะไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการของการขนของลงจากเรือขึ้นลงรถไฟทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งไม่ใช่การประหยัดเวลา ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ 2.ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างละเอียดถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือถ้ามีการศึกษาก็ได้ถูกโต้แย้งจากนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและทุนทางวัฒนธรรมด้วยเสียงเอกฉันท์ 3.มายาคติที่ว่าเราจะไปทดแทนช่องแคบมะละกา แล้วยังมีมายาคติว่า ถ้าไม่มีโครงการนี้หรือถ้าไม่มีโครงการเอสซีซีหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้แล้วพี่น้องชาวใต้จะไม่สามารถลืมตาอ้าปาก ไม่สามารถพัฒนา ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นพื้นที่ซึ่งจะมีรายได้ดีและคุณภาพชีวิตที่ดีได้
4.โครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้น และรัฐบาลมีแนวคิดว่าในที่สุดการผลักดันเรื่องนี้จำเป็นจะต้องอาศัยรูปแบบของการให้เอกชนเข้ามาลงทุน หรือที่เรียกว่า PPP หมายความว่าต้องมีการเสนอเงื่อนไขที่พิเศษมากๆ จึงจะดึงดูดต่างชาติหรือใครก็ตามที่จะมาลงทุนในโครงการแบบนี้ และ 5.เหตุผลที่น่ากลัวคือปัญหาความมั่นคง หากจะดันจุดนี้ให้เป็นจุดยุทธศาสตร์จริงๆ ขอให้ไปดูประวัติศาสตร์ ช่องแคบหลายๆ แห่งที่กลายเป็นสมรภูมิการรบ ซึ่งสถานการณ์นี้ล่อแหลมกว่าในอดีต เพราะปัจจุบันกลายเป็นว่าหากมหาอำนาจคือสหรัฐกับจีนขัดแย้งกัน จุดที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือทะเลจีนใต้ ดังนั้นหากโครงการนี้เดินหน้าขึ้นมา และมีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้เมื่อไหร่ จะต้องยึดตรงนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ทั้ง 5 เหตุผลดังกล่าวสำหรับผมเพียงพอที่จะปฏิเสธและตั้งหลักกันใหม่ ในการสร้างโอกาสให้กับชาวใต้จริงๆ หาก สส.มั่นใจจริงๆ ว่ามีเหตุผลมาหักล้างเพื่อนสมาชิกฝั่งที่ได้อภิปรายไป ทำไมไม่ตั้งคณะ" หัวหน้าพรรค ปชป.ระบุ
เวลา 10.55 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) สรุปปิดญัตติว่า การพิจารณาและสื่อสารเรื่องนี้อย่างรอบด้านคงไม่ใช่แค่เราต้องการหาคำตอบว่าจะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่ หรือจะทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor หรือ SEC) หรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญมากกว่าคือยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคใต้อย่างยั่งยืนจะมีหน้าตาแบบไหน อยากถามนายกฯ ว่าก่อนที่ท่านจะตัดสินใจทำโครงการดังกล่าว ท่านได้ฟังเสียงสมาชิกเพื่อนร่วมพรรคของท่านอย่างถ้วนถี่แล้วหรือไม่
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ที่ดีกว่าโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ SEC คือข้อเสนอในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจชีวภาพภาคใต้ (Southern Biodiversity Regeneration Corridor หรือ SBRC) คือการเอาต้นทุนที่ภาคใต้มีดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนทางวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ มาเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของเรา โดยกรอบการพัฒนา SBRC แตกต่างจาก SEC คือไม่ต้องออกกฎหมาย รวบอำนาจกฎหมายกลางมาละเว้นกฎหมายอีกหลายฉบับ
ทั้งนี้ แบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.ความมั่นคงในที่ดิน 2.เกษตรกรเพิ่มมูลค่าเกื้อกูลชีวภาพ 3.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ 4.ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและนิเวศ และ 5.บริการสาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิต ที่จะเป็นการลงทุนในด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น น้ำประปาดื่มได้ การศึกษาที่มีคุณภาพ ระบบการรักษาที่ดี เมื่อลองทำตัวเลขเบื้องต้น ลงทุน 5 แสนล้านบาท สร้างการเติบโต จีดีพี 4% ต่อปี ลดภาระหนี้สิน 30% ยกระดับรายได้ ดังนั้นขอสภาได้ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาเนื้อหาดังกล่าวด้วย
ต่อมาเวลา 11.10 น. นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวสรุปญัตติว่า โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการที่เป็นยาวิเศษจะแก้ปัญหาทุกปัญหาของประเทศไทยให้หายในชั่วข้ามคืน แต่คือทางออกและประตูบานใหม่ที่ดีที่สุดในรอบหลายสิบปีที่ประเทศไทยต้องเลือกเดิน ทางด้านเศรษฐกิจ ที่ สส.หลายคนได้พูดถึงประโยชน์ของแลนด์บริดจ์ ทั้งการสร้างงานมากกว่า 2.8 แสนอัตรา หรือการเพิ่มจีดีพีให้ประเทศถึง 1.5% ต่อปี และยังมีการดึงเงินลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการยกระดับให้ประเทศเป็นฮับการเดินเรือและโลจิสติกส์ของอาเซียน
"โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่โครงการของภาคใต้เพื่อผลประโยชน์ของคนใต้ แต่คืออนาคตทางเศรษฐกิจของพวกเราทุกคน ทุกภาค ทุกช่วงวัย คำถามของเราในวันนี้ไม่ใช่ว่าเราควรทำหรือไม่ แต่เราจะทำอย่างไรให้โครงการแลนด์บริดจ์ประสบความสำเร็จและเกิดผลประโยชน์ที่สูงที่สุดให้กับประชาชนทุกคน” สส.พรรค ภท.ระบุ
จากนั้นเวลา 11.18 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ อภิปรายว่า จากการอภิปรายที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ามีการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์มาก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นการศึกษาจากคนละขั้วความเห็น กลุ่มที่เป็นนักวิชาการหรืออาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างก็ไม่เห็นด้วย แต่กระทรวงคมนาคมกลับเห็นด้วยกับผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ตนอยากให้รัฐบาลนำข้อมูลและข้อเสนอที่ฝ่ายสำนักวิชาการของรัฐสภาศึกษามาเตือนสติต่อคณะกรรมการที่นายกฯ ลงนามแต่งตั้งเพื่อศึกษาโครงการนี้
พ.ต.อ.ทวีเสนอว่า 1.รัฐบาลควรดำเนินการภายใต้แนวคิด “คิดช้า ทำเร็ว” ไม่ควรเร่งรัดผลักดันโครงการ เพื่อให้เกิดการลงทุน ไม่อย่างนั้นคนที่จะได้ทุน จะเป็นกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เคยได้สัมปทานผูกขาดจากโครงการก่อสร้างของรัฐบาลที่ผ่านมา 2.รัฐบาลควรนำผลการศึกษามาสรุป พิจารณา และเปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อให้เกิดความแตกต่างกันที่สุด 3.ไม่ควรกำหนดโครงการแลนด์บริจด์เป็นเป้าหมายหลักตั้งแต่ต้น แต่ควรวางตำแหน่งยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในบริบทเศรษฐกิจโลกว่าไทยควรเชื่อมโยงกับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างไร ไม่ใช่เอาโครงการก่อสร้างมานำหน้า
"บทเรียนความผิดพลาดของรัฐบาลในอดีต ที่มอบให้ข้าราชการและกระทรวงคมนาคมรับผิดชอบในโครงการขนาดใหญ่ คือกรณีรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน จำนวนเงินกว่า 170,000 ล้านบาท มีทั้งหมด 14 สัญญา แต่ปรากฏว่าในระหว่างการก่อสร้างกลับไปออกแบบทับซ้อนกับโครงการรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน จนทำให้ทุกวันนี้ยังสร้างไม่ได้ หรือแม้แต่การก่อสร้างในช่วงจังหวัดอยุธยา องค์การยูเนสโกก็ได้ทำหนังสือว่าเป็นการสร้างทับบนพื้นที่มรดกโลก ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการเชื่อความคิดของคนที่รับคำสั่งจากรัฐบาล" พ.ต.อ.ทวีกล่าว
หัวหน้าพรรคประชาชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนพยายามที่จะคิดว่าคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้บ้างหรือไม่ แต่พบว่าไม่สักนิดเลย เพราะเราไม่ได้มีการตั้งเป้าวางยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน และตนเชื่อว่าวันนี้ประชาชนตื่นรู้แล้ว และคงไม่ให้ผู้มีอำนาจเอาอิทธิพลและผลประโยชน์มาใช้ในการศึกษาโครงการนี้
จากนั้นหลังสมาชิกอภิปรายสรุปญัตติเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้ลงมติ เนื่องจากมีความเห็นแตกต่างกัน ระหว่างการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กับเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา โดยผลการลงมติ เสียงข้างมาก 266 เสียง เห็นด้วยกับการเสนอความเห็นให้ ครม.พิจารณา ไม่เห็นด้วย 174 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง จึงถือว่าสภามีมติส่งญัตตินี้ให้ ครม.พิจารณา.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไชยชนกลุยต่อ โครงการTH-AI ลั่นพร้อมให้คุ้ย
“ไชยชนก” ยันไม่ชะลอโครงการ “ไทย-เอไอ พาสปอร์ต” ลั่นใครจะตรวจสอบทำได้ทันที ชี้หากช้าประเทศเสียโอกาส
กกต.ไฟเขียวโหนคนดัง ‘โจ’ยิงบิลบอร์ดทั่วกรุง!
“กกต.” แจงเลือกตั้ง กทม.-พัทยา ใช้ภาพคนดัง-ผู้บริหารพรรคคู่ผู้สมัครในป้ายหาเสียงได้
มติสภาเมินส่งตัว‘ชนนพัฒฐ์’
มติสภาไม่ส่งตัว “ชนนพัฒฐ์” ให้ดีเอสไอ สส.ซีกรัฐบาล-กล้าธรรมโหวตอุ้ม
รับสิทธิไม่ถึง30ล้าน ‘คลัง’ยันจบแค่ไหนแค่นั้น/สภาได้ฤกษ์ถกญัตติใช้เงินกู้
“คลัง” ยันไม่ขยายเวลาลงทะเบียนรับสิทธิไทยช่วยไทยพลัส 60/40 เผยยอดล่าสุดอยู่ที่ 26 ล้าน
สภาอุ้ม 'ชนนพัฒฐ์' มติ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่ส่งตัวให้DSI
'ชนนพัฒฐ์' ลั่นพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่วอนเพื่อน สส. ยึดหลักการ รับหากปิดสมัยประชุมแล้วก็หนีไม่รอด ก่อนสภาฯ มีมติ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่ส่งตัวให้ดีเอสไอ
สภาข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง โหวตคว่ำ 'กมธ.แลนด์บริจด์'
มติสภาฯข้างมาก 266 ต่อ 174 เสียง โหวตไม่เห็นด้วย ตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษา 'แลนด์บริจด์' แค่ส่งความเห็นให้ ครม. พิจารณา

