สั่งฟ้องชัยวัฒน์ จงใจอุ้มฆ่าบิลลี่ พ่วงฟันผิด157!

“สิงห์ชัย” อัยการสูงสุดชี้ขาด สั่งฟ้อง "ชัยวัฒน์" อุ้มฆ่าโดยไตร่ตรอง “บิลลี่” เตรียมส่งอัยการคดีพิเศษ  1 นัดตัวส่งฟ้องศาล พร้อมฟันซ้ำมาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน  อัยการสูงสุด (อสส.) ยอมรับว่าได้มีคำสั่งชี้ขาดความเห็นแย้งให้ฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวก รวม 4 คน ฐานร่วมกันฆ่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก บางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ขณะที่นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า อสส.มีคำสั่งฟ้องคดีจริง โดยขั้นตอนหลังจากนี้สำนวนได้ถูกส่งมายังนายพรชัย ชลวาณิชกุล   อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ โดยอธิบดีจะจ่ายสำนวนไปให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษ1 เพื่อออกหมายนัดตัวนายชัยวัฒน์กับพวก ผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลต่อไป

สำหรับคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องนายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1, นายบุญแทน บุษราคำ ผู้ต้องหาที่ 2, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศ ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาที่ 4 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้, ร่วมกันโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวถูกกักขังหรือต้องปราศจากเสรีภาพในร่างกายนั้นถึงแก่ความตาย,  ร่วมกันโดยทุจริตหรืออำพรางคดีกระทำการใดๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพ ก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 249 (4) (7), 309 และ  310, พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2526 มาตรา 4, พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 4, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทวิ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 21)  พ.ศ.2542 มาตรา 5

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วง ม.ค.63 อัยการสำนักงานคดีพิเศษ 1 มีคำสั่งไม่ฟ้องหลายข้อหา ในคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสำนวนคดีอาญาให้สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด พิจารณาคดีระหว่าง น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ กับพวกรวม 2 คน ผู้กล่าวหา นายชัยวัฒน์และพวกทั้ง 4 ราย โดยขณะนั้น นายฐาปนา  ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ได้จ่ายสำนวนให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 พิจารณาตั้งคณะทำงาน ซึ่งคณะทำงานพิจารณาสำนวนแล้วเห็นว่า ข้อหาเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  คณะทำงานเห็นว่าพยานหลักฐานพอฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4  จึงเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1-3 และสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุน ส่วนข้อกล่าวหาอื่น คณะทำงานเห็นว่าคดีไม่มีประจักษ์พยานและพยานแวดล้อมใดๆ เพียงพอเชื่อมโยง จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง และข้อหาร่วมกันฆ่าบิลลี่ คณะทำงานเห็นว่าในชั้นนี้พยานหลักฐานไม่พอฟ้อง จึงเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งสี่เช่นกัน ซึ่งต่อมาอธิบดีดีเอสไอมีความเห็นแย้งคำสั่งของอัยการสำนักงานคดีพิเศษ  1 ตามขั้นตอนจึงต้องส่งให้ อสส.ชี้ขาดในครั้งนี้

นายประยุทธกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้อัยการคดีพิเศษเคยมีความเห็นสั่งฟ้องคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา  157 และฐานสนับสนุนกับผู้ต้องหาที่ 4 ไปเเล้ว ส่วนข้อหาอื่นที่อัยการสั่งไม่ฟ้อง อธิบดีดีเอสไอแย้ง ต่อมานายสิงห์ชัยก็ชี้ขาดเห็นแย้งให้ฟ้อง 4 ข้อหาตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น และสั่งไม่ฟ้องข้อหาร่วมกันปล้นทรัพย์ มาตรา  340 ประกอบ 83 ไม่ฟ้องร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ตามมาตรา 147 ประกอบ 83 เจ้าพนักพนักงานปล้นทรัพย์ เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำเเหน่งหน้าที่โดยมิชอบ 148 (83) ส่วนผู้ต้องหาที่ 4 ก็ไม่ผิดตามมาตรา 148 ฐานสนับสนุน ไม่ฟ้องกรรโชกทรัพย์ ตามมาตรา 337 โดยในคำชี้ขาดของ อสส.ระบุชัดเจนให้ดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งหลังจากนี้หากอัยการสำนักงานคดีพิเศษร่างฟ้องเสร็จก็จะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่มิชอบ และข้อหาที่ อสส.ชี้ขาดฟ้องคดีต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง