สภาล่มพ่นพิษ‘เดียร์’ไขก๊อก

ใช้สิทธิเลือกตั้ง

ประธาน กกต.ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานชวนแล้ว ระบุเสียงส่วนใหญ่ชี้กฎหมายพรรคการเมืองไร้ข้อทักท้วง แต่เสียงส่วนน้อยข้องใจ 3 มาตรา “นิกร” คาด กม.เลือกตั้ง ส.ส.น่าจะฉลุย เพราะใช้ถ้อยคำ กกต. 100% สภาล่ม!พ่นพิษ มาดามเดียร์ขอไขก๊อกพ้น ส.ส.และสมาชิก พปชร. บอกรับไม่ได้เรื่องเล่นการเมือง “ธนกร” น้ำตาคลอต้องพ้นเก้าอี้โฆษกรัฐบาลไปเสียบแทน “อุ๊งอิ๊ง” นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 93 รายใน 17 จังหวัด “หมอชลน่าน” โวกวาดเก้าอี้เกิน 100 “ประเสริฐ” ภาพรวมมากกว่า 250 ที่แน่ ยันเปิดแคนดิเดตนายกฯ 3 ชื่อ

เมื่อวันอังคารที่ 16 สิงหาคม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ ลต 0015/11325 ส่งถึงนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง (ฉบับที่ ..) พ.ศ..... ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว โดยมีใจความสำคัญว่า ตามหนังสือที่อ้างอิงได้แจ้งจัดส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวต่อ กกต. เพื่อให้ความเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 นั้น กกต.เสียงข้างมากไม่มีข้อทักท้วงต่อร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่อย่างใด อนึ่ง กกต.เสียงข้างน้อยมีข้อทักท้วงว่า ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 มาตรา 90 และมาตรา 258 (ก) (2) เนื่องจากสมาชิกพรรคการเมืองไม่มีส่วนร่วมพิจารณาด้วยอย่างแท้จริง

ขณะที่นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชพน.) และอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวถึงขั้นตอนต่อไปว่า ประธานรัฐสภาต้องส่งให้นายกรัฐมนตรีภายใน 3 วัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งนายกฯ ต้องพักร่างกฎหมายไว้ 5 วันตามรัฐธรรมนูญ หากมีสมาชิกรัฐสภาเข้าชื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ โดยมาตราที่ กกต.เสียงข้างน้อยทักท้วงนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อหาผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคการเมือง ซึ่งยืนยันว่า กมธ.พิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่มีประเด็นขัดรัฐธรรมนูญ

นายนิกรยังกล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส. ) ฉบับที่... พ.ศ.... ว่าประธานรัฐสภาส่งให้ กกต.แล้ว เชื่อว่า กกต.จะตอบกลับมาในลักษณะเดียวกัน คือไม่ทักท้วงทุกมาตรา เพราะร่างดังกล่าวเป็นฉบับของ กกต. และทุกคำเป็นของ กกต.เสนอมา การตอบกลับจึงจะไม่มีเสียงข้างน้อยด้วยซ้ำ เพราะมาจาก กกต.ทุกถ้อยคำทุกมาตรา

สำหรับประเด็นองค์ประชุมสภาล่มในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมปฏิเสธแสดงความเห็น โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “การเมืองผมไม่มีคำตอบอะไรทั้งสิ้น เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องในสภา ก็เป็นเรื่องของประธานสภาฯ และรัฐสภา ซึ่งนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภาก็ตอบไปแล้ว”

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า เคยพูดแล้วเรื่องหาร 100 หรือ 500 ถือว่าเป็นเรื่องเด็กๆ และไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยหลักการคณิตศาสตร์เท่านั้นเอง ยืนยันไม่ได้มีใครสั่ง ส่วนเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบของพรรคการเมืองว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ มันก็พอมองเห็น แต่ยังไม่ควรจะพูดวันนี้

ยันหาร 100 ไม่เกี่ยวบิ๊กป้อม

ผู้สื่อข่าวถามถึงมีกระแสข่าวว่าการกลับไปใช้สูตรหารด้วย 100 เพื่อสนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และหัวหน้าพรรค พปชร. ขึ้นเป็นนายกฯ ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันได้ แต่ความจริงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นคนละเรื่องกัน ทุกพรรคการเมืองก็ต้องหาเสียง อย่างกลอนพาไปอย่างไรบ้างที่จะผลักดันหัวหน้าพรรคของเขา เป็นเรื่องการเมืองช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ก็พูดกันไป แต่ข้อเท็จจริงจะควรหรือไม่ทุกคนก็ทราบดี

ส่วนนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) และรองหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าวว่า การทำหน้าที่ของ ส.ส.และ ส.ว.เป็นเอกสิทธิ์ รวมถึงการไม่เข้าร่วมประชุมก็เป็นเอกสิทธิ์ ซึ่งพรรคไม่มีมติหรือคำสั่งในเรื่องนี้ว่าไม่ให้เข้าประชุม และ พล.อ.ประวิตรก็ไม่ได้สั่งการเรื่องนี้ มีแต่การคาดเดากันไปเอง แต่ยอมรับว่า ส.ส.และ ส.ว. มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้ว่าบางคนไม่เห็นด้วยกับการหาร 500 เพราะเกรงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญ โดยอาจงดออกเสียงหรือโหวตให้ตกในวาระ 3 ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญก็จะมีปัญหา เพราะต้องเสนอกฎหมายเลือกตั้งกันใหม่ ต้องใช้เวลาหลายเดือน อาจไม่ทันสมัยประชุมนี้หรือไม่ทันในปีนี้ ส.ส.และ ส.ว.ส่วนใหญ่จึงเห็นว่าจะไม่เข้าพิจารณาเพื่อให้กฎหมายไม่ผ่านในกรอบ 180 วัน แล้วใช้ร่างที่ กกต.เสนอผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งถือว่าเป็นร่างที่เป็นกลางแน่นอน เพราะไม่ใช่ร่างที่ฝ่ายการเมืองใดฝ่ายการเมืองหนึ่งเสนอ และจะเร็วกว่าการให้กฎหมายไปถึงวาระ 3 และโหวตไม่ผ่าน

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาที่พรรคเพื่อไทย (พท.) และ พปชร.ร่วมมือกันเพื่อให้กฎหมายไม่ผ่าน นายชัยวุฒิกล่าวว่า ไม่มีใครสั่งใคร ไม่มีคำว่าเผด็จการรัฐสภา เพราะ ส.ส.และ ส.ว.มีอิสระในการทำงาน และมองว่าจบแบบนี้ดีกว่า เพราะกฎหมายเลือกตั้งได้ประกาศใช้เร็วขึ้น วิธีนี้จะมีกฎหมายออกมาเร็วกว่า นี่คือความเห็นของเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่เผด็จการอยากให้พูดด้วยเหตุด้วยผล ไม่มีการเมืองเลย นี่คือวิธีที่ดีที่สุดหากเราคิดว่าหาร 500 มีปัญหา

 “เรื่องนี้ไม่ใช่เกม สิ่งที่ ส.ส.และ ส.ว. ตัดสินใจ เพราะเขาเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้ได้กฎหมายเลือกตั้งเร็วกว่า อยากให้เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เกมการเมือง” นายชัยวุฒิกล่าว

ขณะเดียวกัน น.ส.วทันยา บุนนาค ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. หรือมาดามเดียร์ ได้ประกาศลาออกจากสมาชิกพรรค พปชร. ผ่านเฟซบุ๊ก โดยให้เหตุผลว่า เมื่อสภาควรเป็นที่พึ่งให้ประชาชน กลับเล่นเกมการเมือง ทำลายศรัทธาประชาชน ไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ของประชาชนที่ฝากความหวังให้ ส.ส.ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้ว ผู้แทนปวงชนก็ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ จึงตัดสินใจลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่และการเป็นสมาชิกพรรค พปชร.

 “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ทำให้ประชาชนเกิดข้อกังขาว่ารัฐสภายังคงเป็นที่พึ่งให้แก่ประชาชนได้อยู่หรือไม่ ในฐานะ ส.ส. จึงไม่อาจปฏิเสธถึงข้อกังขาศรัทธาประชาชนที่มีต่อรัฐสภา ไม่จำเป็นว่าเราต้องเป็นฝ่ายไหนหรือสังกัดพรรคใด เมื่อสภาไม่สามารถตอบสนองเจตนารมณ์ของประชาชนที่ฝากความหวังให้ ส.ส.ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถแล้ว ผู้แทนประชาชนก็ไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบ” น.ส.วทันยาโพสต์ไว้

ทั้งนี้ การลาออกของ น.ส.วทันยา ทำให้ต้องเลื่อน ส.ส.บัญชีรายชื่อขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นรายชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการแต่งตั้ง โฆษกรัฐบาลคนใหม่ว่า "เป็นเรื่องของผม ตอนนี้ก็ทำงานได้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร" ซึ่งเมื่อนายกฯ พูดถึงเรื่องดังกล่าว ทำให้นายธนกรที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับยิ้ม

'ธนกร'น้ำตาคลอ

ด้านนายธนกรกล่าวในเรื่องนี้ว่า ต้องไปดูกระบวนการของสภาว่าเป็นอย่างไร แต่ตลอดเวลาที่ได้ทำงานในฐานะโฆษก และทำงานร่วมกับ พล.อ.ประยุทธ์ มีความสุข นายกฯ ได้ให้ความไว้วางใจในการทำงานด้วยดีมาโดยตลอด ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์ ต้องขอขอบคุณนายกฯ และรัฐมนตรีทุกท่าน โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และนายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯ และรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ทั้งสองคน รวมถึงสื่อมวลชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ พร้อมทำงานในทุกตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย  

เมื่อถามว่า จะชัดเจนเกี่ยวกับการไปเป็น ส.ส.เมื่อใด นายธนกรกล่าวว่า ต้องรอกลไกของสภา แต่คิดอยู่เสมอว่าบัญชีรายชื่อ ส.ส.ของพรรคใกล้ที่ถึงตนเองแล้ว คิดไว้ล่วงหน้าแล้ว และปรึกษาผู้ใหญ่ที่นับถือ และได้หารือกับนายกฯ ได้เรียนกับท่านแล้วว่ายินดีที่จะทำงานให้ พล.อ.ประยุทธ์เสมอไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งไหน ซึ่งนายกฯ อวยพรให้โชคดี ขอให้ประสบความสำเร็จในทุกตำแหน่งที่ตั้งใจทำงานให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายธนกรพูดถึงตรงนี้ ได้มีน้ำเสียงสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด และเป็นที่สังเกตได้ว่ามีอาการน้ำตาคลอเบ้าตลอดเวลา ก่อนกล่าวว่า ซึ้งใจในน้ำใจของนายกฯ มาก เรื่องการทำงานท่านก็เมตตาและไว้วางใจ ผูกพันเยอะ เป็นผู้ใหญ่ที่จะรักและเคารพตลอดไป 

นายสมศักดิ์กล่าวประเด็นนี้ว่า ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เพราะไปทำงานต่างจังหวัด และยังไม่ได้คุยกับนายธนกร ส่วนคำแนะนำนั้น ก็อยากให้ช่วยนายกฯ ก็ดีอยู่แล้ว เพราะตอนนี้ทำหน้าที่ได้ดีมาก ทุกคนก็ชื่นชมเขา แต่หากนายธนกรตัดสินใจไปดำรงตำแหน่งอื่น ก็ต้องถามว่าใครจะเป็นโฆษกรัฐบาลให้นายกฯ ได้ ไม่น่าจะไปเปลี่ยนทิศทาง เพราะเวลาในการเป็น ส.ส.ก็เหลือเพียง 6-7 เดือน มันน้อยมาก แต่ถ้ามีเวลาให้เขาเป็น ส.ส. 2-3 ปีคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อยู่ตรงนี้สามารถทำงานได้มากกว่า แต่หากเป็น ส.ส.จะปิดสภาอยู่แล้ว

ส่วนนายชัยวุฒิกล่าวว่า หากนายธนกรตัดสินใจรับตำแหน่ง ส.ส. ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งโฆษก เพราะไม่สามารถควบทั้งสองตำแหน่งได้ ซึ่งตำแหน่งโฆษกที่ว่างลงไม่น่ามีปัญหา เพราะเป็นเรื่องของนายกฯ ที่ต้องไปหารือกับผู้ใหญ่ เพื่อหาบุคคลที่เหมาะสมมาทำหน้าที่แทน ส่วนเหตุผลที่ น.ส.วทันยาลาออกนั้น ไม่ทราบแต่เชื่อว่าคงไม่ลาออกเพราะเรื่องสภาล่ม เพราะมันคนละเรื่องกัน เขาอาจมีเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอะไร และตอนนี้เห็นมีการตั้งพรรคการเมืองใหม่หลายพรรค อาจไปอยู่พรรคใหม่ก็ได้ใครจะไปรู้ ให้เราดูแล้วกัน

ด้าน พล.อ.ประวิตรเดินทางเข้าประชุม ครม.ด้วยสีหน้าเรียบเฉย โดยปฏิเสธตอบทุกคำถาม ทั้งกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค พปชร. เตรียมฟ้องนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่โพสต์เฟซบุ๊กว่าพรรค พปชร.เป็นต้นตอทำสภาล่ม รวมถึงกรณีที่ น.ส.วทันยาลาออก

จุติปัดข่าวย้ายพรรค

วันเดียวกัน ยังคงมีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งในเรื่องการย้ายพรรคและการเปิดตัวว่าผู้สมัคร ส.ส. โดยนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีการกลับมาใช้สูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อหาร 100 จะตัดสินใจทางการเมืองอย่างไรหลังมีกระแสข่าวจะย้ายพรรค ว่าอย่าเพิ่งพูดถึงปัญหาเรื่องการเมือง ขอเร่งสร้างบ้านให้ประชาชนก่อน และยืนยันว่าไม่มีมูล พร้อมกับหัวเราะก่อนเดินเข้าห้องประชุม ครม.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกระแสข่าวตระกูลสะสมทรัพย์ของจังหวัดนครปฐมจะย้ายออกจากพรรค ว่ากระแสก็คือกระแส แต่แน่นอนว่าช่วงใกล้เลือกตั้งก็เปรียบเหมือนช่วงฤดูโยกย้ายของวงการกีฬา ซึ่งท้ายที่สุดตอนจบจะเซ็นสัญญากับใครก็ต้องดูกันอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างน้อยเป็นสิ่งดีที่ทำให้เราทำงานได้โดยไม่ประมาท

ต่อมา นายอนุชา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรค ชทพ. ได้นำนายศุภโชค ศรีสุขจร หรือ ส.จ.ฟิล์ม มาสมัครเป็นสมาชิกพรรค ชทพ. พร้อมเปิดตัวเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครปฐม โดยมี น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา หัวหน้าพรรค ชทพ., นายวราวุธ และแกนนำพรรคให้การต้อนรับ

ส่วนที่บริเวณลานด้านหน้าพรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน ในฐานะหัวหน้าพรรค พท., น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยและประธานคณะที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรค พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค ส.ส.และสมาชิกพรรคจัดกิจกรรม “ม่วนซื่นโฮแซว เพื่อไทยตุ้มโฮม ชื่นมื่นสดใส เพื่อไทยรวมพล” เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ภาคอีสานของพรรค 93 คน ในพื้นที่ 17 จังหวัด จากทั้งหมด 20 จังหวัด 

น.ส.แพทองธารระบุว่า เสียงตอบรับที่คึกคักในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดี ทำให้เรามีกำลังใจ มีความหวัง หลังจากนี้พวกเราต้องทำงานหนัก เดินเข้าหาพี่น้องประชาชน สร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน และเพื่อบอกกับประชาชนว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมแล้วที่จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น ดีกว่าที่เป็นอยู่ และดีกว่า 8 ปีที่ผ่านมาที่ทำให้พี่น้องต้องมีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น 

โวกวาดเก้าอี้อีสานเกิน 100

นพ.ชลน่านกล่าวว่า มั่นใจมากในพื้นที่ภาคอีสานเหมือนครั้งแรกที่เราเป็นแชมป์ ครั้งที่แล้วเราตั้งไว้ 16 เขต แต่เราได้มา 84 แต่ครั้งนี้พื้นที่ภาคอีสานเพิ่มมาเป็น 132 เขต เราก็ยิ่งมั่นใจว่าของเดิมที่ภาคอีสานได้เกิน 100 และเท่าที่ประกาศวันนี้ 93 รายชื่อส่วนใหญ่เป็นคนที่เคยเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วนความมั่นใจใน ส.ส.ใหม่ที่เข้าแทนคนที่ถูกดูดไปแล้วหรือไม่นั้น ซึ่งถูกดูดไปส่วนหนึ่งไม่ถึงกับมาก แต่คนที่เราสรรหาหรือคัดเลือกมาเบื้องต้น เรามั่นใจ ซึ่งเมื่อดูศักยภาพและพื้นที่ รวมถึงดูการตอบรับจากประชาชนทำให้เราตัดสินใจประกาศตัว

“พื้นที่อีสานทั้งหมดเป็นพื้นที่เป้าหมายอยู่แล้ว โดยในรายจังหวัดเราก็ยิ่งเน้นเข้าไปเราจะไม่ตัดเสื้อโหลแน่นอน และจะดูแลในจังหวัดที่มีการแข่งขันเข้มข้น แต่เรามั่นในว่าในกระแสประชาธิปไตยขณะนี้ ประชาชนเริ่มเห็นแล้วว่าอะไรคืออะไร จากการทำงานของรัฐบาลที่ผ่านมา จากการที่รัฐมนตรีเข้ามาทำหน้าที่ เขาใช้กระสุนและอำนาจเงิน อำนาจรัฐเข้ามา แต่เรามั่นใจว่าด้วยนโยบาย ด้วยความหวัง ด้วยการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มข้น การสื่อสารทางการเมือง และการคาดหวังในตัวว่าที่นายกฯ ของเราที่จะมาทำหน้าที่นั้นจะช่วยกันกระสุนได้และสามารถต่อสู้กับกระสุนได้อย่างสบาย” นพ.ชลน่านกล่าว

ขณะที่นายประเสริฐกล่าวว่า เดิมเราเคยได้ถึงกว่า 100 เก้าอี้ในพื้นที่อีสาน แต่คราวนี้เราคาดหวังว่าจะได้มากกว่าเดิม แต่เอาภาพรวมของประเทศดีกว่า คือเราหวังไว้ว่าต้อง 250 บวกขึ้น 

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธารต้องลงพื้นที่ช่วยเป็นพิเศษในพื้นที่อีสานใต้หรือไม่ น.ส.แพทองธารกล่าวว่า ทุกๆ พื้นที่หากว่าที่ผู้สมัครสามารถจัดสรรเวลาให้พรรคได้อย่างไร ก็จะพยายามลงให้ได้มากที่สุดโดยไม่ได้ระบุที่ไหนเป็นพิเศษ และแน่นอนว่าอะไรที่สามารถทำได้ทุกคนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเลือกตัวผู้สมัคร โดยเราจะกระจายการลงพื้นที่เพื่อให้ได้ลงพื้นที่ให้ได้มากที่สุด

เมื่อถามว่า มั่นใจเรื่องแคนดิเดตนายกฯ ที่จะนำทัพชนะมีแววที่จะเปิดตัวแล้วหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า การเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ จะเป็นไปตามที่ได้นำเสนอไป คือเปิดหลังจากประกาศให้มีการเลือกตั้ง และยังยึดมั่นว่าเราจะเปิด 3 ชื่อ ฉะนั้นต้องรอสักนิด แต่มั่นใจมากว่าจะนำพรรคชนะการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า แสดงว่า น.ส.แพทองธารจะเป็นหนึ่งในแคนดิเดตใช่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า อยู่ที่ประชาชนและวันที่เราจะประกาศ

ขณะที่ศาลฎีกานัดพร้อมคู่ความในคดีหมายเลขดำที่ อม.18/2564 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องขอให้ศาลขอให้วินิจฉัยว่า น.ส.ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์ ส.ส.กรุงเทพ พรรค พปชร. (ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่) ผู้คัดค้าน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงกรณีเสียบบัตรแทนกันระหว่างการประชุมสภา โดยศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 12 ก.ย.
2565 เวลา 13.30 น. นัดไต่สวนพยานผู้ร้องวันที่ 28 พ.ย.2565 และไต่สวนพยานผู้คัดค้านวันที่ 30 พ.ย.2565 เวลา 09.30-16.30 น. ทั้งสองนัด

ส่วนที่ประชุม กกต.​มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามที่สำนักงาน กกต.เสนอไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่นายสมัย รามัญอุดม พร้อมพวกรวม 156 คน และนายถนอม แม่นสอน กับพวกรวม 130 คน ซึ่งอ้างว่าเป็นสมาชิกพรรค พปชร. ยื่นขอให้ตรวจสอบมติพรรค พปชร.เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2565 ที่ขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พร้อมพวกรวม 21 ราย ออกจากพรรคว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง