
"ศรภ.-ดีเอสไอ" เต้น! ลูกน้องร่วมก๊วนรีดเงินนายทุนจีนสีเทารับทำวีซ่าปลอมที่บ้านพักอดีตกงสุลนาอูรู พร้อมใจชิงปัดทำผิดส่วนตัวไม่เกี่ยวต้นสังกัด "ผบ.ทสส." สั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ขีดเส้น 5 วันรายงานผล "อธิบดีดีเอสไอ" โยน ตร.สอบเส้นทางรีดเงินส่งถึงใครบ้าง "เชียงใหม่" ลุยสางตั้งมูลนิธิผิด กม.
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. พล.ท.ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร และโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวถึงกรณีมีการออกหมายจับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191, ดีเอสไอ และทหาร รวม 16 นาย คดีเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านสาธร ที่มีการแอบอ้างว่าเป็นสถานกงสุลใหญ่นาอูรูประจำประเทศไทย โดยพบชาวจีนเข้า-ออกพลุกพล่าน และหนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องหาหนีคดีจากผับจินหลิง แต่ต่อมาได้ปล่อยตัวชาวจีน 11 คน แลกกับเงิน 20 ล้านบาทเพื่อไม่จับกุมดำเนินคดีว่า จากการตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่ทหารที่ปรากฏเป็นข่าวเป็นกำลังพลสังกัดศูนย์รักษาความปลอดภัยกอง (ศรภ.) จริง
"เบื้องต้น พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้รับรายงานในเรื่องดังกล่าวแล้ว และสั่งการให้หน่วยต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยด่วน และให้รายงานผลการสอบสวนต่อ ผบ.ทสส.ต่อไป" โฆษกกองทัพไทยระบุ
มีรายงานว่า ทาง ศรภ.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบทางวินัยทหารในสังกัด โดยให้ระยะเวลาสอบสวนประมาณ 5 วัน อย่างไรก็ตาม ในการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นการกระทำโดยพลการ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหน่วย และทางหน่วยไม่ได้ส่งนายทหารรัฐธรรมนูญไปดูในเรื่องนี้แต่อย่างใด
"เรื่องของคดีความนั้นเจ้าตัวต้องเป็นคนดำเนินการเอง เนื่องจากว่าไม่เกี่ยวข้องกับหน่วย เป็นการกระทำส่วนตัว และที่ผ่านมากองทัพมีกฎระเบียบในการออกไปปฏิบัติงานอยู่แล้ว" แหล่งข่าวจาก ศรภ.ระบุ
ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงคดีดังกล่าวเช่นกันว่า ขณะนี้มีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงไว้แล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งให้ออกจากราชการ คณะกรรมการฯ อยู่ระหว่างพิจารณา แม้ตำรวจจะออกหมายจับผู้ต้องหาแล้วก็ตาม
"เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ไปทำเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีคำสั่งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ และยังทราบว่าเป็นงานของ 191 ที่เป็นผู้ทำการขอหมายค้น และดีเอสไอชุดนี้เข้าไปร่วมสนับสนุน เพราะตามแผนการทำงานของดีเอสไอจะมีขั้นตอนการทำงานระบุไว้ชัดเจน เมื่อมีการทำงานนอกหน่วยต้องมีการเบิกอุปกรณ์ เช่น รถ อาวุธปืน คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่นๆ แต่ส่วนใหญ่หน่วยนี้จะเป็นหน่วยการข่าวกรอง ซึ่งจะมีการขอทำงานนอกสถานที่เป็นรอบๆ รอบละ 1 เดือน ยืนยันดีเอสไอไม่มีอำนาจในการค้นครั้งนี้ แต่เป็นหน้าที่ตำรวจ" นายไตรยฤทธิ์กล่าว
อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า สำหรับสถานที่ดังกล่าวดีเอสไอเคยได้หนังสือขอให้เข้าตรวจสอบ เพราะเคยเป็นบ้านพักกงสุลใหญ่นาอูรู แต่ทราบว่าปัจจุบันหมดสัญญาเช่า แต่กลับมีกลุ่มคนจีนเข้ามาเช่าสถานที่ดังกล่าว และแอบอ้างชื่อกงสุลใหญ่นาอูรูในการทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการทำเอกสารวีซ่าปลอมเพื่อพาคนเข้าประเทศ
"กรณีเงินที่กลุ่มผู้ต้องหาเรียกรับในวันก่อเหตุ เป็นหน้าที่ตำรวจตรวจสอบว่าเงินไปถึงใครบ้าง แต่ยืนยันว่าไม่มีมาถึงผมแน่นอน ที่มีการอ้างว่ามีมือขวาที่เป็นหน้าห้องอธิบดี โทร.ไปประสานกับตำรวจ เพื่อให้ตำรวจเข้าทำงาน ก็ยืนยันว่าไม่มีหน้าห้องผมโทร.ไป และทุกคนในกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ตั้งใจทำงาน ถือเป็นมือขวาของผมทั้งหมด แต่หากพบว่าใครทำผิดก็ต้องรับโทษไปตามขั้นตอน" อธิบดีดีเอสไอกล่าว
ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ อธิบดีกรมการปกครอง เป็นประธานประชุมติดตามการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมูลนิธิและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมรับนโยบาย
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีการรายงานว่าได้มีการจัดตั้งมูลนิธิโดยไม่มีเอกสารที่ครบถ้วน และมีปลอมแปลงแสดงเอกสารอันเป็นเท็จต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการขยายผลคดีทุนจีนสีเทา โดยในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่ ทางฝ่ายปกครองได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพบว่ามีการจัดตั้งมูลนิธิจริง แต่ไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งจะได้มีการรวบรวมหลักฐานและรายงานไปยังกรมการปกครอง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและเพิกถอนใบอนุญาต
นอกจากนี้ กรมการปกครองได้เน้นย้ำให้ทุกอำเภอตรวจสอบการรายงานผลประกอบการของมูลนิธิในพื้นที่ ซึ่งจะต้องรายงานในเดือน มี.ค.ของทุกปี หากพบว่ามีมูลนิธิใดไม่มีการรายงานตามเวลาที่กำหนด ให้ถือว่ามูลนิธินั้นยุติการประกอบการ
"ในจังหวัดเชียงใหม่พบว่ามีมูลนิธิที่ได้รับใบอนุญาตและมีการประกอบการ 114 แห่ง อีกจำนวนหนึ่งไม่มีการเคลื่อนไหวและอยู่ระหว่างรอพิจารณาใบอนุญาตอีกเท่าตัว" แหล่งข่าวระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อนุทินปลุกไทยหวนคืนเสือเอเชีย
นายกฯ ประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “อนุทิน” ลั่นต่อยอดนโยบายควิกบิ๊กวิน พาไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก และเป็นเสือแห่งเอเชีย เล็งเดินหน้านโยบายหาเสียง “โพลพระปกเกล้า”
‘เสี่ยหนู’จดทะเบียนสมรส
“อนุทิน” หัวใจสีชมพู ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยานก่อนวันวาเลนไทน์ “รัฐบาล-ตำรวจ” พาเหรดเตือนภัยวันแห่งความรัก
แดงร่วมรบ.นํ้าเงิน! ยศชนันนำ ถกไร้เงื่อนไข คิวต่อไปทาบ‘กล้าธรรม’
"ภูมิใจไทย-เพื่อไทย" ชื่นมื่น ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ "หนู" ขอให้ลบเรื่องบาดหมางในอดีต กลับมาทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์บ้านเมือง แย้มเตรียมคุย "กล้าธรรม
‘ทร.’ปรับทัพ ทำ งานเชิงรุก ป้อง‘อธิปไตย’
กองทัพเรือปรับการทำงานเชิงรุกปกป้องอธิปไตยทางทะเล หลังพบเรือประมงเขมร 30 ลำรุกล้ำทะเลไทยด้าน จ.ตราดอีกรอบ ก่อนถูก "เรือหลวงเทพา
บาร์โค้ดระอุ!กกต.แจงยิบสู้ทีมล้มเลือกตั้ง
“กกต.” รับคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ตรวจสอบถึงบัตรเลือกตั้งได้ แต่ต้องมีต้นขั้ว ยันไม่รู้ถึงคนลงคะแนน "วิโรจน์" ซัดผิดเจตนารมณ์กฎหมาย ขู่ติดคุกยกยวง
สดุดีผอ.ศศิพัชร ปูนบำเหน็จ7ขั้น ศธ.เข้มงวดรปภ.
"สมเด็จพระสังฆราช" ทรงสดุดี "ผอ.ศศิพัชร" กล้าหาญเสียสละ ประทานปัจจัย-ผ้าไตร-ไม้จันทน์ "ศธ." ปูนบำเหน็จ 7 ขั้น

