พท.ขู่ซักฟอกงบ67 ห้ามแตะนายใหญ่!

เพื่อไทยจัดทัพรับศึกอภิปรายงบประมาณ ขู่ฟ่อก้าวไกลเปิดโหมดลากนักโทษเทวดารุมขย้ำ เจอประท้วงยับแน่ ปากสั่นไม่ตั้งทีมองครักษ์พร่ำเพรื่อ “ศิริกัญญา” ชี้โพรงใหญ่ทุ่มเงินมหาศาลโปะสารพัดกองทุน สร้างภาระคนไทยแบกหนี้กันบาน

เมื่อวันอาทิตย์ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2567 กำชับ  สส.อยู่เข้าร่วมเป็นองค์ประชุมอย่างไรว่า  กำชับให้เป็นหน้าที่ปกติ เพราะทุกคนให้ความสำคัญกับการอภิปรายงบฯ อยู่แล้ว มั่นใจว่าทุกคนจะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พรรคก้าวไกลจัดขุนพลเตรียมอภิปรายไว้ 33 คน ทางวิปรัฐบาลต้องมีแผนรับมือเพิ่มเติมหรือไม่ นายศรัณย์กล่าวว่า ตามหลักต้องอภิปรายภาพรวมของงบประมาณอยู่แล้ว ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องชี้ให้เห็นถึงความเหมาะสมของการจัดทํางบฯ ดังนั้นประเด็นคงไม่ต่างกัน เพราะทุกคนต้องการให้การใช้งบฯ มีประสิทธิภาพมากที่สุด

"ทั้งนี้ อาจมีประเด็นอื่นเตรียมไว้บ้าง เช่นหากมีกรณีการอภิปรายที่มีข้อมูลไม่เกี่ยวข้องกับหลักการที่เราอภิปรายกัน ถ้ามีเรื่องอื่นเข้ามามากเกินไปจนนอกเรื่อง ก็จะมีคนคอยช่วยดู เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด" นายศรัณย์ระบุ

ด้านนายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะรองประธานวิปรัฐบาล เปิดเผยถึงการมาชี้แจงของรัฐมนตรีในการอภิปรายงบฯ ว่า รัฐมนตรีจะสงวนตอบเป็นภาพรวม ยกเว้นถ้าเป็นประเด็นสำคัญจริงๆ ก็จะตอบเจาะรายบุคคล ดูแล้วไม่น่าหนักใจอะไร มั่นใจรัฐบาลชี้แจงได้ทุกเรื่อง เวทีงบประมาณรายจ่ายเป็นแค่งานรูทีน ตามขั้นตอนปกติ

นายครูมานิตย์ระบุว่า แต่สิ่งที่น่าห่วงหลังจากนี้คือการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณที่อนุมัติไปให้มีประสิทธิภาพ  ไม่มีทุจริต เราไม่รู้ว่าเมื่อรัฐบาลได้งบประมาณไปแล้ว แต่ละหน่วยงานจะไปบริหารจัดการอย่างไร ต้องระวังให้ดี ถ้าบริหารแล้วเกิดข้อผิดพลาด สร้างความเสียหายให้ประเทศ จะเปิดช่องให้ถูกนำไปขยายผลในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ดูแล้วเป็นเรื่องน่าห่วงกว่า  รัฐบาลจะอยู่สั้นหรือยาว อยู่ที่ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน จะต้องไม่ให้มีเกิดขึ้น

"เชื่อว่าหลังจากงบประมาณปี 67  ผ่านความเห็นชอบแล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง  จะกวดขันเข้มงวดการทำงานของรัฐมนตรีมากขึ้น เพราะทุกกระทรวงมีงบประมาณใช้ขับเคลื่อนสร้างผลงานแล้ว ใครทำงานไม่ไหวก็ต้องปรับออก มั่นใจด้วยประสิทธิภาพของนายกรัฐมนตรี จะพาประเทศไปรอดแน่" นายครูมานิตย์ ระบุ

ขู่ฟ่อห้ามแตะนายใหญ่

ด้านนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐบาลมีความพร้อมชี้แจงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ติวเข้มสส.มาเป็นอย่างดี เตรียมข้อมูลจากทุกกระทรวงมารองรับการอภิปรายไว้แล้ว ขณะนี้มี สส.เพื่อไทยลงชื่อขออภิปรายแล้ว 50 คน ในวันที่ 2 ม.ค. เวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา จะประชุมวิปรัฐบาล ครั้งสุดท้ายเพื่อซักซ้อมความเข้าใจการอภิปรายงบปี 67  

"มั่นใจจะผ่านไปด้วยดีอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องตั้งทีมองครักษ์มาประท้วงพร่ำเพรื่อ สส.รุ่นใหม่เข้าใจข้อบังคับดี ยึดข้อบังคับเป็นหลัก ถ้าไม่อภิปรายเลยเถิดนอกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณ ก็จะประท้วงให้น้อยที่สุด จะไม่ประท้วงเรื่องไร้สาระแน่ ขอให้ฝ่ายค้านอย่าเอาเรื่องนอกเหนืองบประมาณมาพูดหรือพูดกระทบเสียดสีคนอื่นที่อยู่นอกสภา เพราะประชาชนเบื่อมิติการเมืองเดิมๆ ที่ใช้ความก้าวร้าว แต่รัฐบาลจะใช้ความอดทนจนถึงที่สุด" นายวิสุทธิ์ ระบุ

นายวิสุทธิ์ระบุว่า กรณีที่ฝ่ายค้านอาจนำเรื่องการได้สิทธิพิเศษของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พักรักษาอาการป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ต้องถูกคุมขังในเรือนจำแม้แต่วันเดียว มาอภิปรายเชื่อมโยงกับการอภิปรายงบประมาณนั้น กรณีนายทักษิณไม่เกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ ไม่ควรนำมาอภิปราย เชื่อว่าพรรคก้าวไกลคงไม่กล้าเอามาเล่นเท่าไร แต่ถ้าหยิบมาเล่นจริง รัฐบาลต้องประท้วง เพราะไม่เกี่ยวกับงบประมาณ และจะชี้แจงเท่าที่จำเป็นว่าสิทธิทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

นายวิสุทธิ์ระบุว่า ส่วนเงื่อนไขพักโทษก็เป็นไปตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ปี 2563 ออกมาสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นมือกฎหมายรัฐบาลในขณะนั้น เพื่อแก้ปัญหานักโทษล้นคุกตามมาตรฐานสากลทั่วโลก ทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ได้ทำเพื่อนายทักษิณ อย่าลากมาเป็นประเด็นการเมือง

วันเดียวกัน นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในการแบ่งเวลาอภิปรายเรียบร้อย หรืออย่างในช่วงการเปิดอภิปราย จะนำโดยนายชัยธวัช ตุลาธน หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน และตามด้วยตัวแทนของแต่ละพรรค อย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.)

                    นายปกรณ์วุฒิระบุว่า เวลาพรรคก้าวไกลอภิปราย เราไม่ได้เจาะเพียงกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งเป็นพิเศษ แต่เราจะเจาะเป็นรายประเด็น ซึ่งแต่ละประเด็นก็จะคาบเกี่ยวหลายกระทรวง อย่างประเด็นเรื่องการศึกษา ก็ไม่ได้คาบเกี่ยวแค่กระทรวงศึกษาธิการ แต่คาบเกี่ยวไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และงบประมาณที่อาจแฝงอยู่ในกระทรวงอื่นร่วมด้วย

นายปกรณ์วุฒิกล่าวต่อว่า ขอเชิญชวนว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ นั้น เป็นกฎหมายที่สำคัญมากที่มาทุกปี และเป็นกฎหมายที่ใช้เงินภาษีของประชาชนทุกคนในการกำหนดชีวิต และประเทศของเรา ว่าจะสามารถทำให้ดีขึ้นอย่างไรบ้าง ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ เป็นหมุดหมายสำคัญที่จะชี้ชัดว่าพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะนำพาประเทศให้ดีขึ้นตามที่เคยหาเสียงไว้หรือไม่ ซึ่งอาจจะไม่สำคัญแค่หนึ่งหรือสองกระทรวง แต่อยู่ที่ภาพรวมของกระทรวงทั้งหมด ที่ทั้งพรรคก้าวไกล และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆ จะอภิปรายตลอดทั้ง 3 วันนี้

กระหน่ำงบฯ ให้กองทุน

ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีการจัดสรรงบประมาณภายใต้รัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ว่าน่าผิดหวังมาก เพราะเรารอเวลานี้มา 9 ปี เพื่อให้มีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง และคาดหวังว่าการจัดสรรงบประมาณจะต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดงบประมาณแทบไม่แตกต่างจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเรื่องการจัดงบในแผนยุทธศาสตร์ มีบางแผนงานที่เพิ่มขึ้น แต่สุดท้ายก็ซ้ำซ้อนกับแผนบูรณาการ  เช่น ยุทธศาสตร์เรื่องถนนและโลจิสติกส์ ก็ซ้ำซ้อนกับแผนบูรณาการถนนและโลจิสติกส์  ยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ก็ซ้ำกับแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำ

น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า หากดูระดับโครงการ เราก็ตกใจมากว่ามีโครงการใหม่เพียงกว่า 200 โครงการ ซึ่งน้อยมาก และเม็ดเงินมีเพียง 13,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงคาดหวังได้ค่อนข้างยากมากว่าจะเกิดสิ่งใหม่ๆ หรือการขับเคลื่อนนโยบายที่มาจากการหาเสียง ในช่วงปีงบประมาณนี้ โครงการที่ออกมาใหม่และชัดเจนที่สุดคือเรื่องของกองทุนต่างๆ กองทุนจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด ที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ คือกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  โดยงบเพิ่มขึ้นมาประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนนี้เคยได้งบประมาณครั้งสุดท้ายในปี 2561 เป็นเงิน 10,000 ล้านบาท เรื่อยมาจนถึงปี 2567 มีการใช้งบประมาณเบิกจ่ายไปเพียง 18 ล้านบาทเท่านั้น

“จู่ๆ รัฐบาลก็บอกว่าอยากเพิ่มงบฯให้ตรงนี้ เพื่อใช้ในการดึงดูดนักลงทุน  รวมไปถึงให้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับสตาร์ทอัป เราก็กังวลใจเหลือเกินว่า หากไม่มีการเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน ปรับปรุงในเรื่องการขอสนับสนุนจากกองทุนนี้ งบประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เวลาผ่านไป 6 ปี ใช้แค่ 18 ล้านบาทรัฐบาลให้เพิ่มอีก 15,000 ล้านบาท ก็คงต้องรออีกหลายปีกว่าจะใช้หมด” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

น.ส.ศิริกัญญากล่าวต่อว่า กองทุนถัดมาคือกองทุนเอสเอ็มอี ที่ได้งบประมาณเพิ่มไปถึง 5 พันล้านบาท ซึ่งตอนแรกเราก็ยินดี เพราะเอสเอ็มอีเป็นภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงนี้ แต่เมื่อดูรายละเอียดเราก็ผิดหวัง เพราะเป็นการให้ matching funds หมายความว่าเป็นการสนับสนุนเงินทุนให้รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท ไม่เกิน 600 ราย

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า ในความเป็นจริงเรามีวิธีการใช้เงินที่น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่านี้ เช่น การนำไปสนับสนุนให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดย่อม ในการรับประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี ด้วยวงเงิน 5 พันล้านบาท จะสามารถสนับสนุนเอสเอ็มอีได้อีกหลายพันราย ไม่ใช่แค่ 600 รายอย่างแน่นอน   และงบที่นำมาสนับสนุนตรงนี้ ก็ซ้ำซ้อนกับกองทุนเพิ่มขีดฯ, สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักนวัตกรรมแห่งชาติ ก็มีโครงการสนับสนุนสตาร์ทอัปเช่นนี้

"กลายเป็นงบประมาณที่ซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่เอสเอ็มอีควรได้รับการสนับสนุนส่งเสริมมากกว่านี้ หรือนำไปเป็นเงินอุดหนุนสำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตในด้านต่างๆ มากขึ้น เป็น 2 กองทุนที่มีงบเพิ่มมาถึง 2 หมื่นล้านบาท แต่ยังคงจัดงบได้อย่างน่าผิดหวัง ซึ่งงบ 2 หมื่นล้านบาทนี้ก็นำเงินมาจากการลดการชำระหนี้ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)" น.ส.ศิริกัญญาระบุ 

น.ส.ศิริกัญญากล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลบริหารมา 3 เดือน ใช้เงินจาก ธ.ก.ส.ไปเยอะมาก ผ่านนโยบายกึ่งการคลัง แต่พอจะใช้หนี้ กลับใช้หนี้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ปัจจุบันวงเงินของการกู้ตามมาตรา 28 ก็เต็มแล้ว อยู่ที่ 31.99 เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2566 ที่ใช้ไปก่อน แต่รัฐบาลก็ยังตั้งงบใช้หนี้คืนเพียงแค่ 6 หมื่นล้านบาท หากปีหน้ามีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินจาก ธ.ก.ส.ในด้านนโยบายเกี่ยวกับการเกษตร ก็จะเป็นไปได้ยาก

ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส. บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อภิปรายคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจะเป็นการอภิปรายในวันที่ 3 มกรา. โดยคงจะเป็นการพูดในภาพรวมและไม่ลงลึกในรายละเอียด เพราะมีเวลาจำกัด แต่ก็จะพูดตามเนื้อผ้า สะท้อนให้เห็นว่า พ.ร.บ.งบฯ ของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเจ้าของเงินได้เห็นภาพ

“ส่วนที่ฝ่ายรัฐบาลออกมาดักคอห้ามซักฟอกรัฐบาล เพราะไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายจุรินทร์กล่าวว่า ทุกคนรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ทำอะไรผิดก็อย่าไปกลัว” นายจุรินทร์ ระบุ. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี

ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน   

เพื่อไทยไม่เป็นฝ่ายค้าน! 'จุลพันธ์' เผยพรรคอันดับ 1 ยังไม่ประสานมา

ที่พรรคเพื่อไทย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีมีการทาบทามจัดตั้งรัฐบาลจากพรรคอันดับ 1 มาแล้วหรือไม่ ว่า ยังไม่มีการประสานมา เป็นเรื่องของพรรคอันดับหนึ่งที่จะดำเนินการในเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เข้าใจว่าต้องรอ