ส.อ.ท.เผยเอกชนกังวล กนง.คงดอกเบี้ย หวั่นผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ชงรัฐออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเอสเอ็มอี “แบงก์ชาติ” เผยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจเดือน ม.ค.2567 ร่วง หลังคำสั่งซื้อลดลงมาก ชี้ 3 เดือนข้างหน้าทิศทางยังทรงตัว มองกลุ่มผลิตอาหาร-เครื่องดื่ม-ค้าส่งฟื้น
เมื่อวันพฤหัสบดี นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI CEO Poll ครั้งที่ 37 ในเดือนม.ค.2567 ภายใต้หัวข้อ “ดอกเบี้ยสูง หนี้พุ่ง อุตสาหกรรมไปต่ออย่างไร” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท.ค่อนข้างมีความกังวลกับการที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.5% เป็นระยะเวลานาน ซึ่งต้องเข้าใจว่าที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้พยายามอย่างมากที่จะสร้างสมดุลในการบริหารนโยบายการเงินของประเทศ ทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจและการเสริมสร้างเสถียรภาพของค่าเงินบาท
"แต่อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบค่อนข้างมากกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดของผู้ประกอบการในประเทศ และกำลังอยู่ในช่วงที่ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 และการต้องเร่งปรับธุรกิจเพื่อรับมือกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบทุกตัวในช่วงปีที่ผ่านมา"
นายมนตรีกล่าวว่า ในประเด็นเรื่องส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ Spread ของธนาคารพาณิชย์ ที่มีความห่างมากเกินไปเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศในอาเซียน ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการชะลอการขยายธุรกิจหรือการลงทุนใหม่ เพิ่มความเสี่ยงขาดสภาพคล่องทางการเงินและการผิดนัดชำระหนี้ รวมทั้งกระทบต่อกำลังซื้อสินค้าของประชาชน ดังนั้น ผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่จึงเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาออกมาตรการกำกับดูแลตรวจสอบสถาบันการเงินในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยทั้งในส่วนของเงินฝากและสินเชื่อ รวมทั้งมีการประกาศกำหนดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Spread) ที่เหมาะสม เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กับผู้ประกอบการ
นอกจากนี้ ผู้บริหาร ส.อ.ท.ส่วนใหญ่ มองว่า มาตรการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบที่ภาครัฐอยู่ระหว่างดำเนินการนั้น จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับประชาชนภาคเกษตรกรรมและภาคธุรกิจที่สะสมมานานได้ในระดับปานกลาง โดยในส่วนของภาคอุตสาหกรรม เสนอให้ภาครัฐออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อพัฒนาศักยภาพในกระบวนการผลิตและเสริมสภาพคล่องทางการเงิน รวมทั้งควรช่วยพิจารณาปรับลดเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อให้สะดวกยิ่งขึ้น
วันเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวม เดือน ม.ค.2567 อยู่ที่ 48.0 ลดลงจาก 49.1 ในเดือน ธ.ค.2566 ตามการลดลงในเกือบทุกองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านต้นทุน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นในภาคที่มิใช่การผลิต ปรับลดลงในเกือบทุกหมวดธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มการค้าที่ความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อลดลงมาก หลังจากเร่งไปในช่วงเทศกาลปลายปี
ขณะที่ความเชื่อมั่นในภาคการผลิต ทรงตัวอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนความเชื่อมั่นที่แย่ลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยความเชื่อมั่นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปรับลดลงมาก โดยเฉพาะด้านต้นทุน ตามค่าขนส่งที่สูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณทะเลแดง ส่วนกลุ่มผลิตเหล็กมีความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นจากด้านคำสั่งซื้อเป็นสำคัญ สอดคล้องกับความเชื่อมั่นของกลุ่มผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปรับดีขึ้นในทุกองค์ประกอบ ส่วนหนึ่งจากผลของมาตรการ Easy E-Receipt ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในช่วงต้นปี ทั้งนี้ ดัชนีฯ โดยรวมทรงตัวใกล้เคียงกับระดับ 50 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 จากความเชื่อมั่นของทั้งภาคการผลิตและภาคที่มิใช่การผลิต
โดยในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมทรงตัวอยู่ที่ 53.9 จากทั้งภาคการผลิตและภาคที่มิใช่การผลิต โดยความเชื่อมั่นของกลุ่มผลิตอาหารและเครื่องดื่มดีขึ้นจากด้านการลงทุนเป็นหลัก และกลุ่มการค้าส่ง มีความเชื่อมั่นดีขึ้นจากด้านคำสั่งซื้อ และผลประกอบการเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของกลุ่มผลิตเคมี ปิโตรเลียม และยาง-พลาสติก ปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่วนกลุ่มผลิตยานยนต์ ความเชื่อมั่นปรับลดลงตามความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ประกอบกับความกังวลรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดมากขึ้น นอกจากนี้ กลุ่มโลจิสติกส์และอสังหาริมทรัพย์ ดัชนีฯ ปรับลดลงในเกือบทุกองค์ประกอบ
อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นโดยรวมมีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยตั้งแต่ต้นปี 2566 แต่ดัชนีฯ ยังอยู่เหนือระดับ 50 ได้อย่างต่อเนื่อง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไม่รั่วสตางค์เดียว! ‘อนุทิน’ยัน‘พรก.กู้เงิน4แสนล้าน’นายกฯต้องรับผิดชอบ
"นายกฯ อนุทิน" ลั่น พ.ร.ก.กู้เงินฯ ประกาศใช้แล้ว หลังจากนี้จะดีจะร้ายนายกฯ เป็นผู้รับผิดชอบ ย้ำจะสอดส่องดูแลใช้งบให้เกิดประโยชน์ต่อ ปชช. รับรองไม่รั่วไหลแม้สตางค์แดงเดียว
หนูเหมือนหลานแม้ว
นายกฯ ยินดี "ทักษิณ" ออกจากเรือนจำ 11 พ.ค.นี้ บอกยังเคารพ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน กรุงเทพฯ แคบแค่นี้คงมีโอกาสได้พบกัน
ถก‘ผู้นำอาเซียน’ เศรษฐกิจ-มั่นคง
"อนุทิน" ย้ำการพบกับ "ฮุน มาเนต" ไม่มีการพูดเรื่องปักปันเขตแดนและการเปิดด่าน ยืนยันทุกอย่างเป็นไปตามแถลงการณ์หยุดยิง เผยการหารือกับชาติผู้นำอาเซียน ผลักดันศักยภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
เปิดคลังแสงจีนเทา พันดาบตร.สายไหม
"อนุทิน" สั่งขยายผลสอบชายชาวจีนเจ้าของคลังอาวุธสงครามให้ลึกที่สุด ลั่น! เชื่อมโยงใครฟันไม่เลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ เปิดคลังแสง "หมิงเฉิน ซัน"
ฮั้วสว.ถึงมือกกต.ชุดใหญ่
“แสวง” เผยคดีฮั้ว สว.ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว ยันผลเลือกตั้งแบบ สส. 5/18 ครบ 100% แล้ว “ไอลอว์” จี้เปิดผลนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติรายหน่วย “ยิ่งชีพ” ขู่คดีฮั้วหาก กกต.สั่งไม่ฟ้องเจอร้องแน่
ชี้แก้ปากท้องก่อน รธน.ใหม่รอใน 2 ปี
“ภราดร” แจงกลัวเสียของ ครม.ใช้ร่างรัฐธรรมนูญเดิม อาจถูกตีตก “พริษฐ์” ซัดเดือด รัฐบาลไม่จริงใจ เมินเสียงประชามติ “ปชน.” จวก สูญงบ 9 พันล้านเพื่อเริ่มใหม่ ครป.-ญาติวีรชนฯ แนะใช้ รธน.ปี 40 เป็นฐาน

