“กนง.” เสียงแตกคงอัตราดอกเบี้ย 2.50% ต่อปี แจงปม "เศรษฐา" บี้ลดดอกเบี้ย เรื่องละเอียดอ่อน ชั่งน้ำหนักคนละแบบ ไม่มีใครถูกผิด พร้อมเคาะจีดีพีปี 67 โต 2.6% ประเมินส่งออกยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เมื่อวันที่ 10 เมษายน นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยผลการประชุมว่า ที่ประชุม กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี โดย 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราสูง โดยปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวได้ 2.6% และในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3% ด้านการส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้
“คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนของปัจจัยที่จะเข้ามากระทบเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า เพราะเศรษฐกิจภาพรวมถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป ดอกเบี้ยก็ไม่ได้มีความชัดเจนว่าจะต้องปรับชัดเจนขนาดนั้น แต่ต้องมองภาพที่มากกว่าปีนี้ ต้องมองไปถึงปีหน้า” นายปิติระบุ
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่สูงขึ้นจากปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนต่อเนื่องจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว รวมทั้งมีแรงส่งจากการใช้จ่ายภาครัฐที่จะกลับมาเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.6% และในปีหน้าที่ 1.3% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มอยู่ที่ 0.6% ในปีนี้ และในปีหน้าที่ 0.9% ตามการปรับลดลงของราคาอาหารสดบางกลุ่ม เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก รวมถึงราคากลุ่มพลังงานที่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของภาครัฐ ซึ่งหากหักผลของมาตรการดังกล่าว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปตลอดช่วงที่ผ่านมายังเป็นบวก
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นกลับเข้ากรอบเป้าหมายได้ภายในปลายปีนี้ โดยต้องติดตามปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาครัฐที่ส่งผลต่อราคาพลังงาน
“ปีที่แล้วเศรษฐกิจไทยอาจจะมีแรงส่งและแรงฉุดพร้อมกันไป แต่ในปี 2567 แรงสนับสนุนหลักที่มีมาต่อเนื่องตั้งแต่ปีก่อน คือ การท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ส่วนแรงฉุดตั้งแต่ปีก่อน ทั้งสินค้าคงคลังและการเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้าจะทยอยหมดไป ขณะที่ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งตัวเลขจีดีพี 2.6% ในปีนี้แม้อาจจะไม่ได้ขยายตัวมากนัก แต่ก็เป็นการเร่งขึ้นของเศรษฐกิจไทยอยู่ในระดับที่สูงพอสมควร” เลขานุการ กนง.ระบุ
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ มีความกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และเห็นความสำคัญของกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ที่ควรมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมถึงพิจารณาว่านโยบายการเงินมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ จึงสนับสนุนนโยบายของธปท. ในการดำเนินมาตรการเฉพาะจุดผ่านสถาบันการเงิน โดยเฉพาะมาตรการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม
นายปิติกล่าวว่า จุดยืนนโยบายการเงินในขณะนี้ไม่ได้เป็นการฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ส่วนนโยบายการคลังที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจก็สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน มองว่านโยบายการเงินและนโยบายการคลังต้องจะมาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนช่วงโควิด-19 คงไม่ใช่สถานการณ์แบบนั้นที่เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการ เพราะอัตราการเร่งตัวของเศรษฐกิจตอนนี้ไม่ได้น้อย โดยยืนยันว่าคณะกรรมการฯ ได้พิจารณานโยบายการคลังเสมอและตลอด รวมถึงพยายามทำให้สอดรับกันได้
ส่วนกรณีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เรียกร้องให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายปิติกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นมุมมองที่มีเหตุมีผลและเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ได้มีความถูกต้องเป๊ะๆ ในการตัดสิน ณ ตอนนี้ เพราะสิ่งที่คณะกรรมการฯ ได้คุยกันคือ การปรับ ถ้าปรับก็คือปรับนิดเดียวเพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการชั่งน้ำหนัก ที่ต้องชั่งทั้งปัจจัยระยะสั้น ระยะยาว เรื่องรายเล็ก รายใหญ่ ปัจจัยจากภาคต่างประเทศ ในประเทศ ขึ้นกับว่าพอชั่งน้ำหนักแล้ว ท้ายที่สุดมีมุมมองอย่างไร
“เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ได้มีใครผิดหรือถูก 100% เป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนัก นายกรัฐมนตรีก็คงชั่งน้ำหนักอีกอย่างหนึ่ง คณะกรรมการฯ ทุกคนมองภาพเศรษฐกิจคล้ายๆ กัน เห็นพ้องกันกับภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือการชั่งน้ำหนัก โดยคณะกรรมการฯ 2 คน ชั่งน้ำหนักเรื่องการใช้เครื่องมือที่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้สินได้ในระดับหนึ่ง โครงสร้างเศรษฐกิจที่อาจต่ำกว่าที่เคยเป็นมา และเป็นไปได้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงในระดับหนึ่งอาจจะเหมาะสมกว่า ส่วนการประชุม กนง. ในรอบต่อไปก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันอีกทีภายใต้ข้อสมมุติฐานใหม่” นายปิติ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในส่วนของมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และมาตรการ Digital Wallet ที่รัฐบาลเร่งผลักดันออกมานั้น คณะกรรมการฯ ได้มีการคำนึงถึงเรื่องดังกล่าวในการพิจารณาด้วย โดยเห็นว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์คงมีแรงกระตุ้นไม่เยอะ ส่วนมาตรการ Digital Wallet จะเริ่มในไตรมาส 4 คงจะมีผลกับเศรษฐกิจปีนี้ไม่เยอะ ส่วนใหญ่คงอยู่ที่ปี 2568 ดังนั้นยังมองว่าผลโดยรวมไม่ได้เยอะจนมีผลกระทบต่อการดำเนินนโยบาย ส่วนรายละเอียดทั้งหมดขอดูอีกที เพราะเพิ่งมีความชัดเจน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้นับใหม่18เขต/กกต.ยื้อชลบุรี
“กกต.” ขอเวลา 2 วัน สอบปมร้องนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี ส่ง "รองเลขาฯ ฝ่ายสืบสวน" ประสาน ผอ.กกต.จังหวัด
หนูจ่อควบกลาโหม แย้ม300เสียงอยู่ครบ4ปี เท้งคิดไขก๊อกกันเดดล็อก
“อนุทิน” ย้ำรอดูตัวเลข กกต.นิ่งก่อนคุยจัดตั้งรัฐบาล ลั่นต้องอยู่ครบวาระ 4 ปี
สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย
"อนุทิน" สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปี
กลุ่มตกหล่นเฮ! คนละครึ่งเฟส2 ได้2-2.4พันบาท
คลังยันวางระบบ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมเดินหน้า 100% "เอกนิติ" คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาท
ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี
ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน
ร้องเรียนทุจริต113เรื่อง ปชน.ลุยหาหลักฐานฟ้อง
"กกต." เผยร้องเรียนทุจริตโผล่แล้ว 113 เรื่อง ซื้อเสียงหนักสุด งึมงำเฉียบขาด-กัด

