ปล่อยผีพท.‘ดิจิทัล-แม้วชี้นำ’

"เศรษฐา" คุยโขมงนายทุนชั้นนำต่างชาติดันดิจิทัลวอลเล็ตอัดฉีดเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนเก้าอี้ "เนติบริกร" นั่งที่ปรึกษาของนายกฯ "เพื่อไทย"  โล่งอก ศาลปล่อยผีไม่รับคำร้องหาเสียงแจกเงินเงินดิจิทัลฯ-ทักษิณจูงจมูกพรรค ชี้แค่ความเห็นต่าง ข้อเท็จจริง-หลักฐานยังไกลเกิน ขณะที่ "กกต." เฮ ปลดชนักหลุดร่างแห 112 ก้าวไกล หลังศาลไม่รับวินิจฉัยสนับสนุนเข้าข่ายล้มล้าง ปค.

 เมื่อวันที่  29 พฤษภาคม เวลา 10.45 น. (เวลาท้องถิ่นฮ่องกง) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรม Four Seasons เขตบริหารพิเศษฮ่องกง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน UBS Asian Investment Conference (AIC) 2024 งานรวมตัวของภาคธุรกิจ นักลงทุนจากสถาบันการเงินทั่วโลก และบุคคลที่มีชื่อเสียงในภาคธุรกิจ มากกว่า 2,000 ราย รวมทั้งบริษัทในเอเชียแปซิฟิก 300 แห่ง ซึ่งได้มาหารือกันถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และการค้า การลงทุน ในภาคต่างๆ 

นายกรัฐมนตรีกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Wisdom: An eye on the past, a view to the future” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของรัฐบาล ที่นำภูมิปัญญา หรือ Wisdom จากประสบการณ์ในอดีต มาเป็นแนวทางในการรับมือกับความท้าทาย และกำหนดอนาคตของประเทศไทย โดยความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของไทยที่มีมาตั้งแต่อดีตนี้ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ไทยผ่านพ้นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ซับซ้อน และสามารถคว้าโอกาสที่ช่วยประเทศให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้นำเสนอนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมถึงวิสัยทัศน์ต่ออนาคตของประเทศไทย 

นายเศรษฐากล่าวว่า ส่วนของการกำหนดนโยบาย เป้าหมายของรัฐบาล คือ การสร้างนโยบายเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ทำให้เศรษฐกิจเติบโตด้วยการส่งเสริมนวัตกรรม ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยมีแนวทางในการเสริมสร้างเสถียรภาพทางการคลัง การปฏิรูปกฎระเบียบ และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในสาขาที่สำคัญ อาทิ ไทยปรับปรุงมาตรการด้านภาษีเพื่อดึงดูดการลงทุนมากขึ้น และปรับปรุงกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ ขจัดอุปสรรคด้านขั้นตอนเพื่อส่งเสริมนวัตกรรมด้านธุรกิจและการเติบโตของผู้ประกอบการ รวมทั้งลดความซับซ้อนในการออกใบอนุญาตทำงานสำหรับแรงงานต่างชาติ พัฒนาระบบ Super License สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ลดข้อจำกัดการนำเข้าและส่งออก และการส่งเสริมพลังงานสะอาด โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นในการดำเนินธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

 “นโยบายทางการเงินการคลังที่สำคัญ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยในไตรมาสแรกของปี 2567 ประเทศไทยมีการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 1.5% และคาดการณ์ทั้งปีจะอยู่ที่ 2-3% รัฐบาลจึงมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงการเติบโตเศรษฐกิจของไทยให้สูงขึ้นผ่านการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาท (275 ดอลลาร์สหรัฐ)ให้คนไทย 50 ล้านคน ซึ่งจะช่วยอัดฉีดเงินกว่า 5 แสนล้านบาทเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย และจะสามารถกระตุ้น GDP ได้ 1.2-1.8% และด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลนี้เงินจะลงไปถึงชุมชนท้องถิ่น ธุรกิจเล็กๆ ทำให้เกิดผลกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยในระยะยาว นโยบายดังกล่าวจะวางรากฐานระบบการชำระเงินแบบบล็อกเชนทั่วประเทศ พร้อมด้วยการรักษาวินัยทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และการลงทุนจากต่างประเทศที่มากขึ้น” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ฟุ้ง Supply Chain ทั่วโลก

นายเศรษฐากล่าวด้วยว่า ด้านนโยบายการค้า รัฐบาลจะตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับ Supply Chain ทั่วโลก โดยดำเนินการลดข้อจำกัดการนำเข้า-ส่งออก เร่งการเจรจา FTA กับเขตเศรษฐกิจสำคัญๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ประกาศว่า การเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป ที่มีความคืบหน้าและคาดว่าจะลงนามความตกลงได้ภายในปี 2568

 “ด้านการดำเนินธุรกิจ รัฐบาลกำลังสร้างกลไกในการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการส่งเสริมธุรกิจที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งยังปรับปรุง ease of doing business กฎระเบียบและการแปลงบริการภาครัฐให้เป็นดิจิทัล และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น สนามบิน และโครงการ Landbridge” นายกรัฐมนตรี ระบุ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงวิสัยทัศน์ Ignite Thailand ทั้ง 8 วิสัยทัศน์ ซึ่งจะขับเคลื่อนให้ไทยเป็นศูนย์กลางที่ครอบคลุมทั้งด้าน 1.การบิน ซึ่งไทยจะอัปเกรดสนามบินที่มีอยู่และสร้างสนามบินเพิ่มเติม เพื่อให้บริการมากขึ้นและเป็นทางเลือกของการคมนาคม 2. การท่องเที่ยว ซึ่งปีหน้าจะเป็นปีสำคัญของการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลอยู่ระหว่างการพูดคุยเพื่อจัดกิจกรรมระดับโลกจัดที่ประเทศไทย อาทิ Art Basel และ Formula 1 3.การรักษาพยาบาลและสุขภาพ

4.การเกษตรและอาหาร 5.การขนส่ง 6.การผลิตยานยนต์แห่งอนาคต 7.เศรษฐกิจดิจิทัล และ 8.ศูนย์กลางทางการเงิน โดยนายกรัฐมนตรีประกาศว่า ต้องการทําให้ประเทศไทยเป็น "สถานที่ที่น่าอยู่" เป็นสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของบริษัททางการเงิน ซึ่งเป็นด้านที่ไทยมีศักยภาพ ด้วยการสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาล ประกอบกับศักยภาพของประเทศไทย ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าวิสัยทัศน์นี้อยู่ใกล้แค่เอื้อม

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังประกาศถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกคน เพื่อมุ่งให้บรรลุความสำเร็จร่วมกัน และเน้นย้ำความพร้อมสู่การเปิดประตูต้อนรับการลงทุนในประเทศไทยจากต่างชาติ

เวลา 11.45 น. (เวลาท้องถิ่นฮ่องกง) ณ ห้อง Drawing สำนักงานผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน นายเศรษฐาพบหารือกับนายจอห์น ลี คา-ชิว ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกง

 โดยฝ่ายฮ่องกงชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ที่เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน และนายกรัฐมนตรีชื่นชมศักยภาพของฮ่องกงที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งดึงดูดการลงทุน รวมถึงมีความพร้อมในการจัดการประชุมด้วย

สำหรับการท่องเที่ยว ทั้งสองฝ่ายพร้อมแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว โดยไทยขอบคุณที่ฝ่ายฮ่องกงยินดีให้ไทยมาจัดงานสงกรานต์ที่ฮ่องกง ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปมาหาสู่กันเพิ่มขึ้น ทั้งสองฝ่ายพร้อมทำงานร่วมกันต่อไป

'วิษณุ' ที่ปรึกษาของนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ลงนามคำสั่งแต่งตั้งให้นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี จากเดิมที่มีข่าวว่าจะแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ทั้งนี้ ได้มอบหมายงาน สลค.หน้าที่หลักๆ ช่วยพิจารณากลั่นกรองงานกฎหมาย ที่จะเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และให้คำปรึกษานายกฯ ด้านกฎหมาย เป็นต้น

เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายเศรษฐาให้สัมภาษณ์กรณีคำสั่งแต่งตั้งให้นายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์นายวิษณุในด้านลบ เป็นห่วงความรู้สึกของนายวิษณุหรือไม่ว่า เชื่อว่าตามที่เราได้มีการพูดคุยกัน สำหรับตนขอพูดในฐานะส่วนตัว แน่นอนเรามีความเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นหลายๆ เรื่องในอดีต และเห็นด้วยก็มีหลายเรื่อง ชื่นชมก็มีหลายเรื่อง และที่ตนพูดไปหลายๆ เรื่องเป็นเรื่องของความ ไม่ใช่เรื่องของคน

 “ผมอาจจะไม่เห็นด้วยบางเรื่อง เหมือนกับทุกท่านเราอยู่ด้วยกันกับคนที่บ้าน หรือเพื่อนๆ เรา สิ่งที่เราไม่เห็นด้วยก็มีใช่หรือไม่ แต่หลายเรื่องเราก็เห็นด้วย อันนี้เป็นความสวยงามของระบอบประชาธิปไตย เห็นต่างแต่อยู่ด้วยกันได้ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ คือท่านเป็นคนมีความรู้ความสามารถ เพราะฉะนั้นอาจจะมีเรื่องในอดีตที่เราไม่เห็นด้วย แต่ผมเชื่อว่าเราสามารถสื่อสารกันได้ และสามารถอยู่ร่วมกันได้ เราสามารถมาทำงานเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน” นายเศรษฐากล่าว

เมื่อถามว่า ชาวเน็ตขุดคำพูดของนายกฯ ที่มีทัศนคติในเชิงลบต่อนายวิษณุ ตรงนี้จะทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจระหว่างนายกฯ กับนายวิษณุหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า อย่างที่ตนเองพูด เป็นการพูดเรื่องความ ตอนนั้นที่ไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องที่ไม่เห็นด้วย แต่ตนเชื่อว่าวันที่ได้ไปหาท่านที่บ้าน และได้มีการพูดคุยกัน ตนคิดว่าสามารถสรุปได้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็น

ส่วนกรณีหลายเรื่องในอดีตจะไม่มาทำให้เป็นปัญหาใช่หรือไม่นั้น นายเศรษฐากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในประเด็น ไม่มีปัญหา เมื่อถามว่าเป็นการดึงนายวิษณุมาช่วยในคดี 40 สว.ใช่หรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่าดึงท่านเข้ามาทำเรื่องคดี 40 สว. แต่มาเป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และท่านก็มีหน้าที่ตามที่ได้ประกาศไป คุยราชการได้ มีหน้าที่ให้สัมภาษณ์ได้ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ คงเป็นหลายๆ เรื่องที่ท่านมีความชำนาญ และไม่ได้บอกว่าเอามาช่วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นเรื่องที่ได้รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี เหมือนที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีหลายๆ ท่าน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันที่ไปเชิญที่บ้าน มีเงื่อนไขอะไรหรือไม่ หรือมีจุดไหนที่ทำให้นายวิษณุตัดสินใจช่วยงาน นายเศรษฐากล่าวว่า อย่างที่ตนบอก ขอให้เป็นเรื่องการสนทนากับท่านสองคนดีกว่า

พท.โล่งศาลตีตกคำร้อง

วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายคงเดชา ชัยรัตน์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคเพื่อไทย ที่นำนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง สส. ทำให้คะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ได้มาจากเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน เป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และการมีพฤติการณ์ยินยอม ให้นายทักษิณ ชินวัตร ชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมือง ทำให้การใช้เสรีภาพในการจัดตั้งพรรคการเมือง ไม่เป็นไปตามกฎหมาย การกระทำของคณะรัฐมนตรี ที่นำนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท มาใช้ในการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ต่อบุคคล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

 การกระทำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ไม่ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องครบถ้วนแก่ประชาชน กระทำการเป็น สื่อมวลชนประเภทสื่อออนไลน์ อันเป็นลักษณะต้องห้ามของรัฐมนตรี และมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการแต่งตั้งบุคคล ที่ขาดคุณสมบัติเพื่อดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และการกระทำของนายทักษิณ ชินวัตร ที่อาจเป็นการชี้นำกิจกรรมของพรรคเพื่อไทยขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพทางการเมืองเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง 

โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาโดยการอภิปรายแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอ และยังไกลเกินกว่าเหตุที่แสดงให้เห็นได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งหมดกระทำการใดๆ ที่เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง คำร้องเป็นเพียงการแสดงความเห็นต่างของผู้ร้องเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม วันเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่นายธรณิศ มั่นศรี  ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีหน้าที่ในการกำกับ ควบคุม และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 5 มาตรา 28 และมาตรา 29 และระเบียบ กกต.ว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 ข้อ 17 แต่ กกต.ละเลยให้พรรคก้าวไกลนำประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มาใช้หาเสียงเลือกตั้ง การกระทำของ กกต.เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสมือนหนึ่งเป็นการสนับสนุนให้พรรคก้าวไกลกระทำผิดในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง

โดยศาลฯ เห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ไม่ปรากฏว่านายธรณิศประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งการใดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง กรณีจึงไม่เป็นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พร้อมเลือกสว.รอบ2

เตรียมการเลือก สว.ระดับจังหวัดทั่วประเทศคึกคัก เลขาธิการ กกต.เตือนผู้สมัคร สว.มารายงานตัวให้ทันเวลาก่อน 09.00 น. ย้ำสายเพียง 1 วินาทีก็ไม่ได้