‘ครม.-322สส.’มีหนาว บี้เช็กบิลเหมือนพิเชษฐ์

“สรวงศ์” เผยทีมยุทธศาสตร์พรรคเตรียมเคาะคนนั่งเก้าอี้รองประธานสภาฯ คนที่ 1  ก่อนส่งที่ประชุม สส.เพื่อไทยมีมติ ชี้ไม่ได้กำหนดโควตาเป็นของภาคไหน ดูความเหมาะสมเป็นหลัก “เรืองไกร” ตามขยี้คำวินิจฉัยศาล รธน.ที่เขี่ย “พิเชษฐ์” หลุดเก้าอี้ ชี้ ครม.และ สส. 322 คนต้องไปตาม เตือน สส.-สว.ที่นิ่งเฉยอาจเจอ 2 เด้ง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 ยังคงมีความต่อเนื่องกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ้นจากตำแหน่ง และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี จากการผันงบประมาณลงพื้นที่ตัวเองขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง

โดยนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1  ว่ากำลังสรรหาและพูดคุยกันอยู่ เพราะเราต้องดูความเหมาะสมด้วย โดยต้องดูบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ และไม่ได้กำหนดว่าจะเป็นโควตาของภาคไหน ดูเรื่องของความเหมาะสมเป็นหลัก

 “ทีมคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ของพรรคจะประชุมพูดคุยกัน เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมส่งให้ที่ประชุม สส.ของพรรคเพื่อไทยมีมติในวันที่ 5 ส.ค. เพราะโควตารองประธานสภาฯ คนที่ 1 เป็นของพรรค”

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า โควตาดังกล่าวเป็นของพรรค พท. ซึ่งผู้ใหญ่คุยกันเรียบร้อย ฉะนั้นเราในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลต้องเคารพในสัดส่วนของพรรค ไม่เสนอชื่อใคร หรือส่งใครลงชิงตำแหน่งดังกล่าวแข่งแน่นอน

ขณะที่ นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร      เลขาธิการพรรคกล้าธรรม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  ขอโอกาสพรรคกล้าธรรมแสดงผลงานในฐานะรองประธานสภาฯ

วันเดียวกัน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณปี 2569 ระบุว่า ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (อีเอ็มเอส) เพื่อขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สส.ที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 หรือไม่ และ สส. 121 คน (ผู้ร้อง) หรือสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปตามผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า ในคำร้องได้สรุปเป็นข้อๆ ประกอบด้วย 1.เมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 ตามข่าวศาลรัฐธรรมนูญที่ 27/2568 ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมากวินิจฉัยสรุปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมาก (5 ต่อ 4) วินิจฉัยว่านายพิเชษฐ์มีส่วนในการเสนอการแปรญัตติ หรือการกระทำใดๆ ในโครงการทั้งสาม และศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง และวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของ สส.ผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องมีกำหนดเวลา 10 ปี

 2.ผลของคำวินิจฉัยมีเหตุมาจากการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ตามมติ ครม. ซึ่งลงนามโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ 3.ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 มาตรา 30 ลำดับที่ 3 มีงบของสภาผู้แทนราษฎรด้วย 4.ในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วาระหนึ่ง ขั้นรับหลักการ สส.ฝ่ายค้านได้อภิปรายเกี่ยวงบประมาณดังกล่าวแล้ว แต่ ครม.มิได้ถอนร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปแก้ไข และ สส.ได้ลงมติเห็นชอบในวาระที่หนึ่งด้วยคะแนนเสียง 322 เสียง     

  5.ในวันที่ 13 มิ.ย.2568 สส. 121 คน ได้เข้าชื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญว่านายพิเชษฐ์กระทำอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัย 6.ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569  สำหรับงบประมาณที่ถูกร้องนั้น เมื่อวันที่ 18 ก.ค.2568 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ลงมติให้ปรับลดงบประมาณดังกล่าวรวม 3 รายการ จำนวนเงิน 178,125,000 บาทออกไปแล้ว ด้วยคะแนนเสียง 45 เสียง จากองค์ประชุม 48 คน 7.ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 เห็นได้ว่า เป็นการวินิจฉัยที่รวมไปถึงขั้นตอนการจัดทำงบประมาณของ ครม. และการลงมติในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น กรณีจึงไม่ควรร้องเฉพาะตัวผู้ถูกร้อง (นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน) เพียงคนเดียวเท่านั้น

8.ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดว่า ครม.ทั้งคณะมีส่วนในการจัดทำงบประมาณของผู้ถูกร้องด้วยแล้ว และ สส.จำนวน 322 คน ได้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง ทั้งที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับความไม่ชอบของงบประมาณของสภาทั้ง 3 รายการดังกล่าวแล้ว ครม.กลับไม่ถอนร่างกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144  และ สส.ไม่ลงมติไม่รับหลักการเพื่อไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ดังนั้น ครม.และ สส.จึงต้องรับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ถูกร้อง

 “9.ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1 ส.ค.2568 แล้ว กลับยังไม่พบการกระทำในส่วนของ สส.หรือ สว.ที่จะทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม แต่อย่างใด กรณีจึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสี่”

10.สำหรับ สส.หรือ สว.ที่ทราบผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม เพื่อให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือเพื่อให้ สส. 322 คน สิ้นสุดสมาชิกภาพด้วยหรือไม่นั้น ผู้ร้องหรือ สว.จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่ และ 11.ผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวจะเป็นเหตุให้การแปรญัตติเพิ่มงบประมาณที่ ละ 1.ราษฎรครม.เสนอมา จะทำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ที่ร่วมลงมติในงบแปรญัตติ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง อันเป็นความผิดเช่นเดียวกัน

ด้านนางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่าเราพิจารณาทุกหน่วยงานจบแล้ว โดยในวันที่ 5  ส.ค. จะเป็นการพิจารณาการแปรญัตติหลังจากที่อนุ กมธ.ตัดงบประมาณไปแล้วว่าเราจะแปรงบประมาณไปให้หน่วยงานไหนบ้าง หรือบางครั้งหน่วยงานที่ถูกตัดงบประมาณเขาก็อุทธรณ์มาในห้อง กมธ.ชุดใหญ่ ส่วนวันที่ 6 ส.ค. จะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายเพื่อสรุปภาพรวม ทั้งนี้ จะเข้าสู่การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร วาระ 2 และ 3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. โดยจะพิจารณาเรียงเป็นรายมาตรา

เมื่อถามว่า จะไม่เกินไปเป็นวันที่ 16 ส.ค.ใช่หรือไม่ นางมนพรกล่าวว่า ใช่ ไม่เกิน

เมื่อถามต่อว่า จะนัดประชุมกับคณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 2 ฝ่ายวันไหนบ้าง นางมนพรกล่าวว่า ไม่น่ามีประชุมอะไร เพราะปกติเราก็วางไทม์ไลน์ไว้เช่นนี้ และไม่ต้องจัดสรรเวลาอะไร ไม่เหมือนชั้นรับหลักการวาระ

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี และโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 13-15 ส.ค.ว่า เรามี สส.ที่แปรญัตติไว้หลายคน ซึ่งจะอภิปรายในรายมาตรา และการปรับลดงบประมาณในแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงานที่มีความไม่เหมาะสม เราก็จะปรับลดลง และคงไม่ได้เตรียมอะไรเหมือนวาระ 1 เพราะเป็นการอภิปรายคนละรูปแบบคนละลักษณะกัน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต.โวผิดพลาดแค่0.01%

"กกต." สรุปภาพรวมเรียบร้อย ผิดพลาดไม่ถึง 0.01% ไร้กระทบเลือกตั้ง น้อมรับคำวิจารณ์นำไปปรับปรุงข้อบกพร่อง

สีน้ำเงินแลนด์สไลด์ ภูมิใจไทยคว้า198ที่นั่ง/กล้าธรรมม้ามืด/ปชน.-พท.วืดเป้า

"พรรคสีน้ำเงิน" ชนะถล่มทลาย  กวาด สส.เขต 178 ที่นั่ง ทิ้งห่าง ปชน.ที่ได้แค่ 70  พท.ได้ 67 ขณะที่ กธ. 59 ส่วน ปชป. 11 พรรคส้มกวาด กทม. 33 เขต

ระดมตร.1.2แสน คุมหน่วยเลือกตั้ง

สตช.ระดม ตร. 1.2 แสนนายดูแลความปลอดภัย แจ้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ มาตรการรักษาความปลอดภัยในการเลือกตั้ง งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง ฝ่าฝืนคุก 6 เดือน