มติสภาเอกฉันท์ 421 เสียง ไฟเขียว "พ.ร.บ.ชาติพันธุ์" ปชน.ชี้ยังมีประเด็นสำคัญหล่นหายระหว่างทาง พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมายรองคุ้มครองสิทธิให้ครอบคลุมมากขึ้น "อิ๊งค์" ยินดี กม.ฉบับประวัติศาสตร์ไทย ก้าวสำคัญครอง-ส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ..… ที่วุฒิสภาพิจารณาเสร็จแล้ว และมีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ภายหลังสมาชิกอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อร่างที่วุฒิสภาพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้ เห็นด้วย 421 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี และงดออกเสียง 3 เสียง พร้อมส่งร่างกฎหมายให้รัฐบาลดำเนินการตามรัฐธรรมนูญต่อไป
ต่อมา นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วยนายมานพ คีรีภูวดล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายเลาฟั้งกล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของผลงานของคณะทำงานปีกชาติพันธุ์ของพรรคประชาชน ซึ่งได้เสนอร่างต่อสภาตั้งแต่ยังเป็นพรรคก้าวไกล เข้าวาระ 1 เมื่อต้นปี 2567 ใช้เวลาประมาณหนึ่งปีครึ่งในชั้นกรรมาธิการ เราต้องต่อสู้ทางความคิดกับหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ หลักการหลายอย่างจึงหล่นหายไประหว่างทาง
โดย 2 เรื่องใหญ่ที่ยังเป็นปัญหาคือ 1.พรรคประชาชนเสนอให้มีการห้ามการโฆษณา หรือเผยแพร่ลักษณะที่เป็นการเหยียดหยาม สร้างความเกลียดชัง หรือเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ในชั้น สว.ตัดออก เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทุกวันนี้ยังมีการเผยแพร่ทางสื่อโดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย โจมตีและสร้างความเกลียดชังต่อกลุ่มชาติพันธุ์ และ 2.การประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ และยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายป่าไม้ ที่กระทบต่อการดำเนินชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องนี้ถูกตัดออกไปตั้งแต่ในชั้นสภาผู้แทนฯ และในชั้น สว. ยังเขียนเพิ่มด้วยว่า ต้องไม่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเขต หรือสถานะ หรือเพิกถอนสภาพพื้นที่ของรัฐ ซึ่งยิ่งตอกย้ำการตัดโอกาสของกลุ่มชาติพันธุ์ ที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่ที่พวกเขาอยู่อาศัย
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่คุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นก้าวที่สำคัญมาก ดังนั้นหลังจากนี้เรายังต้องต่อสู้ในการออกกฎหมายลำดับรองและต้องแก้ไข พ.ร.บ.อีกหลายฉบับ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรและภารกิจของพรรคประชาชนที่จะดำเนินการต่อไป ขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ที่มีส่วนสำคัญมากในการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ภาคประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชนที่ติดตามนำเสนอเรื่องนี้ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายมานพกล่าวว่า วันนี้ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ของประเทศไทย การผ่านกฎหมายฉบับนี้ ทำให้พี่น้องชาติพันธุ์มีพื้นที่ทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นข่าวดีสำหรับวันสากลว่าด้วยชนพื้นเมืองดั้งเดิมของโลก 9 ส.ค.นี้
ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวแสดงความยินดีกับพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศว่า วันนี้คือหมุดหมายสำคัญของสังคมไทย รัฐบาลและกระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันกฎหมายฉบับนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นสิ่งที่พี่น้องชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์รอคอยมานาน เพื่อให้มีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เข้าถึงโอกาสอย่างเต็มภาคภูมิ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
"ดิฉันเชื่อมั่นว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นการส่งเสริมศักยภาพของกลุ่มชาติพันธุ์บนฐานทุนวัฒนธรรม และทำให้วิถีวัฒนธรรมชาติพันธุ์จะได้รับการคุ้มครอง รวมทั้งเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่พร้อมโอบรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม สร้างสังคมแห่งความเสมอภาค ยอมรับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกกลุ่มคน ดิฉันจึงขอแสดงความยินดีและบอกกับพี่น้องชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยว่า นี่เป็นหมุดหมายสำคัญของสังคมไทยที่จะโอบรับพี่น้องทุกกลุ่มวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน เป็นพลังสร้างสรรค์ชาติของเรา” น.ส.แพทองธารระบุ
ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวมีสาระสำคัญ อาทิ กำหนดหลักพื้นฐานแห่งสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ให้มีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่ถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยเหตุความแตกต่างทางเชื้อชาติ โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมกับสร้างกลไกการส่วนร่วมของกลุ่มชาติพันธุ์ โดยกำหนดให้จัดตั้งสภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแนวทางหรือมาตรการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการจัดทำฐานข้อมูลกลุ่มชาติพันธุ์เป็นฐานข้อมูลกลางของประเทศ เพื่อคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งมีการกำหนดให้มีการจัดตั้งเขตพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในการเข้าถึงทรัพยากร สามารถประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ดำรงอยู่อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ขั้นตอนต่อไปหลังจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.จะถูกนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป และถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เท้ง' ไล่บี้รัฐบาลปัดตกร่างแก้รธน. โวยกติกาสูงสุดฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน
'เท้ง' จี้ ‘รัฐบาล’ ตอบให้ชัดหลังปัดตก กม.หลายฉบับ ถามอำนาจถกกฎหมายอยู่ใครกันแน่ เหน็บคุยหลังบ้านทั้งสภาล่าง-สภาบน ถึงมั่นใจทั้ง 34 ฉบับผ่านฉลุย ซัดกติกาสูงสุดประเทศกำลังเป็นฐานอำนาจระบอบสีน้ำเงิน
สะท้อนจิตใต้สำนึก! คำมั่น 'เท้ง' หลังรับสนองพระบรมราชโองการ
รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า “ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ผมขอให้คำมั่นสัญญาต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน
'ดร.โจ' เปิดนโยบายดูแล 'สัตว์เลี้ยง' ที่ดีกว่าสำหรับคนกรุง วันอาทิตย์นี้
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ “ดร.โจ" ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สัตว์เลี้ยงก็ครอบครัวนะ พาน้องๆ มาถกนโยบายสัตว์เลี้ยงสำหรับคนกรุงเทพกับ โจ ชัยวัฒน์ อาทิตย์ที่ 17 พ.ค. นี้
แฉเกมเขมรยั่วยุ ทำสงครามข่าว ละเมิดGBCอีก
"โฆษก ทบ." ชี้ "กัมพูชา" ยังเล่นเกมยั่วยุชายแดน ยิงปืนป่วนรายวัน
สั่งสอบนอภ.-ใช้‘ปปง.’ ปราบต่างชาติรุกที่รัฐ
"อนุทิน" เรียกบิ๊ก ตร.เข้าทำเนียบรัฐบาล สั่งเอาจริงปราบนอมินีต่างชาติ-รุกที่สาธารณะให้สิ้นซาก
เท้งสำนึกความเป็นผู้แทน ภท.จ่อเคาะร่างแก้ไขรธน.
"ณัฐพงษ์" รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ

