“ในหลวง” พระราชทานพระราชทรัพย์ 42 ล้านบาท สร้างอาคารโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่เสียหายจากเหตุการณ์ปะทะชายแดน “กองทัพภาค 1” ยันไม่มีประชุม RBC เพราะเขมรไม่ทำแผนอพยพส่งมา “เท้ง” ยกนิด้าโพลบอกไม่เห็นด้วยทำประชามติเลิก MOU ชี้รัฐบาลมีอำนาจตัดสินใจไปได้เลย “สมคิด” โวยรัฐบาลหนูไม่ดูแลชาวอุบลฯ ช่วยแต่ “สุรินทร์-ศรีสะเกษ” ฮุน เซนเดือด! โพสต์ซัดไทยไร้มนุษยธรรมยิ่งกว่าสัตว์ ปล่อยให้นำรูปตนไปเป็นเป้าซ้อมยิงแลกรางวัล ปลุกชาวกัมพูชาเลิกใช้เงินบาท-สินค้าไทย
เมื่อวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568 เวลา 10.15 น. ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายเกษม วัฒนชัย องคมนตรี เชิญเงินพระราชทานจำนวน 42,000,000 บาท ไปมอบแก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เพื่อเป็นค่าดำเนินการก่อสร้างอาคารของโรงพยาบาล จำนวน 2 อาคาร ที่ได้รับความเสียหาย ได้แก่ อาคารภูมิพัฒน์ ซึ่งเป็นอาคารสูง 2 ชั้น และอาคารแฟลตที่พักพยาบาล เป็นอาคารสูง 3 ชั้น
ด้านกองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 6 ต.ค. ในกรณีกองทัพภาคที่ 1 ขอให้ภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา จัดทำแผนอพยพประชาชนชาวกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว และบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว รวม 3 พื้นที่ ก่อนเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (อาร์บีซี) ซึ่งภูมิภาคทหารที่ 5 ได้ทำหนังสือตอบกลับเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ว่าไม่สามารถดำเนินการตามที่กองทัพภาคที่ 1 ได้เสนอไปนั้น กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่า หากไม่ได้รับความร่วมมือจากภูมิภาคทหารที่ 5 เกี่ยวกับการจัดทำแผนการอพยพประชาชนกัมพูชาที่อยู่ในเขตอธิปไตยของไทย การประชุมอาร์บีซีจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เนื่องจากไม่มีวาระเพิ่มเติมที่จะนำไปสู่การยุติของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา
ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลจะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องบันทึกความเข้าใจ (MOU) 43-44 ผ่านการทําประชามติว่า ผลสำรวจของนิด้าโพลที่สำรวจเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ประชาชนราว 70% มีความไม่เข้าใจ กับค่อนข้างไม่เข้าใจเป็นเสียงส่วนใหญ่ เกี่ยวกับเนื้อหารายละเอียดของ MOU ฉบับดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่จะทำให้ประชามติเป็นกระบวนการสะท้อนเจตจำนงของประชาชนจริงๆ คือออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียง โดยมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นอย่างดีเพียงพอระดับหนึ่ง
“การทำประชามติแบบนี้ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่ผลที่สะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน”
เมื่อถามว่า ปชน.จะเสนอให้รัฐบาลทบทวนเรื่องนี้หรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า เสนอทบทวนมาโดยตลอดทุกครั้งที่มีโอกาส และเชื่อว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง นอกจากทราบจากตนเองก็น่าจะทราบจากนักวิชาการ และเสียงสะท้อนจากสังคม ตอนนี้ก็เห็นว่ามีโพลบางส่วนที่ทำในโลกออนไลน์ ก็จะเห็นว่าประชาชนบางส่วนอยากมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น หรือบางส่วนก็ไม่เห็นด้วยที่จะเอาเรื่องนี้มาทำประชามติ
“ควรเป็นหน้าที่ฝ่ายบริหาร รัฐบาลไม่ควรโยนการตัดสินใจนี้ให้เป็นภาระของประชาชน จริงๆ เป็นหน้าที่ฝ่ายบริหารโดยตรงที่ประชาชนมอบความไว้วางใจไป ในการตัดสินใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ในเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อน เรื่องความมั่นคงแบบนี้ รัฐบาลจะทำอย่างไรก็แสดงความรับผิดรับชอบ ตัดสินและทำเองได้เลย” นายณัฐพงษ์กล่าว
ข้องใจเสนอประชามติ MOU
ถามว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า การเสนอมาในช่วงจังหวะนี้ ทั้งที่การเลือกตั้งครั้งหน้ามีบัตรอย่างน้อย 2 ใบ คือ สส.เขตและ สส.บัญชีรายชื่ออยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องการจัดทำประชามติที่มี 2 คำถาม ดังนั้นก็มีข้อห่วงใยว่าอาจเพิ่มภาระประชาชนในการออกเสียง ที่ต้องทำความเข้าใจเรื่องละเอียดซับซ้อนหลายเรื่อง จึงต้องให้สังคมช่วยกันวิเคราะห์ว่าเหมาะหรือไม่เหมาะอย่างไร และเป็นข้อเสนอที่มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองอย่างไรหรือไม่ ในการโยนข้อเสนอนี้ออกมา ทั้งที่นายอนุทินก็รู้ดีว่า อีก 4 เดือนต้องยุบสภามุ่งหน้าสู่การเลือกตั้ง
“เราไม่เห็นด้วยกับหลักการที่จะนำเรื่องนี้มาทำประชามติ แต่การบอกแบบนี้ต้องบอกว่า พรรคประชาชนเคารพในการให้เสียงประชาชนเป็นใหญ่ ถ้ามีการจัดทำประชามติผลออกมาอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือกระบวนการ หากส่งเสียงคัดค้านแล้วรัฐบาลเดินหน้าต่อ ก็เป็นหน้าที่พรรคประชาชนและทุกพรรคการเมืองที่ต้องรณรงค์ให้มากที่สุด ต้องหาวิธีอธิบายเรื่องละเอียดซับซ้อนให้ดีที่สุด”
ส่วนนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวถึงกรณีผลนิด้าโพลสะท้อนความเห็นประชาชนกว่า 70% ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาของ MOU 43-44 ว่า ภาครัฐควรให้ความเข้าใจก่อนว่า MOU มีประโยชน์ หรือผลกระทบต่อความมั่นคงอย่างไร หากถามคนที่รู้กับคนที่ไม่รู้ คำตอบจะเป็นคนละบริบทกัน คนที่ไม่เข้าใจคำถามจะไม่ทราบว่าจริงๆ แล้วดีหรือไม่ดีอย่างไร ดังนั้นหน้าที่ของรัฐบาล คือให้ความรู้ความเข้าใจประชาชน ส่วนตัวอยากให้มีการออกสื่อประชาสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แม้กระทั่งสื่อออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจในความสำคัญของเนื้อหามากยิ่งขึ้น
ส่วนกรณีที่นายณัฐพงษ์อยากให้รัฐบาลทบทวนการทำประชามติในเรื่องดังกล่าวนั้น นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการตั้งคำถามทำประชามติที่ประชาชนยังไม่มีความเข้าใจ ทั้งเรื่องการยกเลิก MOU และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากมีข้อมูลที่ถูกต้องประชาชนก็จะทราบเองว่าควรยกเลิกหรือไม่
“เมื่อมีโพลที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในเรื่องของ MOU แล้ว ก็ควรมีโพลสำรวจความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วย ว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ ในสิทธิและเสรีภาพของตัวเองในรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากแค่ไหน เรื่องนี้ควรเป็นคำถามเหมือนกัน” นายพิสิษฐ์กล่าว
ขณะที่นายสมคิด เชื้อคง อดีต สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย และอดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเหตุการณ์ตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาว่า ในหลายพื้นที่ของ จ.อุบลราชธานี ประชาชนหลายพันครอบครัวได้รับผลกระทบจากการสู้รบที่เกิดขึ้น โดยรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรักษาการนายกฯ และ รมว.มหาดไทย ได้อนุมัติงบกลางเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนทั้งผู้อพยพ และสร้างบังเกอร์หลบภัยในเขตปะทะชายแดนในพื้นที่ที่มีการปะทะ แต่ล่าสุดปรากฏว่างบประมาณที่จัดไว้หายไปหรือตกไป ไม่มีการดำเนินการ แต่พบว่ามีการเบิกงบประมาณไปใช้ในการสร้างหลุมหลบภัยที่อำเภอนาจะหลวย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ปะทะ ต่างจากที่อำเภอน้ำยืน ช่องบก และน้ำขุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ปะทะมีประชาชนหลายหมื่นคนหนีภัยสงคราม ต้องมาพักอาศัยในพื้นที่ปลอดภัย กลับไม่ได้งบประมาณสักบาทเดียว
สมคิดโวยรัฐบาลหนู
“รัฐบาลต้องเข้ามาดูแล อย่าเห็นอำเภอน้ำยืน อำเภอน้ำขุ่น เป็นพื้นที่ของพรรคการเมืองอื่นเลยไม่ให้ความสำคัญ แบบนี้พี่น้องประชาชนไม่ยอมแน่ นายอนุทินต้องไปตรวจสอบใครทำให้งบประมาณนี้หายไป ทั้งๆ ที่รัฐบาลก่อนหน้านี้อนุมัติไว้แล้ว ต่างจากจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษได้ใช้งบประมาณแล้ว แต่จังหวัดอุบลฯ ไม่ได้ หรือนายอนุทินมองว่าจังหวัดอุบลฯ เป็นลูกเมียน้อยหรืออย่างไร ท่านจึงไม่ดูแลเหมือนจังหวัดที่พรรคภูมิใจไทยมี สส.ในพื้นที่ คนเป็นผู้บริหารประเทศคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้”นายสมคิดกล่าว
ด้านนายทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ข้อมูลว่าด้วยการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา” โดยระบุว่า เขตแดนไทย-กัมพูชา ยาว 798 กม. มีการปักปันเขตแดน 603 กม. จำนวน 73 หลัก โดยหลักเขตที่ 1 อยู่ที่ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และหลักเขตที่ 73 อยู่ที่หมู่บ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด รัฐบาลไทยและกัมพูชาได้มีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชาว่าด้วยการจัดทำเขตแดน (MOU-2000) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดตั้งและมอบอำนาจให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ปักปันหลักเขตแดน ซึ่งการยกเลิกการใช้กลไก JBC จะเป็นการเปิดช่องให้กัมพูชาใช้กลไกอื่นๆ และไทยเองก็ต้องไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลก เพราะว่ามีบทเรียนจากคดีปราสาทพระวิหารมาแล้ว
"นอกจากนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการนำเรื่องข้อพิพาทเขตแดน 3 ปราสาท และ 1 พื้นที่สามเหลี่ยมมรกตเข้าสู่ศาลโลกก็ตาม แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 จะไม่ทำให้ไทยเสียเปรียบ เนื่องจากแผนที่ไม่มีการระบุสัญลักษณ์ของปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาเมือนโต๊ด ซึ่งก็ต้องไปสู้กันที่เรื่องของสันปันน้ำอยู่ดี ซึ่งกรณีของปราสาท 3 แห่ง แม้ว่าไม่ปรากฏสัญลักษณ์บนแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่คณะกรรมาธิการร่วมจัดทำขึ้นมา แต่พบว่ายังมีเอกสารบันทึกวาจาหลักเขตจัดทำเมื่อปี 1908 ซึ่งจะมีคำบรรยายว่าหลักเขตแต่ละหลักเขตอยู่ตรงจุดใดบ้าง โดยทุกหลักจะมีบันทึกทำเป็น 2 ภาษา คือภาษาไทยและฝรั่งเศส และมีการจัดทำแผนผังรายหลักเขตที่เป็นมาตราส่วนที่ละเอียดกว่า 1:200,000 กล่าวคือโดยใช้มาตราส่วน 1:1,000, 1:2,000, 1:4,000 และ 1:10,000 เป็นต้น
“หมายความว่าการดำเนินตาม MOU-2000 นอกจากจะเป็นการผูกมัดกัมพูชาแล้วยังจะได้เขตแดนที่ชัดเจนแน่นอนอีกด้วย ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเปรียบ เพราะว่าการดำเนินงานของ JBC เป็นแบบทวิภาคีที่ต้องเห็นชอบร่วมกันทั้งสองฝ่ายในทุกปัญหา”
วันเดียวกัน ที่วัดเสือดาว ม.4 บ้านคอแล ต.หนองบ่อ อ.เมืองตราด จ.ตราด นายบุญมั่น ไชยะวงษ์ ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 พร้อมชาวบ้าน ได้ช่วยกันจัดสถานที่เตรียมงานตักบาตรเทโวโรหณะ ซึ่งไฮไลต์สำคัญอยู่ที่หุ่นเปรตขนาดใหญ่ 2 ตน ถูกนำมาตั้งไว้เพื่อเป็นพุทธานุสติ สอนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษแก่ญาติโยมที่มาทำบุญ โดยหนึ่งในสองตนใช้ใบหน้าฮุน เซน คนดังแห่งกัมพูชา ที่แต่งกายเป็นชูชก
นายบุญมั่นให้ข้อมูลว่า หุ่นเปรต 2 ตนนี้ทำขึ้นเพื่อเป็นคำสอน ให้คนเห็นภาพว่าหากเป็นคนโลภ อยากได้ของคนอื่น หรือเป็นคนพูดจาเท็จ โกหกมดเท็จ เมื่อตายไปก็จะตกนรกเป็นเปรต โดยใบหน้าหุ่นเปรตทั้งสองตนคือ ฮุน เซน และมาลี โสเจียตา โดยสาเหตุที่เลือกใบหน้าของทั้งสองคนมาทำ เพราะคุณมาลีมักพูดจาเท็จไม่มีความจริง ใส่ร้ายประเทศไทยมาโดยตลอด ส่วนฮุน เซน ก็มีท่าทีที่อยากได้ทรัพยากรและสิ่งต่างๆ ของไทย
'ฮุน เซน' รับไม่ได้ปลุกเขมร
ขณะเดียวกันสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กกรณีร้านค้าในงานวัดแห่งหนึ่งของไทย นำรูปภาพใบหน้าของตนไปเป็นเป้าสำหรับยิงปืนเพื่อแลกของรางวัลว่า "นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าประเทศที่มีอารยธรรมสูงส่ง มีคุณธรรม จริยธรรม และอารยธรรมหรือไม่ ขอเรียกร้องให้ชาวกัมพูชาทุกคนอย่ากระทำการอันน่าอับอายเช่นนี้ ซึ่งเป็นการไร้มนุษยธรรมและเลวร้ายยิ่งกว่าการกระทำของสัตว์ ไม่ว่าวิดีโอนี้จะสร้างขึ้นโดยมนุษย์หรือ AI ก็ตาม แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ผิดศีลธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้เพื่อนร่วมชาติบางคนขอให้สร้างเนื้อหาที่มีรูปถ่ายหรือภาพเหมือนพระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ถ่ายภาพเพื่อชิงรางวัล เช่นเดียวกับคนไทยบางคนทำ ก็ได้ตอบว่าถ้าเราเชื่อว่าการกระทำของพวกเขาผิด เราก็ไม่ควรแข่งขันกันทำผิด การเลียนแบบพฤติกรรมที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ ซึ่งเลวร้ายยิ่งกว่าการกระทำของสัตว์"
“เจตนาของพวกเขาคือการยั่วยุข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าหมดความอดทนในช่วงหยุดยิงที่เปราะบาง หรืออย่างน้อยที่สุดก็เพื่อปลุกปั่นกองกำลังทหารและประชาชนของเราให้ตอบโต้และปลุกปั่นความขัดแย้ง ข้าพเจ้าขอวิงวอนพี่น้องร่วมชาติทุกท่านอย่างจริงใจว่า อย่านำภาพพระมหากษัตริย์ไทยหรือภาพผู้นำไทยไปใช้ในลักษณะที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ให้เกียรติ หากท่านรู้สึกเจ็บปวดหรือไม่พอใจประเทศไทย โปรดงดเว้นซื้อสินค้าไทย และหยุดใช้เงินบาทไทยในกัมพูชา เพื่อเสริมสร้างความเป็นอิสระทางการเงินของชาติ”
นอกจากนี้ยังโพสต์ว่า "ประชาชนบางส่วนในประเทศไทย รวมถึงผู้นำไทยบางคน กำลังประเมินเศรษฐกิจของกัมพูชาไม่ถูกต้อง โดยกล่าวว่ากำลังเผชิญความยากลำบากจากการปิดพรมแดน แต่ขอขอบคุณผู้นำไทยที่จงใจช่วยเหลือเรา กัมพูชาใช้เงินไม่น้อยกว่าห้าพันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อซื้อสินค้าไทย การเปลี่ยนการใช้จ่ายนี้ไปซื้อสินค้าท้องถิ่น จะเป็นการเปิดตลาดและโอกาสเสริมสร้างเศรษฐกิจกัมพูชา เราไม่เคยเรียกร้องให้นำสินค้าไทยมาจำหน่ายในตลาดเรา เราเป็นผู้จ่ายเงินเอง ผู้นำไทยต้องไม่เข้าใจผิดหรือดูถูกกัมพูชาต่อไป"
“ข้าพเจ้าขอแจ้งต่อประชาชนของเรา โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้ชายแดนไทย รีบแลกเปลี่ยนเงินบาทเป็นเงินเรียลหรือดอลลาร์โดยด่วน เพราะในอนาคตอันใกล้นี้คุณอาจเผชิญกับภาวะขาดทุนอย่างหนัก เงินบาทอาจกลายเป็นจุดอ่อนที่ถูกนำไปใช้กดดัน เช่นเดียวกับที่เราเคยพบเห็นในสถานการณ์ที่ผ่านมาเกี่ยวกับไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และเชื้อเพลิง การเปลี่ยนจากเงินบาทเป็นเงินเรียลจะเสริมสร้างอำนาจอธิปไตยทางการเงินของประเทศเรา”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮศาลไฟเขียว ลต.บอร์ดสปส. 27ก.ย.ตามเดิม
"ษัษฐรัมย์" นำทีมก้าวหน้าเฮ! ศาลปกครองพิพากษาเพิกถอนคำสั่งชะลอเลือกตั้ง "บอร์ดประกันสังคม"
ทูลเกล้าฯหมอสรณพ้นปธ.กสทช.
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ให้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช.แล้ว
รบ.เน้นเอกภาพดับไฟใต้ ยังไม่เปลี่ยนเลขาฯสมช.
“อนุทิน” แจงยังไม่คิดเปลี่ยนตัว “เลขาฯ สมช.” ขณะที่ “ฉัตรชัย” ไม่กั๊ก
8แสนโยงเลือกสส.‘กกต.’ปัดฮั้วสว.
“นายกฯ” เตรียมประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา 31 ส.ค.-1 ก.ย.69 ถกปัญหา 5 จว.ใต้ หวังกระตุ้น ศก.-แก้ปัญหาผังเมือง
ห้ามพกปืน100% หนูสั่งรื้อกม.เข้มโทษหนัก ฉลองนอนคุก/เซฟโซนรร.
“อนุทิน” ร่ายยาวคุมอาวุธปืนใหม่ จ่อเปิดช่องส่งมอบปืนเถื่อน
‘หนู’ไม่รู้งูเขียวซบน้ำเงิน ส้มนัดทุบกำแพงโสโครก
"อนุทิน" แจงโพสต์ “วิ่งหัวชนกำแพง” แค่ “สอนตัวเอง เตือนตัวเอง”

