"สื่อมาเลย์" ขออภัยแปลข่าวทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชาผิด ยันผลตรวจ AOT พบเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ "โฆษก รบ." ติงเรื่องละเอียดอ่อนต้องระมัดระวัง "ช่องอานม้า" พบอีก 2 ทุ่นระเบิดถูกฝัง "โฆษก ทบ." เชื่อเขมรรุกข้ามแดนหมายดักบึ้มทหารลาดตระเวน “แม่ทัพกุ้ง” มองเหตุยิงปืนเล็กฝั่งสระแก้วหวังกลบข่าวทหารเหยียบระเบิด แนะจับตาปราสาทตาควายอาจเบี่ยงไปก่อเหตุ "เท้ง" เตือนสติ "นายกฯ อนุทิน" อย่าโหนกระแสชาตินิยมเอาแต่คะแนนเสียง บอกฉีกสันติภาพทำไทยเสียเปรียบเวทีโลก "นักวิชาการ" สะท้อนมุมกลับ ชี้รัฐบาลไทยแก้ปัญหาชายแดนถูกทาง เลิกปฏิญญาเพื่อรักษาอิสระชาติ
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2568 มีความเคลื่อนไหวจากสำนักข่าวเบอร์นามา (Bernama) ซึ่งเป็นสำนักข่าวแห่งชาติของมาเลเซีย ได้แก้ข่าวที่ผิดพลาด หลังรายงานคลาดเคลื่อนเมื่อวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา อ้างรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียย้ำคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) แจ้งไม่มีการวางทุ่นระเบิดใหม่จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนได้รับบาดเจ็บ
โดย Bernama สำนักข่าวแห่งชาติของมาเลเซียชี้แจงว่า "ถึงลูกค้าบริการข่าวทุกท่าน โปรดทราบว่ามีการแก้ไขเร่งด่วนและจำเป็นสำหรับข่าวภาษาอังกฤษที่เผยแพร่ออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีคำกล่าวอ้างของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ดาโต๊ะ เสรี อุตมา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน เนื้อหาข่าวต้นฉบับมีข้อผิดพลาดในการแปลถ้อยคำที่รัฐมนตรีต่างประเทศกล่าวไว้เป็นภาษามลายู ซึ่งทำให้ความหมายที่ตั้งใจสื่อถูกบิดเบือนไป
ข้อผิดพลาดดังกล่าวเกิดขึ้นในย่อหน้าที่ 8 ประโยคที่ไม่ถูกต้อง ในข่าวภาษาอังกฤษระบุว่า: “But the ASEAN observer teams in Thailand and Cambodia have reported that they were not new landmines”. (“แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในไทยและกัมพูชารายงานว่าไม่ใช่ทุ่นระเบิดใหม่”) ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวนี้ขัดแย้งกับข้อมูลในข่าวฉบับภาษามาเลย์ต้นทาง ประโยคในย่อหน้าที่ 8 ควรถูกแทนที่ทั้งหมด ด้วยประโยคแปลที่ถูกต้องดังต่อไปนี้
“But the ASEAN observer teams in Thailand and Cambodia have reported that they were new landmines. I just got off the phone with the Thai Foreign Minister. My hope is for both sides to calm down and to continue the peace talk,” (แต่ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนในไทยและกัมพูชารายงานว่า เป็น #ทุ่นระเบิดใหม่... ผมเพิ่งวางสายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ผมหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสงบลงและเดินหน้าเจรจาสันติภาพต่อไป)
ส่วนนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) รายงานว่าทุ่นระเบิดที่ทหารไทยเหยียบไม่ใช่ของใหม่ ซึ่งไม่ตรงกับคำกล่าวในภาษาต้นฉบับ และไม่ตรงกับหลักฐานความจริงซึ่งฝ่ายไทยตรวจสอบแล้วว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่โดยฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา สำนักข่าว Bernama ได้ตรวจสอบและยืนยันว่าเกิดความผิดพลาดในการแปลถ้อยแถลงจากภาษามลายูเป็นภาษาอังกฤษจริง คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนในประเทศไทยและกัมพูชรายงานว่า “พบทุ่นระเบิดใหม่” ไม่ใช่ “ไม่พบทุ่นระเบิดใหม่” ดังที่แปลคลาดเคลื่อนก่อนหน้านี้
"พื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางลาดตระเวนเดิมของไทย ซึ่งทหารกัมพูชาเคยรุกล้ำเข้ามาวางกำลัง จึงสรุปได้ว่า ฝ่ายกัมพูชาลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ขอความระมัดระวังในการเผยแพร่ เพราะถ้าเกิดความผิดพลาดทำให้ไทยเสียประโยชน์ รัฐบาลไทยต้องต่อสู้ถึงที่สุด" โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ช่องอานม้าพบทุ่นระเบิดอีก
พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงมีการตรวจพบการใช้ทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ (14 พ.ย.) ในพื้นที่บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า ตำบลโซง อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในเขตเส้นปฏิบัติการของไทย หน่วยทหารในพื้นที่ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดจำนวน 2 ทุ่น ซึ่งจากการพิสูจน์ทราบโดยชุดตรวจค้นทุ่นระเบิด พบว่าเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 สภาพใหม่ แต่ยังไม่ได้ถอดสลักนิรภัยออก จึงได้ทำการเก็บกู้และบันทึกหลักฐานเพื่อดำเนินการรายงานต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน AOT ต่อไป
สำหรับทุ่นระเบิดที่ตรวจพบ 2 ทุ่น วางห่างกันระยะประมาณ 50 เมตร โดยจุดที่ 1 อยู่บริเวณแนวลาดตระเวนของฝ่ายไทย และจุดที่ 2 อยู่ใกล้เคียงกับฐานปฏิบัติการเก่า บริเวณเนิน 677 ที่ฝ่ายไทยอยู่ระหว่างการปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งหากพิจารณาจากตำแหน่งที่ตรวจพบทุ่นระเบิดแล้ว สันนิษฐานว่าเป็นการเตรียมการวางทุ่นระเบิดของทหารกัมพูชา เพื่อลอบทำร้ายฝ่ายไทยที่ลาดตระเวนบริเวณชายแดน หรือมีการเข้าไปปรับปรุงพื้นที่ในบริเวณดังกล่าว
"การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการรุกล้ำอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และแสดงถึงเจตนาในการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารไทย" พล.ต.วินธัยกล่าว
โฆษก ทบ.ยังกล่าวถึงกรณีทางการกัมพูชา รวมทั้งสื่อกัมพูชากล่าวอ้างทหารไทยยิงใส่พลเรือนบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จ.บันเตียเมียนเจย เมื่อ 12 พ.ย.68 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่งว่า ขอตั้งข้อสังเกตหลายประการต่อกรณีนี้ 1.กรณีเรื่องศพประชาชนกัมพูชาที่กล่าวอ้างว่าถูกยิงเสียชีวิตจากเหตุการณ์การปะทะ และได้ฌาปนกิจเสร็จสิ้นไปแล้ว ถือเป็นการกระทำที่ผิดวิสัย 2.หากกัมพูชาต้องการเรียกร้องความสนใจต่อสังคมโลกหรือกล่าวโทษต่อฝ่ายไทย ก็มักจะใช้วิธีเปิดเผยหลักฐานและประโคมข่าวใหญ่โต แต่กรณีศพผู้เสียชีวิตดังกล่าวกลับไม่กระทำเช่นนั้น 3.ทางการกัมพูชาควรออกมาชี้แจงในประเด็นที่ปรากฏคลิปวิดีโอการให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการโรงพยาบาลสาธารณสุข จ.บันเตียเมียนเจย ระบุจากเหตุการณ์ปะทะผู้บาดเจ็บจำนวน 3 คน และไม่มีผู้เสียชีวิต 4.เมื่อสังเกตจากภาพที่ประชาชนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บและนำส่งโรงพยาบาล พบว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
"ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ล้วนยืนยันว่ากัมพูชาพยายามสร้างสถานการณ์ จัดฉากและสร้างภาพการละครในบทเหยื่อที่ถูกกระทำจากฝ่ายไทย ทั้งที่จริงๆ นั้นกลับเป็นผู้เริ่มดำเนินการละเมิดปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชา และให้ข้อมูลบิดเบือนต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง กองทัพบกขอให้กัมพูชาหยุดการกระทำต่างๆ ที่จะสร้างความขัดแย้งและความเป็นปรปักษ์ในพื้นที่ชายแดนเพิ่มมากขึ้น" โฆษก ทบ.กล่าว
ขณะที่ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการปฏิบัติของกำลังพล หน่วยเฉพาะกิจที่ 2 (ฉก.2) กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อประเมินสถานการณ์ความมั่นคงและเตรียมความพร้อมในพื้นที่ที่ยังคงมีความอ่อนไหวและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด
แนะจับตาปราสาทตาควาย
แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำให้กำลังพลทุกหน่วย ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการลาดตระเวน การเฝ้าตรวจ การวิเคราะห์ข่าวกรองทางทหาร และการเตรียมความพร้อม ในการปฏิบัติตามแผนเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกมิติ พร้อมทั้งให้หน่วยดำรงสภาพความพร้อมรบขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันเหตุความรุนแรงและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดน
“กองทัพภาคที่ 2 จะดำรงความพร้อมรบสูงสุด ในการปกป้องอธิปไตย และดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างมั่นคงยั่งยืน ยืนยันจะดูแลผืนแผ่นดินไทย ไม่เสียแม้แต่ตารางเซนติเมตรเดียว” แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุ
ที่กองทัพไทย มีการจัดประชุมชี้แจงและแสดงหลักฐานต่างๆ ในสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีผู้บังคับบัญชาของกองบัญชาการกองทัพไทย ร่วมกับผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ให้ข้อมูลสำคัญต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย (Military Attache Corps to Thailand : MAC-T) จำนวน 18 ประเทศ
ทั้งนี้ การชี้แจงมุ่งเน้นประเด็นสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดน โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดที่พิสูจน์ทราบแล้ว ทั้งหลักฐานเชิงประจักษ์และทางนิติวิทยาศาสตร์ว่าเป็นการวางทุ่นระเบิดใหม่ ในพื้นที่ห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจจากนานาประเทศ
ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองต่อสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เนื่องจากทหารขาขาดเพิ่มอีกหนึ่งนายว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่นายกฯ ได้ให้คำชี้แจงยืนยันไปแล้ว ส่วนบุคคลที่เราควบคุมตัวทั้ง 18 นาย ก็ยังไม่ให้ปล่อยตัวเชลยศึก ซึ่งตอนนี้เป็นการตอบโต้ในขั้นต้น ก็ชัดเจนอยู่แล้ว และทางนายกฯ ได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ฉะนั้นฝ่ายความมั่นคงและเหล่าทัพต่างๆ ก็ต้องเตรียมจัดการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามสมควร
ถามถึงกรณีที่มีการระงับปฏิญญาสันติภาพไปก่อนนั้น พล.ท.บุญสินระบุว่า ก็น่าจะเหมาะสม เพราะเป็นเรื่องที่เราสูญเสียกำลังพล เราต้องแสดงออกถึงความเหมาะสม และไม่พอใจที่ลูกน้องเราโดนกระทำแบบนี้ ก็ต้องมีการตอบโต้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่แล้ว นอกจากการประท้วงด้วยเอกสาร
"เหตุยิงเข้ามาทางจังหวัดสระแก้วของฝ่ายกัมพูชา มองว่าอาจเป็นเกมอย่างหนึ่ง อาจเป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อกลบข่าวกับระเบิดที่จังหวัดสุรินทร์ก็ได้ ผมคิดว่าจะมีนัยพอสมควร ส่วนจะยังมีการยั่วยุอีกหรือไม่ ก็ต้องรอดูว่าเจตนารมณ์ของผู้นำเขานั้นมีวัตถุประสงค์ต้องการอะไร" พล.ท.บุญสินระบุ
ถามว่า มองว่าพื้นที่สระแก้วจะลุกลามไปถึงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 หรือไม่ พล.ท.บุญสินระบุว่า คงเป็นนโยบายของประเทศเดียวกันของเขมร ในความคิดของตนตามแนวชายแดนก็มีส่วนที่จะเชื่อมโยงสถานการณ์กัน และอาจจะมีส่วนหนึ่งที่ดึงความสนใจไปที่ปราสาทตาควาย ฉะนั้นทางรัฐบาลที่ได้ออกมาตอบโต้ในเรื่องของการงดปล่อยตัวเชลยศึก และการประณามต่างๆ ตนคิดว่าถูกต้องแล้ว
ที่อาคารอนาคตใหม่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ต่อกรณีที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นเสียขาจากกับระเบิดของกัมพูชาว่า ตนมีความกังวลเป็นอย่างยิ่งว่าท่าทีของนายกฯ ในขณะนี้เป็นท่าทีที่ขาดความละเอียดรอบคอบ อาจจะทำให้ประเทศไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในสถานการณ์ความขัดแย้งล่าสุด เพราะไทยกลายเป็นฝ่ายประกาศระงับข้อตกลงสันติภาพนี้เสียเอง แทนที่เราจะใช้โอกาสนี้ในการตอกย้ำพฤติกรรมที่ชั่วร้ายของกัมพูชา โดยขอระดมความร่วมมือจากทั่วโลกในการกดดันอย่างเข้มข้น
เท้งเตือนหนูโหนกระแสชาตินิยม
นายณัฐพงษ์กล่าวว่า แทนที่เราจะประกาศฉีกสัญญาสันติภาพ นายกฯ ควรแสดงออกถึงความโกรธที่เกิดขึ้นต่อคนไทยในฐานะผู้นำประเทศ ด้วยการต่อสายตรงถึงตัวแทนจากประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย ให้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หรือต่อสายตรงถึงผู้นำสหรัฐอเมริกาโดยตรง ในฐานะสักขีพยานของข้อตกลงสันติภาพ เพื่อขอให้สหรัฐอเมริกาพิจารณาตัดความร่วมมือทางการทหารต่อกัมพูชา รวมถึงการใช้มาตรการกดดันอื่นๆ เช่น มาตรการทางภาษี เพื่อทำให้กัมพูชายุติพฤติกรรมที่ชั่วร้ายเหล่านี้ในทันที
หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า เมื่อเกิดกรณีทหารไทยเกี่ยวกับระเบิดขึ้น แทนที่คุณอนุทินจะเร่งดำเนินการในปฏิบัติการให้โลกล้อมกัมพูชา ทั้งการละเมิดสัญญาสันติภาพและการผนึกกำลังนานาชาติในการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบกัมพูชาในทุกประตู แต่สิ่งที่นายกรัฐมนตรีดำเนินการ กลับเลือกโหนกระแสชาตินิยม เพื่อปกป้องคะแนนนิยมของตัวเอง และกลบเกลื่อนการจัดการปัญหาสแกมเมอร์ รวมถึงกระบวนการการฟอกเงินที่กระทบรัฐบาลของคุณอนุทินในขณะนี้ ถ้าหากรัฐบาลยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ตนยืนยันว่ายังมีอีกหลายมาตรการที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้
“ประเทศไทยในปัจจุบันเราต้องการตัวนายกรัฐมนตรีที่แสดงออกอย่างมีวุฒิภาวะ ตอบโต้อย่างมีสติและได้สัดส่วน และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง มากกว่าการรักษาคะแนนนิยมของตัวเอง ขอเรียกร้องในการดึงสตินายกรัฐมนตรีให้กลับมา และเร่งดำเนินการตามมาตรการที่ผมแถลง” หัวหน้าพรรค ปชน.ระบุ
ขณะที่ รศ.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงท่าทีรัฐบาลต่อปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สิ่งที่รัฐบาลดำเนินอยู่เป็นกระบวนการที่มีความละเอียดรอบคอบ มีเหตุผลรองรับ และเป็นแนวทางที่สอดรับกับหลักการเพื่อรักษาสันติภาพ และป้องกันผลกระทบแง่ลบที่ตามมาในระยะยาว รัฐบาลต้องคำนึงหลายๆ มิติในการแก้ไขปัญหา เข้าใจความรู้สึกและอารมณ์ของประชาชนในขณะนี้ ที่อยากจะให้รัฐบาลดำเนินการแบบเข้มข้น แต่รัฐบาลต้องประเมินสถานการณ์จากรอบคอบ การตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมมีผลกระทบตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"การประกาศยกเลิกปฏิญญาที่เคยลงนามไว้ คือสัญญาณชัดเจนว่าไทยจะกลับมาแก้ปัญหาชายแดนด้วยตนเอง โดยไม่เปิดช่องให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ ซึ่งสะท้อนหลักการพื้นฐานของรัฐอธิปไตยว่าความเป็นอิสระของชาติต้องมาก่อนทุกอย่าง มาตรการที่ไทยใช้ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ส่งตัวเชลยกลับ การไม่ออกใบอนุญาตแรงงานเพิ่มเติม รวมถึงการปิดด่านตลอดแนว ถือเป็นแรงกดดันทางนโยบายที่มีพลังและเป็นระบบ ไม่ใช่การตอบโต้ด้วยอารมณ์" รศ.โอฬารกล่าว
นักวิชาการ ม.บูรพาชี้ว่า สิ่งที่ทำให้กัมพูชาต้องคิดให้รอบคอบมากขึ้น คือบทบาทของนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศหนุนหลังการตัดสินใจของกองทัพอย่างชัดเจน นี่คือความแนบแน่นระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ซึ่งแตกต่างจากยุครัฐบาลก่อน ที่มีรอยร้าวปรากฏชัด การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันและกองทัพมีจุดยืนตรงกัน ทำให้ท่าทีของไทยมีเสถียรภาพและชัดเจนขึ้นอย่างมาก จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาต้องประเมินผลลัพธ์ให้ละเอียดกว่าเดิมในทุกการเคลื่อนไหว
ที่ จ.บุรีรัมย์ ปลัดอำเภอพร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและ อส. ทำการฝึกความพร้อมสภาพร่างกายและยุทธวิธีต่างๆ ให้กับชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน หรือ ชรบ. ตามแนวชายแดนทั้ง 9 ตำบล 118 หมู่บ้าน รวมจำนวน 2,124 นาย ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง
ส่วน จ.สุรินทร์ ชาวบ้าน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ รายงานพบโดรนต้องสงสัยบินต่ำเหนือชุมชนหลายแห่งตามแนวชายแดน โดยมีการบันทึกภาพไว้ได้ชัดเจน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต.คอพาดเขียง ปธ.อุทธรณ์รับคดี
“ศาลฎีกา” ตรวจหลักฐานคดี สว.สำรองร้องเพิกถอน “แดง-สมพาน” สมัครผิดกลุ่ม เริ่มไต่สวนพยาน 24 พ.ย.นี้ “สมชัย” คาดรู้ผล ธ.ค. “เชาว์” เตือน กกต. 5 เสียงยื่นศาล รธน. หวังสกัดหรือไม่ “นายกสมาคมทนาย” เบรก ไม่มีอำนาจยื่นวินิจฉัย
‘นายกฯ’ไฟเขียว ม็อบกํานันมะโน ชุมนุมตามสิทธิ
นายกฯ ย้ำม็อบกำนันชุมนุมได้ตามสิทธิ ไม่สืบสาวท่อน้ำเลี้ยงหากไม่ทำผิด กม. ขอไม่ก้าวล่วงอำนาจศาล “ปลัด สปน.” ส่งเจ้าหน้าที่สแตนด์บายรับเรื่องร้องเรียน เชื่อยังคุยกันได้ เผยมีเรื่องเข้าอนุฯ กลั่นกรองนิรโทษกรรมแล้วเกือบ 30 คำร้อง
อึ้ง!เงินมูลนิธิบุ๋ม2ปีหมุน1.8พันล.
“นายกฯ” ทุบโต๊ะ สั่งกวาดเหี้ยนมูลนิธิเถื่อนทั้งประเทศ หน้ากากนักบุญดังหนาวแน่ “ปลัด มท.” กาหัวเอาผิด "บุ๋ม ปนัดดา-สามี" นอนคุกสุดสัปดาห์ยาว
ริบอํานาจกมธ.ลาม ‘ศุภชัย-โรม’ฟาดเดือด/‘อนุทิน’ยินดีร่วมมือแต่ต้องยึดกม.
“อนุทิน” เคลียร์ปมร้อน "น้ำเงินกินรวบ-ศึกซักฟอก" ในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เสาร์นี้ “มท.1” แจงข้อครหา กมธ.เพิกเฉยไม่สั่ง "อธิบดีปกครอง"
ปีติเสด็จฯขบวนพยุหยาตราทางชลมารค
“ในหลวง-พระราชินี” เสด็จฯ ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวราราม เนื่องในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบพระราชินี พสกนิกรเฝ้าฯ
จ่อทวงสัญญาทรัมป์ภาษี19%
"อนุทิน” ยันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐไม่กระทบไทย จ่อทวงสัญญา "ทรัมป์"

