กองทัพไทยเปิดรายงาน ผลตรวจสอบของ AOT ยืนยันทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พบบริเวณห้วยตามาเรีย- ภูมะเขือ ทำทหารขาขาดรายที่ 7 เป็นระเบิดที่ถูกฝังใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าตามที่กองทัพกัมพูชาอ้าง คาดมีการฝังทุ่นระเบิดเพิ่มเติม กองทัพภาค 2 แฉทหารเขมรขโมยลวดหนามออกจากพื้นที่ชายแดน บริเวณช่องระยี-ช่องเปรอ อ.กาบเชิง สุรินทร์ คาดหลอกล่อให้ทหารไทยติดตามเข้าไปในพื้นที่สังหาร
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน กองบัญชาการกองทัพไทย ออกประกาศเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนประจำประเทศไทย (ASEAN Observer Team-Thailand: AOT-TH) ต่อเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2568 ส่งผลให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บ โดยผลการสังเกตการณ์ยืนยันชัดเจนว่า ทุ่นระเบิดที่พบเป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 ที่ถูกฝังใหม่ ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าตามที่กองทัพกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด
คณะ AOT-TH ได้ลงพื้นที่ทันทีหลังเกิดเหตุ และจากการประเมินสภาพหน้าดิน รูปแบบการวางทุ่น และร่องรอยการฝัง พบว่าทุ่นระเบิด PMN-2 ถูกฝังในช่วงเหตุปะทะล่าสุด ลักษณะตรงกับทุกเหตุการณ์ก่อนหน้าในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งทุ่นระเบิด PMN-2 ที่พบในแต่ละครั้งล้วนเป็นการฝังใหม่ทั้งหมด
จากการตรวจสอบของหน่วยวิศวกรรมร่วมกับ AOT-TH ยังพบสัญญาณบ่งชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวอาจมีการฝังทุ่นระเบิดเพิ่มเติม และยังไม่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้ในทันที เนื่องจากเสี่ยงต่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ คณะ AOT-TH ได้ยืนยันพิกัดจุดพบทุ่นระเบิดทุกจุดด้วย GPS โทรศัพท์มือถือ (Google Map) ร่วมกับแผนที่ภูมิประเทศอย่างเป็นระบบ ผลการตรวจสอบชัดเจนว่าทุกตำแหน่งอยู่ในดินแดนของไทยทั้งหมด ไม่มีจุดใดอยู่นอกเขตแดนไทย
ที่สำคัญหัวหน้าคณะ AOT-TH ได้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของทหารกัมพูชา ซึ่งถูกทิ้งไว้ขณะถอนกำลังบริเวณภูมะเขือ ภายในโทรศัพท์พบภาพถ่าย วิดีโอ และข้อมูลการลงทะเบียนหมายเลขโทรศัพท์ที่เป็นของฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจน โดยมีภาพการวางและขุดฝังทุ่นระเบิด PMN-2 รวมถึงภาพการปฏิบัติของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันได้ว่า ทุ่นระเบิดถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชาในเขตแดนไทย
คณะสังเกตการณ์ยังระบุด้วยว่า พื้นที่ดังกล่าวเคยถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการส่วนหน้าในช่วงการปะทะ และมีความเป็นไปได้สูงว่าทุ่นระเบิดถูกฝังในช่วงสถานการณ์ความตึงเครียดล่าสุด ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าที่เหลืออยู่ในพื้นที่ตามการชี้แจงของฝ่ายกัมพูชา
กองบัญชาการกองทัพไทยขอย้ำว่า ประเทศไทยปฏิบัติตามทุกข้อตกลงภายใต้กรอบกลไกทวิภาคี ไม่ว่าจะเป็น GBC, JBC หรือข้อตกลงการสังเกตการณ์ร่วมทุกฉบับ พร้อมดำเนินงานตามหลักสันติวิธี ความโปร่งใส และมาตรฐานสากลมาโดยตลอด ฝ่ายไทยยังพบพฤติการณ์จากฝ่ายกัมพูชาที่ให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในหลายเวทีการหารือ ซึ่งส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการเจรจาและความเชื่อมั่นในกลไกความร่วมมือ กองบัญชาการกองทัพไทยยังคงเดินหน้าตามกลไกทวิภาคีทุกระดับอย่างโปร่งใส ชัดเจน และตรวจสอบได้ เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างมั่นคงต่อไป
ด้านกองทัพภาคที่ 2 ขอชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน กรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเจ้าหน้าที่กัมพูชานำลวดหนามหีบเพลงออกจากพื้นที่ชายแดน พร้อมมีการกล่าวอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของทหารไทย จากการตรวจสอบของหน่วยเฉพาะกิจที่ 2 กองกำลังสุรนารี ยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในพื้นที่รอยต่อระหว่างช่องระยี-ช่องเปรอ อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
โดยเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2568 เวลาประมาณ 09.00 น. ขณะกองร้อยทหารพรานที่ 2101 ปฏิบัติภารกิจวางแนวรั้วลวดหนาม เพื่อควบคุมพื้นที่และป้องกันการรุกล้ำจากฝ่ายกัมพูชา เจ้าหน้าที่ชุดที่กำลังปฏิบัติงานได้รับรายงานจากชุดระวังป้องกันว่า มีกำลังทหารกัมพูชาประมาณ 20 นายเคลื่อนที่เข้ามาใกล้จุดปฏิบัติงาน จึงมีการหยุดภารกิจชั่วคราวและจัดกำลังที่ออกปฏิบัติงานเข้าไปเจรจา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดวางลวดหนามประมาณ 200 เมตร เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบ จากการพูดคุยนานประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่กัมพูชาถอนกำลังกลับไปยังพื้นที่ของตนเอง แต่เมื่อหัวหน้าชุดทหารพรานได้นำกำลังที่เข้าไปเจรจากลับมายังจุดเดิม พบว่าลวดหนามหีบเพลงที่เตรียมไว้สำหรับวางแนวควบคุมได้หายไป
ปัจจุบันหน่วยวางกำลังควบคุมพื้นที่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และได้นำลวดหนามใหม่เข้าไปติดตั้งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จากการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการซุกซ่อนวัตถุอันตราย เช่นกับระเบิดและทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (PMN-2) เป็นต้น และอาจเป็นเล่ห์เหลี่ยมของทหารกัมพูชาที่หลอกล่อให้ทหารไทยติดตามเข้าไปในพื้นที่สังหาร
วันเดียวกัน นายปานเทพ พัวพงศ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินและคณะ ได้มอบอากาศยานไร้คนขับ (Drone) 100 ระบบ รวมมูลค่า 19 ล้านบาทให้แก่กองทัพบก เพื่อสนับสนุนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นตัวแทนผู้รับมอบ และมี พล.ท.บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทรัมป์ปลุกมหาอำนาจ ป้อง‘ช่องแคบฮอร์มุซ’
“โดนัลด์ ทรัมป์” กวักมือเรียกมหาอำนาจช่วยกันรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ
โสภณยึดประธานสภา ‘มัลลิกา-เลิศศักดิ์’รอง
บุรีรัมย์กินรวบ! “โสภณ ซารัมย์” นั่งประธานสภาฯ ตามคาด ด้วยคะแนนเสียง 289 เสียง
‘ดีเอสไอ’ถอย! คดีเขากระโดง อ้างป.ป.ช.สอบ
“โฆษกดีเอสไอ” ยอมรับยุติสอบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวปมเขากระโดงแล้ว
อนุทินยํ้ากลั่นกรองชื่อ‘รมต.’
"อนุทิน" ออกประกาศิตถึงพรรคร่วมฯ ถ้าโผ ครม.ชื่อส่งมามีปัญหา ต้องเปลี่ยนตัวได้ จ่อนัดถกโควตา บอกยังไม่รู้โหวตนายกฯ 19 มี.ค.
สยบตื่น!กักตุนนํ้ามัน หนูยันมีสำรองสูงสุดในอาเซียน/เอกนิติขนผู้ค้าแถลงการันตี
นายกฯ นั่งหัวโต๊ะ ศบก. สยบแตกตื่น! การันตีสต๊อกน้ำมันมีถึง 100 วัน
สหรัฐตั้งค่าหัว ล่าผู้นำอิหร่าน
วอชิงตันประกาศรางวัล 10 ล้านดอลลาร์สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของโมจตาบา คาเมเนอี สหรัฐจะเพิ่มการโจมตีทางอากาศต่ออิหร่าน พร้อมส่งนาวิกโยธินและเรือรบจำนวนมาก

