ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเหลว ไร้ข้อสรุปเป็นรูปธรรม “กัมพูชา” ชงหยุดยิงเที่ยงคืนนี้ แต่ที่ประชุมไม่มีใครหนุน เตรียมถกจีบีซีอีกรอบ 24 ธ.ค.ที่จันทบุรี “สีหศักดิ์” ย้ำชัดเขมรต้องปฏิบัติตาม 3 ข้อเรียกร้อง “อนุทิน” เผยหารือทูตพิเศษจีนไม่มีเซอร์ไพรส์ สมช.ประชุมสั่งคุมเข้มโดรน หลังเกิดกระแสโดรนโผล่พรึ่บ! สนามบินสุวรรณภูมิและพื้นที่ชั้นใน ขู่โทษประหาร-คุกตลอดชีวิต “บิ๊กต่าย” ยันไม่พบแต่ต้องคิดแง่ร้ายที่สุดไว้ก่อน สมรภูมิสระแก้วยังเดือด เขมรถล่ม BM-21 ต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 เวลา 12.10 น.ตามเวลาของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง ได้มีการจัดประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษเพื่อหารือสถานการณ์ไทย-กัมพูชา โดยก่อนประชุมนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกับรัฐมนตรีอาเซียน
โดยนายโมฮามัด ฮาซัน รมว.การต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นผู้กล่าวเปิดประชุม โดยได้พูดถึงประวัติที่มาของการก่อตั้งอาเซียน ก่อนไล่ไปถึงข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 และข้อเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 13 ธ.ค. 2568 เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป
“การประชุมพิเศษครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นความพยายามของอาเซียน เพื่อให้เกิดเสถียรภาพขึ้นอีกครั้งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ อาเซียนต้องทำทุกวิถีทางที่จำเป็นเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เป้าหมายของเราไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดความตึงเครียด เราต้องเสริมสร้างความไว้วางใจระหว่างฝ่ายที่ขัดแย้งกัน และเปิดโอกาสสำหรับการเจรจา แม้จะมีความแตกต่างกันอยู่”
นายโมฮามัดย้ำว่า ในขณะที่เราจัดการกับปัญหาในระดับภูมิภาคในปัจจุบัน ขอให้เรายึดมั่นในภูมิปัญญาจากอดีตของเรา การเจรจาเหนือความขัดแย้ง ความสามัคคีเหนือการแบ่งแยก และความเจริญรุ่งเรืองที่แบ่งปันกัน และขออย่าลืมว่าภูมิปัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาเซียนคือเจตจำนงร่วมกันของเรา เจตจำนงที่จะผูกพันเราเข้าด้วยกัน ด้วยมิตรภาพ ความร่วมมือ และความไว้วางใจ
“เราต้องแสดงให้โลกเห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นคุณลักษณะเด่นของเราตลอดมา” นายโมฮามัดกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้สังเกตการณ์ AOT ได้รายงานการทำหน้าที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ก่อนเปิดเวทีให้สมาชิกได้แสดงท่าที โดยเริ่มจากประเทศคู่กรณีคือไทยและกัมพูชา เรียงการพูดตามตัวอักษร และฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนปีต่อไป แล้วจึงจะเริ่มให้สมาชิกอาเซียนพูดตามตัวอักษรอีกครั้งจนปิดการประชุม ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1.30 ชม. ตั้งแต่เวลา 12.00 น.-13.30 น. โดยไม่มีแถลงการณ์หรือผลการประชุมอย่างเป็นทางการ ซึ่งผลประชุมไม่มีข้อตกลงหยุดยิง แต่ตัวแทนของฝ่ายไทยและกัมพูชาจะนัดหารือในระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 24 ธ.ค. ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นที่ชายแดนบริเวณจังหวัดจันทบุรี
มีรายงานว่า ระหว่างการประชุมนั้น นายปรัก สุคน รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ได้กล่าวเรียกร้องให้หยุดยิงภายในเวลา 00.00 น.ของคืนวันที่ 22 ธ.ค. แต่ไม่มีผู้ใดเห็นชอบ ขณะที่ไทยเรียกร้องให้กัมพูชาส่งคำขอหยุดยิงเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังไทย
ในเวลา 18.00 น. กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ออกแถลงการณ์การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ ระบุว่า 1.ไทยขอขอบคุณมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีครั้งนี้ และแสดงความประสงค์อย่างแรงกล้าให้ไทยและกัมพูชากลับสู่กระบวนการเจรจา รวมถึงผ่านกลไกทวิภาคี และดำเนินการเพื่อนำไปสู่การยุติการสู้รบทุกรูปแบบ 2.ไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ยั่งยืน และตั้งอยู่บนการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมาไทยได้ใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่ไทยไม่อาจเพิกเฉยต่อการละเมิดข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ รวมถึงการวางทุ่นระเบิด ซึ่งยังก่อให้เกิดความสูญเสียและเป็นภัยต่อพลเรือนและทหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดทหารไทยสูญเสียขาเป็นครั้งที่ 8
ไทยย้ำ 3 ข้อหลัก
3.ไทยได้ชี้แจงให้สมาชิกอาเซียนทราบถึงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแจ้งจุดยืนของไทย โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการที่จะนำไปสู่การหารือเพื่อลดระดับความตึงเครียดที่จะนำไปสู่สันติภาพ ได้แก่ (1) กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน (2) การหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาจะต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง โดยต้องมีการตรวจสอบโดยฝ่ายทหารตามความเป็นจริงในพื้นที่ และ (3) กัมพูชาต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง
4.ที่ประชุมยินดีที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือเพื่อนำไปสู่การกลับมาหยุดยิงและการยุติการเป็นปรปักษ์ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 24 ธ.ค. 2568 เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการ ขั้นตอน และการตรวจสอบการหยุดยิงในรายละเอียดต่อไป และ 5.รัฐบาลไทยพร้อมหารือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติเป็นสำคัญ ซึ่งฝ่ายไทยหวังเห็นความจริงใจของกัมพูชาที่สะท้อนผ่านการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงสันติภาพที่อยู่บนกระดาษเท่านั้น
ขณะที่เพจสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้โพสต์ข้อแถลงการณ์ โดยนายโทมัส ทอมมี พิกอตต์ หัวหน้ารองโฆษกสหรัฐฯ เรียกร้องให้กัมพูชาและไทยยุติการสู้รบ ถอนอาวุธหนัก หยุดการวางกับระเบิด และดำเนินการอย่างเต็มที่ตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งรวมถึงกลไกการเร่งรัดการเก็บกู้กับระเบิดเพื่อมนุษยธรรมและการแก้ไขประเด็นชายแดน
ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับนายจาง เจียนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย และนายเติ้ง สีจวิน เอกอัครราชทูตและผู้แทนพิเศษด้านกิจการเอเชียและกระทรวงการต่างประเทศจีนว่า ได้หารือถึงสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งทูตพิเศษจีนได้ไปพบกับฝ่ายกัมพูชามาแล้ว และได้มาคุยกับฝ่ายไทย ส่วนในรายละเอียดนั้น ด้วยความที่จีนดำรงสถานะเป็นประเทศตัวกลาง ไม่อยากเห็นความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ และเขาไม่ได้มาบอกให้เราตกลง แค่อยากให้มีการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าสันติภาพจะเกิดขึ้นได้ เงื่อนไขของประเทศไทยมี 3 ข้อ ทุกคนทราบดี
“รายละเอียดในการพูดคุยขอไม่เปิดเผย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่ควรนำมาเปิดเผย เป็นการพูดคุยระหว่างตัวแทนของรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่รับทราบสถานะ และเราก็มีจุดยืนแนวทางที่เรากำลังดำเนินการอยู่ ไม่ได้มีเซอร์ไพรส์”
เมื่อถามถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนนี้อยากบอกอะไรกับประชาชน นายอนุทินกล่าวว่า กองทัพไทยได้ทำการปกป้องอธิปไตยไทยอย่างทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ ทุ่มเท เสียสละ เป้าหมายที่กองทัพไทยคาดการณ์ไว้ รวมถึงวางปฏิบัติการไว้ เรามีต้นทุนที่เราเสียไป แต่เป้าหมายยังดำเนินการอยู่ ขอให้ประชาชนเป็นกำลังใจให้นักรบแนวหน้าของเรา ที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเท เสียสละ ไม่กลัวภัยอันตรายใดๆ
“ไม่ได้ปล่อยให้เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ กองทัพทราบดีว่าจะต้องทำอย่างไรให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ส่วนการเยียวยานั้นเราเยียวยาอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาเรามีการเยียวยาประชาชน เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็น ถึงอย่างไรก็ต้องเยียวยา รัฐบาลพร้อมเสนอให้มีงบกลางในส่วนนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้พิจารณา และเชื่อว่า กกต.ได้รับทราบถึงความจำเป็น”
คุมเข้มโดรนเข้าชั้นใน!
ทั้งนี้ ในช่วงเช้านายอนุทินได้เป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 17/2568 โดยนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. แถลงผลประชุมว่า ที่ประชุมได้หารือกรณีพบโดรนเข้ามาในพื้นที่จุดสำคัญต่างๆ ทั้งพื้นที่สนามบินและจังหวัดชายแดน สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) จึงได้ออกประกาศกำหนดเป็นพื้นที่ควบคุม มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.นี้ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนและสนามบินสำคัญทั่วประเทศ โดยที่ประชุมมีมติที่สำคัญ 2 ส่วน คือมาตรการระยะเร่งด่วนและมาตรการระยะยาว สำหรับมาตรการเร่งด่วน ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กพท. สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ในการจัดการกับโดรนเป้าหมายที่เข้ามาในพื้นที่ รวมถึงกำหนดมาตรการป้องกันสืบสวนสอบสวนและแอนตี้โดรน และให้กระทรวงกลาโหมผ่อนคลายมาตรการในการอนุญาตให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดหาแอนตี้โดรนที่เป็นยุทธภัณฑ์ รวมทั้งให้มีการเข้มงวดในการนำเข้า และตรวจสอบการลักลอบนำเข้าโดรน และประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่าการบินโดรนเข้ามาในพื้นที่ความมั่นคงมีโทษร้ายแรง โดยเฉพาะสนามบินที่มีโทษสูงสุดคือการประหารชีวิต หากมีการใช้โดรนและพบว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมายอาญาด้วย
“มาตรการระยะยาว ก่อนหน้านี้ สมช.เคยมีมติให้กองทัพอากาศ (ทอ.) เป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานเป็นเอกภาพ โดยการดำเนินการจัดตั้งเป็นองค์กรขึ้นมา คือศูนย์บริหารจัดการควบคุมต่อต้านอากาศยานไม่มีคนขับแห่งชาติ”
ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีพบโดรนบริเวณพื้นที่ตอนในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า เรามีการปฏิบัติอยู่แล้ว โดยความร่วมมือของ กพท., กสทช., ทอท., ตร.และกองทัพ ถือเป็นเรื่องสำคัญด้านการข่าวที่เราต้องนำมาประเมินและวิเคราะห์ ซึ่งความผิดที่เกิดขึ้นของผู้ที่มีการใช้โดรนในพื้นที่ห้ามบินหรือสนามบิน เป็นการกระทำผิดเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 อันนี้มีโทษประหารชีวิต แต่หากสอบสวนแล้วพบว่าผิดต่อความมั่นคงจะผิดต่อประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องความมั่นคงหมวด 2 และ 3 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต
“สิ่งเหล่านี้จึงอยากบอกกับผู้ที่มีความคิดอาจจะป่วน ทำเรื่องกระทำผิดให้รู้โทษ ซึ่งตำรวจได้กำหนดเป้าหมายมาตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. มีการตั้งจุดตรวจให้รู้ว่าเราจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความไม่สงบของประชาชนอย่างเด็ดขาด ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับแจ้งมาตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.” ผบ.ตร.กล่าว
ถามว่า ทราบแหล่งต้นตอของโดรนที่ปรากฏที่สุวรรณภูมิแล้วหรือยัง ผบ.ตร.กล่าวว่า อยู่ระหว่างการตรวจสอบจำนวน ถามย้ำว่า ที่บอกว่ามีโดรน 40 ลำเป็นไปตามรายงานจริงหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า เป็นข้อมูลข่าวสารที่แจ้งเข้ามา เรายังไม่พบ เราได้รับข้อมูลเท่านั้น เป็นการรับข้อมูลมาเพื่อพิสูจน์ทราบ และตรวจสอบโดยกระบวนการและเครื่องมือที่เรามีอยู่ตามขีดความสามารถ
คิดในแง่ร้ายที่สุด!
เมื่อถามอีกว่า หากมีโดรน 40 ลำตามรายงานจริง จะถือว่าเป็นการก่อวินาศกรรมได้หรือไม่ เพราะพลเรือนไม่สามารถครอบครองได้ขนาดนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า เป็นข้อมูลที่เราต้องเอามาดูร่วมกันกับฝ่ายความมั่นคง แต่จากข้อมูลที่เราได้รับแจ้งจากการบิน ถ้าข้อมูลนั้นเป็นความจริง คือเป็นการบินในระดับผ่านไป ต้องไปดูพฤติกรรมและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ว่าจะถึงขั้นเป็นการก่อวินาศกรรมหรือไม่ แต่ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทั้งเหล่าทัพและ ตร.รวมถึง กพท. เราต้องตั้งสมมุติฐานขั้นร้ายแรงที่สุด และกำหนดแผนมาตรการป้องกันไว้ อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นก่อเหตุหรืออะไรที่ไม่พึงประสงค์ และเกิดอันตรายต่ออากาศยานหรือพี่น้องประชาชน เราก็ต้องมีแผนปฏิบัติที่จะรองรับอย่างชัดเจนและเข้มข้นต่อไป
ทั้งนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ได้รับรายงานเหตุเมื่อช่วงค่ำวันที่ 20 ธ.ค.และได้สั่งเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าแสงที่ประชาชนพบเห็นนั้นเป็นแสงจากเครื่องบินที่ทำการบินตามปกติ รวมถึงแสงจากหมู่ดาว ไม่พบการบินของโดรนหรืออากาศยานไร้คนขับในพื้นที่ต้องห้ามแต่อย่างใด
ถามถึงกระแสข่าวความเป็นไปได้ของการแฝงตัว หรือใช้โดรนก่อกวนโดยแรงงานกัมพูชาในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐระบุว่า จากข้อมูลด้านการข่าวขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่าเป็นการกระทำของแรงงานกัมพูชา หรือกลุ่มบุคคลจากต่างประเทศแต่อย่างใด
เมื่อถามถึงชาวกัมพูชาที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวัง รวมถึงการแทรกซึมของจารชนจากกัมพูชา พล.ต.อ.กิตติ์รัฐยืนยันว่า ยังไม่พบข้อมูลหรือหลักฐานว่ามีจารชนเข้ามาซุกซ่อนในไทย แต่ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบอย่างละเอียด หากพบจะดำเนินการเด็ดขาดตามกฎหมาย และขอเตือนผู้ประกอบการหรือเจ้าของสถานที่ที่ให้ที่พักพิงหรือจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ว่าจะถูกดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัด และหากแรงงานเหล่านี้ก่อเหตุสร้างความวุ่นวายในพื้นที่ ผู้เกี่ยวข้องอาจมีความผิดเพิ่มเติม
นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวว่า จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีการบินโดรนในพื้นที่ใกล้เคียงสนามบินอย่างน้อย 2 คืนติดต่อกัน โดยส่วนใหญ่ตรวจพบทางทิศตะวันออกของสนามบิน บริเวณแนวรั้วติดกองส่งน้ำ ในช่วงเวลาประมาณ 19.00-21.00 น. ลักษณะการบินพบเพียงครั้งละ 1-2 ลำ สลับกันขึ้นบิน ใช้เวลาต่อครั้งประมาณ 10-20 นาที ไม่ได้มีมากตามกระแสข่าวลือก่อนหน้านี้ และยังไม่สรุปแรงจูงใจได้ชัดเจนว่าเป็นความคึกคะนองหรือเกี่ยวข้องกับความมั่นคง ซึ่งอยู่ระหว่างสืบสวนอย่างละเอียด
“ผู้ที่ฝ่าฝืนนำโดรนขึ้นบินในเขตพื้นที่การบินของสนามบิน ถือเป็นการกระทำผิดร้ายแรงในเขตความมั่นคงสูงสุด มีบทลงโทษตามกฎหมายสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต ดังนั้นฝากไปถึงผู้ที่จะทำการใดๆ อย่ากระทำการโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือฝ่าฝืนกฎหมายโดยเด็ดขาด”นายกิตติพงศ์กล่าว
ไฟเขียว ทอท.ซื้อแอนตี้โดรน
นายกิตติพงศ์ยังกล่าวว่า สมช.มีมติอนุมัติให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการจัดหาอุปกรณ์แอนตี้โดรนที่มีความทันสมัยที่สุดมาใช้เป็นของหน่วยงานเอง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามในอนาคต โดยกำชับให้เร่งรัดกระบวนการจัดหาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ระหว่างนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังคงได้รับการสนับสนุนยุทโธปกรณ์จากหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง
ด้านศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย-กัมพูชา พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้เปิดคลิปวิดีโอยืนยันหลักฐานการเคลื่อนที่ของทหารกัมพูชาที่ยิงจรวด BM-21 โดยใช้พื้นที่หมู่บ้านในการอำพรางตัวเอง และใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานที่ยิงจรวด BM-21 มายังไทย ซึ่งหลักฐานต่างๆ เหล่านี้จะรวบรวมนำไปประท้วงในเวทีนานาชาติ เพื่อให้นานาชาติได้รับทราบความโหดร้ายของฝ่ายกัมพูชา มีการละเมิดสิทธิละเมิดอนุสัญญาต่างๆ ระหว่างประเทศ
นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษก กต. กล่าวถึงกรณีทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดรายที่ 8 ว่า เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการเห็น ซึ่ง กต.ได้มีหนังสือประท้วงไปถึงฝ่ายกัมพูชาและประธานภาคีอนุสัญญาออตตาวา รวมไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติแล้ว และครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนหน้านี้ เพราะมีหลักฐานที่ตรวจพบจากในพื้นที่บริเวณจุดเกิดเหตุ ที่เป็นสมุดโน้ตของทหารกัมพูชา ที่มีทั้งพิกัดแผนที่การวางแผนวางระเบิด ซึ่งสะท้อนถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นข้อมูลหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้
ส่วน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า สถานการณ์ภาพรวมพื้นที่ กองกำลังสุรนารี (กกล.สุรนารี) กองทัพภาคที่ 2 อยู่ในขั้นตอนการสถาปนาความมั่นคงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยสถานการณ์อยู่ในความควบคุม แต่ฝ่ายกัมพูชายังโจมตีเข้ามาแม้จะเบาบางลง แต่ก็ยังคงมีเข้ามาในบางจุด ส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.ถึงเช้าวันที่ 22 ธ.ค.ยังคงมีสถานการณ์ต่อเนื่อง เนื่องจากกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) เปิดปฏิบัติการเพื่อเข้าควบคุมพื้นที่สำคัญที่บ้านคลองแผง บ้านหนองหญ้าแก้ว บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว
ขณะที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว ในการปะทะวันที่ 15 ว่า ยังมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่ใน 3 พื้นที่ คือ 1.พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก, ยานรบ และใช้ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มากว่า 120 นัด 2.พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก และใช้ BM-21 ระดมยิงตอบโต้มากว่า 60 นัด และ 3.พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง มีการใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนเล็กตอบโต้เข้ามายังพื้นที่
ขณะเดียวกัน กองทัพอากาศโดย F-16 ได้ปฏิบัติการโจมตีที่หมายทางทหาร 2 ที่หมาย ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบ้านคลองแผงและตรงข้ามบ้านหนองจาน ซึ่งเป็นอาคารของเครือข่ายสแกมเมอร์ และกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิงและติดตั้งระบบแอนตี้โดรน ที่สำคัญไทยสูญเสียกำลังพลจากเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จำนวน 1 นาย คือ ส.อ.กัมปนาท ทองแสง สังกัดกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เสี่ยงทาย‘วันพืชมงคล’ น้ำน้อย-ค้าขายดีศก.รุ่ง
"ในหลวง-พระราชินี" เสด็จฯ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569
นายกฯซัด‘AI’คลิปเปิดด่าน เขมรโวยทะเบียนปราสาท
“อนุทิน” โวยคลิปเสียงเปิดด่านเป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี
ล้างแก๊งฮุบพะงัน เย้ยพิพัฒน์ร้อนตัว
นายกฯ ยกคณะลงพื้นที่พะงัน ล้างนอมินีต่างชาติฮุบเกาะ ฮึ่มสั่ง ตร.ลากเส้นทางเงิน พร้อมลุยจัดระเบียบชายหาด
จับตาศาลถก‘พรก.’ ปชป.ผวากู้4แสนล.ซ้ำเติมวิกฤต/เปิดทำเนียบฯรับบิ๊กCEO
“ปธ.สภาฯ” ส่งคำร้อง "ฝ่ายค้าน" ขอตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทถึงมือ "ศาลรธน.” แล้ว
'อนุทิน' เดือดหนัก! ตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐ 'น่าทุเรศ' ปล่อยนายทุนมาเฟียฮุบหาดฟรีด้อม
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่เดินตรวจหาดฟรีดอมว่า มีคนมีความพยายามยึดพื้นที่ทั้งหมดที่ชาวบ้านอยู่และขับไล่ออกจากพื้นที่ ถ้ารัฐบาลไม่รีบเข้ามาก่อน ก็จะกลายเป็นรีสอร์ทโรงแรม เอาสค.มาขายให้ชาวบ้าน
นายกฯอนุทิน ขอโทษมาช้า ลงพื้นที่หาดฟรีด้อม จัดการปัญหาผู้มีอิทธิพลบุกรุกข่มขู่ทำร้ายชาวบ้าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ก่อนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เดินทางต่อไปยังหาดฟรีด้อม ต.ป่าตอง อ.กระทู้ จ.ภูเก็ต เพื่อติดตามการจับกุมการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ

