คลังปรับจีดีพีใหม่ ดันไทยเป็นกลาง หาช่องดึงลงทุน

"คลัง" จับตาปมขัดแย้งสหรัฐ-เวเนซุเอลา หวั่นกระทบราคาน้ำมัน-บรรยากาศการค้าโลก จ่อปรับจีดีพีปี 68-69 ใหม่ปลายเดือน ม.ค.นี้ "สนค." ประเมินมีผลต่อราคาน้ำมันโลกน้อย  ราคาไม่พุ่ง ส่วนไทยไม่กระทบ การค้ากับเวเนซุเอลามีน้อย ระยะยาวต้องจับตาราคาพลังงานจะลดลงหากสหรัฐเข้าคุมแหล่งผลิต ราคาเกษตรบางตัวอาจลดลง แนะไทยเป็นกลางในความขัดแย้งหาช่องดึงลงทุน

เมื่อวันที่ 8 มกราคม นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.อยู่ระหว่างทบทวนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ 2569 ใหม่ โดยจะมีการนำปัจจัยเสี่ยง ทั้งปัจจัยในและต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปเข้ามาประเมินเพิ่มเติม ทั้งสถานการณ์การค้าโลก ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลา ไปจนถึงปัจจัยการเมือง รวมถึงผลจากการเลือกตั้งปี 2569 และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงรอยต่อไตรมาส  1/2569 โดยจะประกาศตัวเลขเศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นทางการภายในปลายเดือน ม.ค.นี้

สำหรับประเด็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและเวเนซุเอลานั้น เบื้องต้นประเมินว่าอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจของไทย รวมถึงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศด้วย เนื่องจากเวเนซุเอลาไม่ใช่ประเทศคู่ค้าหลักของไทย และไทยเองก็ไม่ได้มีการนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลาในสัดส่วนที่สูงมากด้วยเช่นกัน แต่ปัจจัยที่ต้องเฝ้าระวังคือ ราคาน้ำมันในตลาดโลก และบรรยากาศการค้าโลกที่อาจจะได้รับผลกระทบจากตัวแปรด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจมีผลต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจไทยได้

 “ตอนนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล แต่เท่าที่ประเมินในเบื้องต้น ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวอาจจะยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทย แต่ สศค.ก็ได้มีการติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสิ่งที่ต้องติดตามต่อคงเป็นเรื่องราคาน้ำมัน  แม้ว่าเราจะไม่ได้เป็นคู่ค้าโดยตรง แต่ก็อาจมีผลกระทบทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลกและตลาดพลังงานในระยะถัดไปได้ ส่วนผลต่อการค้าโลกนั้นยังต้องรอติดตามข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้านอีกครั้ง” นายวินิจระบุ

สำหรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจของ  สศค. เมื่อเดือน ต.ค.2568 พบว่า สศค.คาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวที่ 2.4% และในปี 2569 ที่ 2.0% ขณะที่การส่งออกในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 10% ก่อนจะหดตัวลงในปี 2569 ที่ -1.5%

ด้านนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)  และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้วิเคราะห์ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐ-เวเนซุเอลา พบว่า เบื้องต้นมีผลกระทบเชิงเศรษฐกิจต่อตลาดโลกไม่รุนแรงนัก ราคาน้ำมันดิบโลกไม่ได้พุ่งสูงขึ้น แต่กลับปรับตัวลดลงเล็กน้อย เพราะแม้เวเนซุเอลาจะมีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ผลิตน้ำมันสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของผลผลิตทั่วโลก และตลาดโลกยังมีอุปทานส่วนเกินอยู่ ถ้าหากสหรัฐสามารถเพิ่มการผลิตจากเวเนซุเอลาได้ น้ำมันจะยิ่งล้นตลาดขึ้นไปอีก

ทั้งนี้ ในมิติของตลาดการเงินโลกกลับมีความเสี่ยงและผันผวนมากขึ้น โดยนักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินทุนสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างเงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ แต่หากมองไปข้างหน้า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณของการจัดระเบียบโลกใหม่ที่จะส่งผลกระทบต่อภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับไทย สนค.ประเมินว่า ในระยะสั้น ไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด ทั้งในมิติการค้าและการเงิน  โดยการค้าระหว่างไทยและเวเนซุเอลามีผลกระทบทางตรงน้อยมาก เนื่องจากมูลค่าการค้าปี 2568  เพียง 55.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 0.01% ของการค้ารวม ขณะที่ฝั่งนำเข้าก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะไทยไม่ได้นำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา ส่วนด้านการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทอาจผันผวนและอ่อนค่าลงในช่วงแรก ตามทิศทางเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าขึ้นจากการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย

ส่วนผลกระทบระยะยาว ยังเป็นความเสี่ยงใหม่ที่ต้องจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะด้านพลังงานและเงินเฟ้อ หากสหรัฐเข้าควบคุมแหล่งน้ำมันและเพิ่มกำลังการผลิตในเวเนซุเอลาได้สำเร็จ จะทำให้อุปทานน้ำมันโลกเพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในระยะกลาง-ยาว ซึ่งแม้ราคาน้ำมันที่ลดลงจะช่วยลดต้นทุนค่าครองชีพและเงินเฟ้อโดยรวม แต่จะส่งผลเชิงลบต่อราคาสินค้าเกษตรไทย อาทิ ยางพารา และพืชพลังงาน ที่มักแปรผันตามราคาน้ำมัน ซึ่งกดดันรายได้เกษตรกรและกำลังซื้อฐานราก และด้านค่าเงินบาท หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง มูลค่าการนำเข้าของไทยจะลดลงตามไปด้วย ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นในระยะยาว และส่งผลกระทบขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก

ขณะที่ด้านภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก นโยบายในการจัดระเบียบโลกใหม่และการแทรกแซงประเทศอื่นๆ ของสหรัฐ อาจนำไปสู่สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น การกีดกันทางเทคโนโลยี และการแบ่งขั้วห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกโดยรวม รวมถึงทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัว

นายนันทพงษ์กล่าวอีกว่า ท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งและการจัดระเบียบโลกใหม่นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของไทย ในฐานะประเทศที่วางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐ และขั้วอำนาจตรงข้าม เช่น จีน จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้ายฐานการผลิต (Relocation) ออกจากจีนมายังภูมิภาคอาเซียนเร็วขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทำให้ไทยมีโอกาสคว้าเม็ดเงินลงทุนและส่งออกสินค้าทดแทนไปยังสหรัฐ

 “ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยไทยต้องรักษาจุดยืนความเป็นกลางเพื่อรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มสหรัฐและกลุ่มพันธมิตรเดิมของเวเนซุเอลา (จีน รัสเซีย) ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาการค้าเชิงรุก เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมที่ต้องการย้ายฐานการผลิตหรือต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ทั้งนี้ ภาคเอกชนเองก็ต้องเน้นความคล่องตัว บริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน และกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาประเทศคู่ขัดแย้งมากเกินไป เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ได้อย่างมั่นคง”  นายนันทพงษ์กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘น้ำเงิน’เช็กบิล‘ส้ม’ ปั่นเฟกนิวส์ผิดกม.เลือกตั้ง ‘ชวน’ปลุกคนใต้สั่งสอนภท.

“กกต.” ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองสมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมเซ็นตั้ง 21 ขุนพล ตรวจสอบนโยบายหาเสียง มอบ "แสวง" เป็นประธาน “นายกฯ หนู”