"ภูมิธรรม-ทวี" รอดบ่วงศาล รธน.คดีฮั้ว สว. เปิดมติเสียงข้างมากชี้ไม่เข้าข่ายผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ไม่เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ขณะที่ "อดีต รมว.ยธ." ร่อนแถลงการณ์ความจริงชนะทุกสิ่ง "อ้วน" ขอบคุณศาลทำความจริงประจักษ์สังคม ทนายชี้ทั้งคู่ไม่ขาดคุณสมบัติลุยเลือกตั้งต่อ "ดีเอสไอ" เดินหน้าคดีฮั้ว สว.
เมื่อวันพุธ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา กรณีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่
จากกรณีสมาชิกวุฒิสภาเข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภา (ผู้ร้อง) โดยกล่าวอ้างว่า การที่ผู้ถูกร้องทั้ง 2 มีมติให้การกระทำความผิดทางอาญาอื่นเป็นคดีพิเศษ ตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 21 วรรคหนึ่ง (2) เป็นการแทรกแซงหรือครอบงำหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจและฝ่าฝืนหลักนิติธรรม
ทั้งนี้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปก่อนหน้านี้ เป็นผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นไปทั้งคณะ แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 วินิจฉัยให้พิจารณาคดีต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 51
คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกร้องทั้ง 2 มีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ อันขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 160 (4) และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามที่กำหนดไว้ในมาตรฐานจริยธรรมฯ ข้อ 27 ประกอบข้อ 5 6 7 8 11 12 13 14 16 17 21 25 และ 26 ไม่มีการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) (5)
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) (5) แต่อย่างไรก็ดีความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้ง 2 สิ้นสุดลงก่อนแล้ว ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 17/2568 และรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 170
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำร้องของผู้ถูกร้องหลายประเด็น โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ตีตกหมดทุกประเด็น โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องทั้ง 2 มิได้ข่มขู่หรือใช้อำนาจหน้าที่ในการแทรกแซงการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ในชั้นสำนักงาน กกต.และในชั้นดีเอสไอแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติเสียงข้างมากของศาลรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็นในส่วนของนายภูมิธรรม ที่ถูกร้องว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 1 คนคือ นายจิรนิติ หะวานนท์
ส่วนกรณีมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่ มีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนคือ นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล
ในส่วนของ พ.ต.อ.ทวี ประเด็นว่ามีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติข้างมาก 7 ต่อ 2 เสียง เห็นว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) โดยตุลาการเสียงข้างน้อย 2 คนคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวานนท์
ส่วนกรณีมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 เสียง โดยฝ่ายเสียงข้างมากคือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)
ขณะที่ตุลาการเสียงข้างน้อย จำนวน 4 คนคือ นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5)
ทางด้านนายภูมิธรรมกล่าวภายหลังทราบคำวินิจฉัยของศาลว่า ขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญที่ให้กำลังใจคนทำงานที่ตั้งใจทำงาน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในคดีนี้ พวกเราทำตามหน้าที่ ตามที่มีการร้องเรียน ต้องการทำให้ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ เราเดินตามกระบวนการทุกอย่าง สิ่งที่ทำไปทุกขั้นตอนเป็นการทำตามขั้นตอนทางกฎหมาย คดีนี้เป็นคดีที่ประชาชนมีความเห็น เราเพียงแต่ทำให้เรื่องนี้เป็นที่ประจักษ์ เพราะเกี่ยวพันกับสถาบันนิติบัญญัติ เราไม่อยากให้มีผลกระทบ เกิดปัญหากับสถาบันนิติบัญญัติ
นายวัฒนา เตียงกูล ผู้ได้รับมอบอำนาจจากนายภูมิธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า ศาลยกคำร้องผู้ถูกร้องทั้งสองไม่ได้กระทำการเข้าข่ายฝ่าฝืนคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ไม่ได้มีพฤติกรรมตามคำร้อง ไม่มีผลต่อสถานะทางการเมือง
เมื่อถามถึงแนวทางการต่อสู้ว่ามาถูกทางแล้วหรือไม่ นายวัฒนากล่าวว่า พยายามชี้แจงถึงข้อเท็จจริงและเหตุผลทางกฎหมาย นายภูมิธรรมปฏิบัติหน้าที่โดยชอบ ไม่มีการก้าวก่ายแทรกแซงกรมสอบสวนคดีพิเศษแต่อย่างใด และในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญจบในประเด็นนี้ไปแล้ว คำวินิจฉัยมีผลผูกพันทุกองค์กร องค์กรที่เกี่ยวข้องคงต้องนำไปพิจารณาต่อ
ส่วนคำวินิจฉัยจะเป็นบรรทัดฐานในการทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษในการสอบสวนคดีฮั้ว สว.ต่อไปอย่างไรนั้น นายวัฒนากล่าวว่า เป็นเรื่องรายละเอียดต้องดูในประเด็นปลีกย่อย แต่ประเด็นตามคำร้องกล่าวหาว่าไม่มีอำนาจศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นการดำเนินการโดยชอบ
“นายภูมิธรรมทำตามหน้าที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรผิดปกติในการดำเนินการ ก็คงต้องทำหน้าที่ต่อไป เพราะเรื่องนี้ก็ต้องผ่านการตรวจสอบ สอบสวนคดีพิเศษมีมติอย่างไรก็ต้องผ่านชั้นอัยการเพื่อพิจารณา มีกระบวนการที่กลุ่มผู้เสียหายและ สว.ต้องไปต่อสู้ในกระบวนการ ซึ่งกรณีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษต้องรายงาน กกต.ด้วยว่ามีการดำเนินการไปถึงไหน กกต.บอกว่าจะนำเรื่องไปสอบสวนเอง เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย” นายวัฒนาระบุ
เมื่อถามว่า เมื่อมีคำวินิจฉัยเช่นนี้จะทำให้การทำหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความชอบธรรมมากขึ้นหรือไม่ นายวัฒนากล่าวว่า ในเวลานี้การสอบสวนในคดีพิเศษสามารถทำไปได้ต่อ
พ.ต.อ.ทวีออกแถลงการณ์ว่า ขอขอบคุณศาลรัฐธรรมนูญสำหรับความยุติธรรม คำวินิจฉัยในวันนี้ไม่ใช่เพียงชัยชนะส่วนตัว แต่เป็นชัยชนะของหลักนิติธรรม ที่พรรคประชาชาติและตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่า ความยุติธรรมต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ และต้องเข้าถึงประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม
“ในช่วงที่ผ่านมาคือบทพิสูจน์ความอดทน ต่อความพยายามใช้นิติสงครามเข้ามาสั่นคลอนการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริต วันนี้เมื่อความจริงปรากฏชัดว่าผมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต ผมขอประกาศตรงนี้ว่า ผมจะไม่ลดละความพยายามในการกวาดล้างการทุจริตประพฤติมิชอบ ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใครหรืออยู่ฝ่ายไหนก็ตาม” อดีต รมว.ยุติธรรมระบุ
ขณะที่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผู้รับมอบอำนาจจากประธานวุฒิสภาในฐานะผู้ร้อง กล่าวว่า เคารพในคำวินิจฉัยของศาล ส่วนจะมีการร้องต่อหรือไม่ ก็น่าจะสิ้นสุดแล้ว ซึ่งคดีฮั้ว สว.ก็อยู่ในการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใครมีหน้าที่ก็ทำไปตามหน้าที่ ทำไปตามอำนาจ ทุกอย่างเป็นไปตามอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบ
เมื่อถามว่า เรื่องนี้เป็นคดีการเมืองหรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษหัวเราะก่อนกล่าวว่า แล้วแต่พวกท่านจะไปคิดเอาเอง ไม่กล้าที่จะพูดอย่างนั้น เมื่อถามว่าเป็นการประชันอำนาจระหว่างสีน้ำเงินและสีแดงใช่หรือไม่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวว่า ไม่ทราบ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปปช.คืนสำนวนสินบนโจ๊ก
ป.ป.ช.มีมติคืนคดีสินบนบิ๊กโจ๊กให้พนักงานสอบสวน แนะใช้ช่องประธานรัฐสภาชงไปให้ศาลฎีกาแทน นอกจากนี้ยังชี้มูลจริยธรรมร้ายแรงอดีต
จัดทำจม.เหตุ-หนังสือ งาน‘พระพันปีหลวง’
เริ่มจัดทำ "จดหมายเหตุ-หนังสือที่ระลึก" งานพระบรมศพ "พระพันปีหลวง" เป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ของชาติ เชิญ 10 กวีประพันธ์บทกลอนเฉลิมพระเกียรติ
คุมเทรดทอง สกัดบาทแข็ง ดัชนีอุตฯร่วง
"แบงก์ชาติ" จ่อออกประกาศ 2 ฉบับ คุมซื้อขายทองผ่านแอปพลิเคชันในรูปเงินบาท
หนูลุยอีสาน150เสียงน้อยไป
“อนุทิน” ลาราชการตลอดทั้งวัน ลงพื้นที่อีสานขึ้นเวทีปราศรัยอ้อนชาวนครพนม
ฎีกา5ปี4เดือน ‘เจ๋ง ดอกจิก’ คดีชุมนุมปี53
ฎีกายืนตามอุทธรณ์ สั่งคุก 5 ปี 4 เดือน “เจ๋ง ดอกจิก” ชุมนุมปี 53
‘ตาควาย’ส่อพัง เร่งบูรณะ-กู้บึ้ม เยียวยาชายแดน
นายกฯ สั่งเร่งดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนไทย-กัมพูชา

