หนังยาว! "บิ๊กโจ๊ก" ฟ้องกลับ "บิ๊กเต่า" เอาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลัง ป.ป.ช.ส่งสำนวนคดี "สินบน" คืนตำรวจ ทนายได้ที บอกแล้วว่าเรื่องนี้ต้องไปเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น "จรูญเกียรติ" ลั่นไม่กังวล เดินหน้าใช้กฎหมายฟันต่อ
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางมายื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และคณะพนักงานสอบสวน ฐานความผิดมาตรา 157 ที่ว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายหรือโดยทุจริต
สืบเนื่องจากวันที่ 21 ม.ค. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติคืนสำนวนการสอบสวนกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในกรณีการให้ทรัพย์สินแก่เจ้าพนักงานของรัฐ (กรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือในทางคดีให้พนักงานสอบสวนเพื่อส่งให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป
นายสัญญาภัชระกล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนถือว่าไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมทั้ง ป.ป.ช.ด้วย ฉะนั้นการกระทำของพนักงานสอบสวนจึงถือว่าเกินขอบเขต เป็นการกระทำที่ผิดหลักของกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับทาง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์
ซึ่งกรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. แต่ข้อกล่าวหานั้นระบุถึงพฤติการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน
ฉะนั้นเมื่อพิจารณาแล้ว กรณีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.ไว้เป็นการเฉพาะ ระบุว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ผู้มีสิทธิกล่าวหาคือ สส., สว. หรือประชาชน 20,000 คน โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ด้วยเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 ซึ่งระบุว่าคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ต้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
เขาบอกว่า เรื่องนี้เคยกล่าวไว้แต่แรกว่าต้องไปเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น ส่วนการออกมาฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประวิงเวลา และอยากฝากถึงตำรวจให้ศึกษาโครงสร้างของอำนาจดีๆ ต้องทำให้ถูกต้อง ท่านเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย แต่ท่านก็ทำผิดกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนว่าท่านพยายามเพิ่มกรอบอำนาจตัวเอง โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตรอง ผบ.ตร.หรือไม่
ส่วนแนวทางที่ออกมาของ ป.ป.ช. ไม่ได้มองว่าเป็นการชนะในยกแรก แต่มองว่าตนทราบแนวทางการดำเนินคดีทางระบบยุติธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายามจะจัดการทุกอย่างเอง ย้อนกลับไปในวันที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เดินทางไปรายงานตัว วันนั้นตนจำได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติพยายามแจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทันที ทั้งที่ตนเองและอดีตรอง ผบ.ตร.ทักท้วงว่าตำรวจมีอำนาจหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ นายสัญญาภัชระยอมรับว่า ตนเองเริ่มรู้จักอดีตรอง ผบ.ตร.ได้ไม่ถึง 1 เดือนก็เริ่มทำงานให้ ขณะนั้นทำให้ได้เจอกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์เป็นผู้ประสานส่งข้อมูลต่างๆ ให้ระหว่างตนเองกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนเรื่องของคดียืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์มีหลักฐานว่าไม่ได้ทำร้าย พ.ต.ท.คริษฐ์ ตามที่ร้องทุกข์กล่าวโทษแน่นอน
โดยในช่วงท้ายของการแถลงข่าวทนายความได้เปิดประวัติการสนทนากับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ว่ามีการเป็นคนกลางส่งมอบข้อมูลหลักฐานทางคดีหลายๆ อย่าง ได้ส่งข้อความคุยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2568
ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่กังวลใจใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นสิทธิของผู้ต้องหา โดยยืนยันว่ายังเดินหน้าดำเนินการในคดีดังกล่าวต่อไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย และไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวแต่อย่างใดทั้งสิ้น พร้อมระบุว่า สิ่งที่ผู้ต้องหาทำนั้น เป็นความพยายามต่อสู้ด้วยข้อกฎหมาย แต่ไม่ได้พิจารณาในส่วนของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นวิธีการที่ทางผู้ต้องหาพยายามทำอย่างนี้มาโดยตลอด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เหตุหนีคุกค้านพักโทษทักษิณ
"คปท." บุก "กระทรวงยุติธรรม" ค้านทบทวนพักโทษ "ทักษิณ" หลังจ่อคุมขังครบ 8 เดือน
‘กกต.’ยังไม่เจอซื้อเสียง เร่งสอบนโยบายขายฝัน
“กกต.” เร่งสอบนโยบายประชานิยมให้เสร็จก่อน 4 ก.พ. บี้ 17 พรรคส่งคำชี้แจงเพิ่ม
‘อนุทิน’ย้อนถาม คดี‘ฮั้วเลือกสว.’ เกี่ยวอะไรกับภท.
เลขาฯ กกต.แจงไม่ใช่ไม่รับข้อมูล "ดีเอสไอ" แต่ต้องเป็นไปตามระเบียบ
กห.สยบลือไร้เลือกตั้ง
รมว.กห.สยบข่าวลือ “ไร้เลือกตั้ง” มั่นใจหน่วยงานมั่นคงดูแลสถานการณ์ได้
ชิงสส.อีสานเดือด! ‘ภท.-พท.-ปชป.’ลุยขอที่นั่งเพิ่ม/‘ส้ม’ตีปี๊บเวทีใหญ่กทม.25มค.
"อีสาน" เดือด! "ภท.-พท.-ปชป." ลุยหาเสียง "อนุทิน" อ้อนชาวโคราชขอเก้าอี้ สส.เพิ่ม บอกเจอหน้าหอมแก้มได้เมียไม่ว่า "ดร.เชน" ไปหนองคาย-อุดรธานี
'บิ๊กโจ๊ก' ยื่นฟ้องกราวรูด 'บิ๊กเต่า-ผู้การ ปปป.-'พนง.สอบสวน' ผิด ม.157 คดีสินบนทอง
นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทาง ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง , พล.ต.ต.

