'หมอวรงค์' ตื่นเต้น! เข้าสภาฯในรอบ 12 ปี ประกาศชัดเป็นฝ่ายค้าน

10 มี.ค.2569-ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ถึงกรณีที่พรรคไทยภักดีเป็นฝ่ายค้าน ว่า แม้พรรคไทยภักดีได้รับเลือกเข้ามาเพียงแค่ 1 เสียง แต่ 1 เสียงที่ได้เข้ามาทำหน้าที่สส.นั้น ตนยืนยันว่าเป็น 1 เสียงที่ตัดสินใจยากลำบาก เพราะมีแฟนคลับจำนวนไม่น้อย อยากให้เราไปอยู่ฝ่ายรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกหลายคนที่อยากเห็นตนเข้าไปทำหน้าที่ในการตรวจสอบ นั่นคือการเข้ามาปราบปรามการทุจริตผ่านรัฐสภา ตนพยายามชั่งใจ และเคยบอกกับสื่อมวลชนว่าขอเวลาตัดสินใจ

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาตนงดให้สัมภาษณ์ และคิดวิเคราะห์บวกลบถึงประโยชน์ที่ประเทศชาติและประชาชนจะได้รับ จึงได้บทสรุปว่า 1 เสียงหากไปร่วมรัฐบาล อาจจะทำงานได้ไม่เต็มที่ เพราะตนเป็นคนทำงาน รวมถึงเราต้องเป็นคนที่เจียมเนื้อเจียมตัว 1 เสียงที่จะไปทำงานจัดการปัญหาประเทศชาติบ้านเมืองไม่ได้ เนื่องจากการร่วมงานกับรัฐบาล ต้องมีเสียงสนับสนุน ดังนั้น เราจึงรู้ว่า 1 เสียงของเรามีข้อจำกัดในการทำงาน แต่เรามองในมุมกลับกันว่า หากมาทำหน้าที่ในการตรวจสอบ หรือการเป็นฝ่ายค้าน เราแค่อาศัยความจริง เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุน เพียงแค่เรานำความจริงเข้ามาเสนอกับประชาชน ทุกอย่างก็จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติได้ จึงทำให้ตนตัดสินใจทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่าจะเป็นฝ่ายค้านที่รักชาติ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมืองตนจะทำหน้าที่ หรืออะไรที่รัฐบาลทำแล้วเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเราจะไม่ค้าน เราจะไม่นั่งหยุมหยิม หรือนั่งหาประเด็นเล็กๆน้อยๆ แล้วมาสร้างอีเวนต์ แต่เราจะหาเอกสารและหลักฐานในการตรวจสอบ เพราะหากมีการทุจริตเกิดขึ้น และการกระทำที่ไม่สนองประชาชน นั่นถือเป็นความเสียหายของประเทศชาติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ที่ไม่ร่วมรัฐบาลเป็นเพราะมีพรรคเพื่อไทยอยู่ด้วย นพ.วรงค์ กล่าวว่า ตนเคยหาเสียงไว้ว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตนไม่ร่วม แม้แต่หากส้มเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตนก็ไม่ร่วม และตนเคยให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า เมื่อเราดีลเราดีลกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง วันนี้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จริงๆตนร่วมได้ แต่คำนวณแล้วว่า 1 เสียงหากไปร่วมรัฐบาลแล้วจะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นไม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยเพราะพรรคเพื่อไทยไม่มีส่วนในการตัดสินใจ

เมื่อถามว่าพรรคภูมิใจไทยได้มีการติดต่อทาบทามมาแล้วหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ไม่ได้มีการประสานกัน เพียงแค่ตนคิดว่า หากตนอยากจะร่วมเขาก็น่าจะต้อนรับ แต่เราไม่ได้มีการพูดคุยกัน เราก็มีมารยาท จึงใช้การวิเคราะห์ของตนคิดว่าเป็นฝ่ายค้านจะทำงานให้ประเทศชาติบ้านเมืองได้ดีกว่า

ถามว่า พรรคไทยภักดีถือเป็นพรรคการเมืองเล็กเพียงพรรคเดียวที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ไปร่วมรัฐบาล มองว่าการทำงานในฐานะฝ่ายค้านจะสามารถแสดงพลังได้ดีกว่าหรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า พรรคการเมืองส่วนใหญ่ต้องการเป็นพรรครัฐบาล หากตนคิดความสุขสบายส่วนตัว การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมีทรัพยากรเยอะมาก จึงมีศักยภาพและจะได้ประโยชน์แค่ส่วนตัว แต่การตัดสินใจเรื่องประโยชน์ประโยชน์ประเทศชาติบ้านเมืองนั้นยาก เพราะมีแค่ 1 เสียง การจะไปจัดการทุจริตในกระทรวง ทบวง กรม ก็ยาก ดังนั้น การเป็นฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบสิ่งที่รัฐบาลทำ หรือการทุจริต แล้วเมื่อเราตัดสินใจบนพื้นฐานประโยชน์ของส่วนรวม ตนคิดว่าเราน่าจะทำหน้าที่นี้ให้กับประชาชนได้สมกับที่ประชาชนรอคอยและ ตนรอคอยมา 12 ปี

เมื่อถามว่า ผลงานแรกของพรรคไทยภักดี ในฐานะฝ่ายค้านจะเป็นเรื่องอะไร นพ.วรงค์ กล่าวว่า เรื่องพวกนี้ต้องใจเย็นๆ ตนแฟร์กับรัฐบาล ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีทำงานเต็มที่ ย้ำว่าตนไม่นั่งหยุมหยิม แต่ขอเตือนว่าหากมีหลักฐานการทุจริต การประพฤติมิชอบเกิดขึ้น เราเจอกันแน่ เราทำงานแบบไม่ยั้งมือ คือการตรวจสอบจะไม่ใช่การตรวจสอบแบบสร้างอีเวนต์เพื่อให้เป็นข่าว ทุกอย่างต้องจบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือศาล ดังนั้นหากท่านทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต อาจจะไม่เห็นบทบาทของตนเพราะไม่รู้จะตรวจสอบอะไร แต่หากท่านทำไม่ตรงไปตรงมา หรือเอื้อประโยชน์เราเจอกันแน่ในสภาฯ

ต่อข้อถามว่า เมื่อประกาศเป็นฝ่ายค้านแล้ว จุดยืนในการโหวต ประธานสภาฯ หรือนายกฯ จะไม่โหวตหนุนซีกรัฐบาลใช่หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ด้วยมารยาทของฝ่ายค้าน วิธีของฝ่ายค้านจะมีสองอย่างคือ หนุนฝ่ายค้าน กับงดออกเสียง ตนจะแจ้งอีกครั้ง แต่เราไม่ควรโหวตให้กับรัฐบาล ยกเว้นเรื่องสำคัญของประเทศชาติบ้านเมือง นายกฯพึ่งพาตนได้ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติบ้านเมือง ตนช่วยท่านได้

ซักว่า สามารถทำงานร่วมกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า คำว่าฝ่ายค้านความแนบแน่นไม่เหมือนรัฐบาล เราจอยกันแบบหลวมๆ ในการตรวจสอบต่างฝ่ายต่างทำ ไม่ใช่ต้องมาพึ่งพากันทุกเรื่อง ดังนั้น ในการทำงานเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องนั่งจับไม้จับมือเหมือนกับรัฐบาล

เมื่อถามว่า มองว่าฝ่ายค้านจะเข้มแข็งหรือไม่ เนื่องจากมีทั้งพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ กล่าวว่า “คนอื่นผมไม่รู้ แต่ผมเข้มแข็งแน่นอน ผมเชื่อว่าผมสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดี ทั้งนี้ การได้กลับเข้ามาสภาฯ อีกครั้งผมรู้สึกตื่นเต้น”

จากนั้นนพ.วรงค์ ได้โชว์บัตรประจำตัว สส. ให้ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพ โดยได้มีการจูบบัตร พร้อมกล่าวว่า เหมือนชนะแชมป์โลก ทำให้ผู้สื่อข่าวแซวว่า แชมป์โลกต้องกัดบัตร นพ.วรงค์ จึงกัดบัตร ตามคำแซว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร้องฝ่ายค้านสอบเส้นเงิน ฮั้ว สว. อำนาจเจริญ-สุราษฎร์ อ้างโอนให้ กกต. เกือบล้าน

นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ายื่นหลักฐานต่อนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

นายกฯ ลั่นรัฐบาลนี้ไม่ทำชั่ว เมินฝ่ายค้านซักฟอก ย้อน 'ฮั้ว สว.' เกี่ยวอะไร

'อนุทิน' ไม่หวั่นโดนซักฟอกหลายปมร้อน บอกรัฐบาลไม่จำเป็นต้องแจงปมฮั้ว สว. ชี้เหตุการณ์เกิดก่อนเข้ามาทำงาน ส่วนทุจริตสอบท้องถิ่นทำเต็มที่ เรื่องจบแล้ว ยันไม่ต้องมีองครักษ์พิทักษ์

'เท้ง' ฝาก 'อนุทิน' คุย 'มิน อ่อง หล่าย' 5 มาตรการแก้มลพิษข้ามพรมแดน

'เท้ง' ชง 5 มาตรการแก้ปัญหามลพิษน้ำข้ามพรมแดน ถึง 'อนุทิน' ก่อนพบ 'มิน อ่อง หล่าย' แนะมอบ 'สีหศักดิ์' รับผิดชอบหลัก ฝ่ายค้านติดตามความคืบหน้าทุกไตรมาส

ทวงผลประชามติแก้รธน. บี้ 'รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-วุฒิสภา' ลงมือทำ

นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "กระตุกเตือน : ทวงผลประชามติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ" โดยระบุว่า

ชำแหละคดีฮั้วภาคพิเศษ เปิดหลักฐานส่งตรง กกต.

'ฝ่ายค้าน' เตรียมจัดกิจกรรมเปิดหลักฐานคดีฮั้วสว. ภาคพิเศษสื่อสารตรงถึง กกต. 4 ส.ค.นี้ รับ ต้องทำงานแข่งเวลา แย้ม หากยกคำร้องทั้งหมด-ตัดตอนบางรายส่งศาล ต้องดูเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

'ธนกร' ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอกรัฐบาล

“ธนกร” ไม่หวั่นฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอกรัฐบาล มั่นใจนายกฯ-รมต.ชี้แจงได้ ชี้ถือเป็นโอกาสดีได้ชี้แจงข้อเท็จจริง ลั่นรัฐบาลพร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่อง เหน็บอภิปรายด้วยข้อเท็จจริง ไม่ใช่มีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ