บาร์โค้ดระอุ!กกต.แจงยิบสู้ทีมล้มเลือกตั้ง

“กกต.” รับคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด ตรวจสอบถึงบัตรเลือกตั้งได้ แต่ต้องมีต้นขั้ว ยันไม่รู้ถึงคนลงคะแนน "วิโรจน์" ซัดผิดเจตนารมณ์กฎหมาย  ขู่ติดคุกยกยวง "พท.-ปชน.-ทนายอั๋น" หวังร้องผู้ตรวจการแผ่นดินชงศาล รธน.ล้มเลือกตั้ง

เมื่อวันที่ 13 ก.พ. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ  ผู้อำนวยการสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงข้อสงสัยกรณีที่มีการกำหนดบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อว่า มีฐานที่มาจากข้อกฎหมายซึ่งถูกกำหนดไว้ในระเบียบ กกต. ข้อที่ 129 ที่ให้อำนาจ กกต.ในการกำหนดให้มีรหัสหรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งในส่วนของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่กำหนดไว้

นายวรพงศ์กล่าวว่า ถือเป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และยังเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการควบคุมและบริหารจัดการโดยเฉพาะบัตรเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม เช่น ในกระบวนการจัดพิมพ์บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด เป็นข้อมูลในการ tracking จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์ไว้ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่ และขั้นตอนต่อมาคือการเข้าเล่มการ tracking ต่างๆ ก็มีการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดสำหรับตรวจสอบก่อนเข้าเล่มบัตรเลือกตั้ง 1 เล่มมี 20 บัตร ก็ใช้วิธีการ tracking จากคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด เพื่อให้รู้ว่าปกบัตรเล่มนี้มี 20 ใบ มีเลขอะไรถึงเลขอะไรครบถ้วนถูกต้อง  เมื่อนำไปใช้ในหน่วยเลือกตั้งจะไม่มีปัญหาเรื่องบัตรเขย่ง

นายวรพงศ์กล่าวอีกว่า กรณีที่มีภาพปรากฏถ่ายบัตรเลือกตั้งติดกับต้นขั้วที่มีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ยอมรับว่าในบาร์โค้ดนี้เมื่อสแกนแล้วสามารถระบุได้ถึงเลขที่บัตรเลือกตั้ง โดยจากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นว่าสามารถ tracking ได้ ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นคนเผยแพร่ เพราะบัตรที่ถูกเผยแพร่เป็นบัตรเลือกตั้งที่อยู่ในเล่ม ยังไม่ได้ถูกฉีกออกไป แสดงว่าอยู่ในมือของผู้รับผิดชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ส่วนประเด็นข้อสงสัยว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปโดยตรงหรือลับนั้นหรือไม่ นายวรพงศ์ชี้แจงว่า จะเห็นว่าในแต่ละขั้นตอนกระบวนการไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด แม้จะมีภาพปรากฏว่ามีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและนำไปเผยแพร่เลขต่างๆ นั้น ไม่ได้พิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้ผู้ใดเป็นคนลงคะแนน  

ด้านว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ฝากไปถึงประชาชนว่า อย่าคิดไกลไปถึงคนอื่น ขอให้คิดเฉพาะที่ตนเองไปใช้สิทธิกระบวนการที่ไหลไปตามขั้นตอน จะไม่มีใครล่วงรู้ว่าตนเองลงคะแนนให้ใคร จนไปถึงกระบวนการควบคุมการเก็บรักษาจนถึงขั้นสุดท้าย ซึ่งเก็บรักษาไว้ 2 ปี แม้ กกต.ก็ไม่สามารถเปิดหีบบัตรได้ แต่จะสั่งเปิดได้กรณีเดียวคือ การสั่งให้นับคะแนนใหม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นมาตรการที่ต้องการบอกให้รู้ว่าการเลือกตั้งของท่านที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 และวันที่ 8 ก.พ. เป็นไปโดยตรงและลับ ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 85

เมื่อถามว่า กรณีที่ กปน.เข้าถึงบัตรต้นขั้วได้ จะสามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนให้กับบุคคลใดได้หรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกรตอบว่า กระบวนการนับคะแนนเป็นกระบวนการนับต่อหน้าสาธารณชน จะมีการแยกบัตรดีบัตรเสียและบัตรไม่ลงคะแนนให้กับผู้สมัครใด จะมีการจัดเก็บไว้ ดังนั้นไม่สามารถนำบัตรแต่ละใบมาถ่ายมาสแกนเพื่อจะรู้ว่าลงคะแนนให้กับผู้ใดไม่สามารถทำได้ เพราะจะมีผู้สังเกตการณ์ มีผู้แทนพรรคการเมืองไปนั่งสังเกตการณ์ กระบวนการเหล่านี้ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

ยันเป็นการลงคะแนนลับ

ผู้สื่อข่าวถามว่า บาร์โค้ดแม้จะบอกว่าป้องกัน  แต่ว่าในทางปฏิบัติมีการสแกนออกมาแล้วตัวเลขเป็นตัวเลขยูนิคนัมเบอร์ ตรวจย้อนกลับไปได้หรือไม่ ต้นขั้วเทียบกันได้หรือไม่ ถ้าเทียบแล้วเป็นความลับหรือไม่ นายวรพงศ์อธิบายว่า ถึงแม้ว่าสแกนออกมาแล้วจะขึ้นเป็นเลขที่บัตร แต่ขั้นตอนออกเสียงลงคะแนนและนับคะแนนเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรู้ การเก็บรักษาเรามีมาตรการหลายชั้น รวมถึงการเก็บรักษาขั้นสุดท้ายในที่ปลอดภัย และห้ามเปิด เมื่อถามย้ำว่าแบบนี้ถือว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่าที่ ร.ต.ภาสกรกล่าวเสริมว่า โดยลับหมายถึง เราไปใช้สิทธิต้องไม่มีใครรู้ว่าเราใช้สิทธิให้กับผู้ใด อันนี้โดยตรงถือว่าลับแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนักข่าวสอบถามประเด็นนี้ ได้เน้นย้ำหลายครั้งว่า กระบวนการนี้สามารถไล่ย้อนไปถึงต้นขั้ว และจะทราบว่าประชาชนกาผู้สมัครหรือพรรคใดได้ใช่หรือไม่ นายวรพงศ์ไม่ได้ตอบคำถามในเรื่องนี้ แต่ระบุว่า ถ้านำต้นขั้วบัตรหรือนำบัตรมาเทียบ มาตรการในการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งที่นับคะแนนเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่า กกต.เอง หรือส่วนการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าเก็บที่ กกต.จังหวัด ตอนนี้ไม่มีใครสามารถนำต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งที่จัดเก็บยุบรวมแบบนี้มาดูได้ว่าบัตรเลือกตั้งนั้นเป็นของใคร ถ้าใครกระทำการแบบนั้น จะมีความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าพนักงาน กกต.เอง หรือในส่วนของจังหวัดเองก็เช่นเดียวกัน

“ใครเปิดหีบบัตรเลือกตั้งที่ยุบรวมกันแล้วโดยที่ กกต.ไม่มีมติสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือสั่งให้นับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ก็แล้วแต่ ไม่มีผู้ใดดำเนินการดังเช่นว่าได้ โดยสำนักงาน กกต.ส่วนกลางหรือจังหวัดมีเรื่องวินัยกำกับดูแลพวกเราเช่นเดียวกัน ถ้าใครทำหน้าที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตจะถูกลงโทษทางกฎหมาย” นายวรพงศ์ระบุ

เมื่อถามถึงกรณีบาร์โค้ดที่หลุดในโซเชียลมีเดียตอนนี้ ไม่ว่าบัตรเลือกตั้งใด ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิไม่รั่วไหลใช่หรือไม่ นายวรพงศ์กล่าวยืนยันว่า เห็นแค่เลขที่ ไม่สามารถระบุตัวบุคคลได้

ซักว่า บาร์โค้ดใช้ในการ Tracking การทุจริตหรือบัตรเขย่ง ทำไมใช้บาร์โค้ดในการตรวจสอบ มีวิธีการอื่นหรือเทคโนโลยีอื่นหรือไม่ เห็นจากการเลือกตั้งปี 66 ที่ไม่มี และบัตรลงคะแนนที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลตอนนี้มีบาร์โค้ดที่เปิดไปแล้ว จะลงคะแนนโดยลับอยู่หรือไม่ นายวรพงศ์ตอบว่า เลือกตั้งปี 66 บัตรเลือกตั้งแบ่งเขตมีการใช้คิวอาร์โค้ดอยู่ ส่วนการเผยแพร่ภาพบัตรในโซเชียลไปแล้ว เป็นบัตรที่ยังไม่มีการลงคะแนน เป็นบัตรติดเล่มอยู่ที่หน่วย อีกกรณีคือเผยแพร่ระหว่างการนับคะแนน กปน.เป็นผู้นับคะแนน เจ้าตัวไม่ได้เปิดเผยเอง และมีผู้สังเกตการณ์อยู่ด้วย

เมื่อถามอีกว่า ทำไมต้องใช้บาร์โค้ด มีวิธีอื่นอีกหรือไม่ นายวรพงศ์กล่าวว่า จริงๆ มีหลายวิธี แต่ว่าขึ้นอยู่กับเครื่องพิมพ์และเทคนิคการพิมพ์ของแต่ละโรงพิมพ์ กระบวนการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง เวลาจำกัด แต่ละโรงอาจถนัดใช้เทคโนโลยีแบบนี้ บางโรงอาจไม่ถนัด แต่อยู่ในเงื่อนไขต้องสามารถตรวจสอบเรื่องตั้งให้สุจริตได้ เป็นวิธีแต่ละโรงพิมพ์จัดทำ

เมื่อถามว่า กกต.สั่งการโรงพิมพ์ทั้ง 3 แห่งให้ดำเนินการดังกล่าว แต่ไม่กลัวบัตรประชามติรั่วไหลหรือไม่ เพราะไม่ได้มีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ด นายวรพงศ์กล่าวว่า แม้บัตรประชามติไม่ได้มีบาร์โค้ด แต่มีมาตรการตรวจสอบทุจริตได้ แต่ต้องเรียนว่าไม่อาจเปิดเผย เพราะถ้าเปิดเผยจะรู้กันหมดว่าอยู่ตรงไหน โดยวิธีการขึ้นอยู่กับโรงพิมพ์แต่ละโรง เขาใช้วิธีการอะไรอย่างไร

วันเดียวกัน ที่สำนักงาน กกต. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อขอให้เปิดเผยข้อมูลต้นขั้วและบัตรเลือกตั้ง กรณีที่มีข่าวที่ฌาปนสถานทหารอากาศ กรุงเทพฯ เขต 9 รวมถึงกรณีบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง พร้อมกันนี้นายวิโรจน์ได้ขออนุญาตเข้าไปนั่งฟังการแถลงข่าวของ กกต. ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังสถานที่แถลงข่าว เนื่องจากเป็นพื้นที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

โดยนายวิโรจน์กล่าวว่า เมื่อมีการสแกนบาร์โค้ดแล้ว พบเลขรหัสที่ไปตรงกับรหัสต้นขั้วบัตร ทำให้สามารถทราบได้ว่าบัตรนั้นเป็นผู้ใดใช้สิทธิ และลงคะแนนให้ใคร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่มาชี้แจงว่าบัตรถูกเก็บไว้ ยังไม่มีใครรู้ แม้แต่ กกต.ก็ไม่รู้ เลยยังเป็นความลับอยู่ ถ้าคิดแบบนี้ ถ้าชี้แจงแบบนี้ตนถือว่ามักง่าย

“คำว่าไม่มีใครรู้ ต้องหมายถึงว่า กกต.ก็ต้องไม่รู้ แต่วันนี้กลายเป็นว่ามีโค้ดลับที่ กกต.สามารถตรวจสอบกลับได้ แบบนี้เรียกว่าไม่ลับ ถ้าเอาบรรทัดฐานนี้มาเรียกว่าลับ ประเทศอยู่ไม่ได้ การเลือกตั้งในทางลับ แสดงว่าทำโค้ดได้ กกต.ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่าการเลือกตั้งเป็นความลับ ไม่ใช่อนุญาตให้ทำโค้ดลับ ซึ่งมันไม่เหมือนกัน”

แห่ยื่นล้มเลือกตั้ง

 นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญแน่ๆ ทางเราจะปรึกษากฎหมายว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง แต่เบื้องต้นถ้าขัดกับรัฐธรรมนูญและไม่เป็นความลับ ผิดกฎหมายเลือกตั้ง อย่าแก้ตัวข้างๆ  คูๆ ความรับผิดทางอาญา ทางแพ่งต้องมี กกต.ทั้ง 7 คน ต้องรับผิดชอบ และชดใช้ค่าเสียหายในการจัดการเลือกตั้ง เพราะเวลานักการเมืองทำผิดกฎหมายยังต้องจ่ายค่าจัดการเลือกตั้งใหม่ คราวนี้ถ้าผิด กกต.ก็ต้องจ่ายและติดคุกด้วย   

เมื่อถามว่า มีรายงานว่าในต่างประเทศ บางประเทศก็มีระบบบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นายวิโรจน์กล่าวว่า ถ้าบาร์โค้ดของเล่มคือทั้งจังหวัดเป็นบาร์โค้ดเดียวกัน เพื่อจะได้แยกว่าบัตรเลือกตั้งนี้เป็นของจังหวัดนี้ อันนี้ตนไม่มีปัญหา ตนไม่ได้กล่าวหา กกต.เกินควร อย่าง กทม.มี 33 เขต มี 33 บาร์โค้ด ตนไม่มีปัญหาอะไรเลย กกต.ไม่ผิด เพราะบ่งชี้ไปที่ตัวบุคคลไม่ได้ เพราะเป้าหมายคือไม่ต้องการให้ใครก็ตามล่วงรู้

ขณะเดียวกัน นายประสิทธิ์ ปัทมผดุงศักดิ์ ผู้สมัคร สส.เขต เขต 8 ปทุมธานี พรรค ปชน. ได้เดินทางมายังสำนักงาน กกต. เพื่อร้องให้ กกต.ชี้แจงกรณีบัตรเลือกตั้งมีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 

โดยนายประสิทธิ์ยกตัวอย่างว่า เลขบัตรประชาชนของทุกคนเป็นเลขยูนิค คือเลขที่ไม่ซ้ำกันเลย ถ้ามีข้อมูลจากกรมการปกครอง เราเอาเลขบัตรประชาชนเราไปค้นหาในกรมการปกครองจะรู้เลยว่า ชื่ออะไร ที่อยู่ไหน เกิดวันที่เท่าไหร่ รู้หมด เช่นเดียวกัน ถ้าเกิดเขามีดาต้าเบสหรือฐานข้อมูลที่เขียนไว้แล้วว่าบัตรเลข 001 ลิงก์ไปที่ตัว 5 หลังนี้ คือ a5843 สมมุติ และเมื่อเราสแกนกลับมาไปหาเจอตัวเลข a 0001 ทันที แล้วก็จะรู้ว่าใครเป็นคนกาบัตรนี้ และบัตรเขียวนี่อันตรายมาก เพราะคนที่จะซื้อเสียง จะซื้อเสียง สส.เขตมากกว่า สส.บัญชีรายชื่อ เขาจะรู้ทันทีเลยว่าเขาซื้อแล้ว คนนี้กาให้เขาหรือเปล่า สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที

เมื่อถามว่า จะไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะอาจเข้าข่ายทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ นายประสิทธิ์กล่าวว่า คิดว่าจะไปทางนั้น เพราะว่าคุยกับทาง กกต.แล้วก็บอกว่าให้ไปทางผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน ส่วนผู้ที่ต้องรับผิดชอบคิดว่าคนที่จัดพิมพ์มีความผิดแน่นอน คุณจัดพิมพ์เอกสารที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับอย่างนี้ได้อย่างไร

ขณะที่ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงประธานผู้ตรวจการแผ่นดินประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ กรณีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนน ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.สส. มาตรา 96 ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ ซึ่งเรื่องนี้ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จะต้องเป็นโมฆะเท่านั้น  และประเด็นที่ 2 คือจำนวนบัตรไม่เท่ากัน โดยพบว่าบัตรเลือกตั้ง สส.แบบบัญชีรายชื่อมากกว่าจำนวนบัตรเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขต ซึ่งเป็นไปได้อย่างไร

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค พท. เปิดเผยว่า ฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการเลือกตั้งสั่งเป็นโมฆะ 2 เรื่อง คือ 1.การเลือกตั้งไม่เป็นความลับสามารถรู้ได้ และ 2.การเลือกตั้งไม่พร้อมกัน ซึ่งขณะนี้พรรค พท.กำลังศึกษาการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เมื่อถามย้ำว่า ถ้าตามกฎหมายสามารถสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ได้ศึกษาดูแล้วต้องร้องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อถามอีกว่า พรรค พท.จะยื่นเองหรือไม่หากตรวจสอบเจอ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ถ้าไปได้ก็ต้องดำเนินการ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan ถึงกรณีดังกล่าวว่า กกต.ต้องพิสูจน์ให้ชัดแจ้งต่อสาธารณชนว่า บาร์โค้ด และ QR Code ที่ติดไว้บนบัตรเลือกตั้ง มีลักษณะเฉพาะของมันเองหรือไม่ (Unique Running Number) ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง กกต.ต้องติดคุก ที่สำคัญใครสั่งให้ กกต.ทำ

น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตสมาชิกพรรค ทสท. โพสต์เฟซุบ๊กเช่นกันว่า เทียบกับบรรทัดฐานเดิม ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากการที่มีหน่วยเลือกตั้ง หันหน้า หันหลังผิดทาง โดยเหตุผลหลักคือ “การจัดคูหาบางแห่ง ไม่สามารถรักษาความลับของผู้ลงคะแนนได้ จึงไม่เป็นไปตามหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ” โดยศาลไม่ได้พิจารณาว่า “มีผู้ใดรู้การลงคะแนนลับนั้นหรือไม่” แต่บรรทัดฐานที่พิจารณาคือ “โครงสร้างระบบ เปิดโอกาสให้ความลับถูกละเมิดได้หรือไม่” สาระสำคัญคือ:  ระบบต้องไม่เปิดช่องให้ตรวจสอบย้อนกลับ ไประบุตัวผู้ลงคะแนนได้” พร้อมระบุด้วยว่า “งานช้างเข้าเต็มๆ ตัวใหญ่ขนาดนี้ จะมุดออกรูไหน ยังนึกไม่ออกเลย”

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะโฆษกสำนักงาน กกต. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.ว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อ กกต.ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรว่าการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ก็สามารถให้การรับรองประกาศรายชื่อ สส.ใหม่ ได้ 483 คน ภายใน 60 วัน นับจากวันเลือกตั้ง กระบวนการตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบว่าเขตเลือกตั้งใดมีเรื่องร้องเรียน คัดค้านการเลือกตั้งหรือไม่

เขากล่าวว่า ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง เพราะบางกรณีอาจจะต้องมีการสั่งเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการคำนวณจำนวน สส.บัญชีรายชื่อ สำหรับการจัดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ ที่หน่วยเลือกตั้งที่ 3 เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.น่าน,  หน่วยเลือกตั้งที่ 4 เขตเลือกตั้งที่ 6 จ.อุดรธานี และหน่วยเลือกตั้ง 9 เขตเลือกตั้งที่ 15 กทม. ในวันที่ 22 ก.พ.นั้น ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งดังกล่าวในวันที่ 8 ก.พ.ไปแล้ว หากไม่สามารถไปใช้สิทธิออกเสียงได้ในวันที่ 22 ก.พ.2569 ไม่ถือว่าเป็นการเสียสิทธิ

ด้านนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงการสรุปผลสอบสวนข้อร้องเรียนและเหตุซื้อเสียงในการเลือกตั้ง 2569 ที่มีอยู่ 113 เรื่องว่า การสืบสวนและไต่สวนการทุจริตเลือกตั้ง ที่ กกต.จังหวัดหรือ กกต.ส่วนกลาง มีเวลา 90 วัน สอดคล้องกับการประกาศผลการเลือกตั้ง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อนุทินปลุกไทยหวนคืนเสือเอเชีย

นายกฯ ประชุมหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ “อนุทิน” ลั่นต่อยอดนโยบายควิกบิ๊กวิน พาไทยกลับสู่จอเรดาร์โลก และเป็นเสือแห่งเอเชีย เล็งเดินหน้านโยบายหาเสียง “โพลพระปกเกล้า”

‘เสี่ยหนู’จดทะเบียนสมรส

“อนุทิน” หัวใจสีชมพู ควง “จ๋า ธนนนท์” จดทะเบียนสมรสที่บ้านอย่างอบอุ่น ท่ามกลางครอบครัวเป็นสักขีพยานก่อนวันวาเลนไทน์ “รัฐบาล-ตำรวจ” พาเหรดเตือนภัยวันแห่งความรัก

แดงร่วมรบ.นํ้าเงิน! ยศชนันนำ ถกไร้เงื่อนไข คิวต่อไปทาบ‘กล้าธรรม’

"ภูมิใจไทย-เพื่อไทย" ชื่นมื่น ร่วมจัดตั้งรัฐบาล หนุน "อนุทิน" เป็นนายกฯ "หนู" ขอให้ลบเรื่องบาดหมางในอดีต กลับมาทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์บ้านเมือง แย้มเตรียมคุย "กล้าธรรม

'ผู้สมัครส้ม' บุก กกต. บี้แจงปมบาร์โค้ด ขู่ร้องศาลสั่งเลือกตั้งโมฆะ

'ผู้สมัคร สส.ปทุมธานี' พรรคส้ม ร้อง กกต. แจงคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ทำให้ลงคะแนนไม่เป็นความลับ ขู่ร้องศาลรัฐธรรมนูญผ่านผู้ตรวจฯ ให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ

ดึงสติ! หัดมีน้ำใจนักกีฬา แพ้นับใหม่ ยังดรามาไม่ยอมจบ

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ดรามา​ แพ้นับใหม่