นายกฯ เผย 14 มี.ค. "ในหลวง" เสด็จฯ ทรงเปิดประชุมสภา "อนุทิน" ปลุก สส.น้ำเงินเป็นปึกแผ่น ยกบทเรียนขู่แหกคอกสอบตกหมด แนะพกคัมภีร์จริยธรรมเข้มคัดกรองประวัติทีมงาน โว สส.เพิ่มขึ้นทุกเลือกตั้ง ทะยานได้อีก บอกทุกพรรคต้องทำได้หลายหน้าที่หลัง กธ.ออกตัวเป็นฝ่ายค้าน ย้ำไม่ล็อกเป็นคนรุ่นใหม่-เก่า ขอคุณสมบัติไม่ขัดคำวินิจฉัยศาล ธรน. ปิดดีล! “รัฐบาลภูมิใจไทย” ไร้ “กล้าธรรม-ประชาธิปัตย์-ไทรวมพลัง” พรรคน้ำเงินครอง 14 กระทรวง 26 ตำแหน่ง 1 ประธานสภาฯ-รอง ปธ.คนที่ 1 ด้าน “เพื่อไทย” ได้ 5 รมต.-1 รองนายกฯ-3 รมช.-รอง ปธ.คนที่ 2 “พลังประชารัฐ” ได้ 1 เก้าอี้ "นิด้าโพล" เผย ปชช.ให้ศาล รธน.ตัดสิน "บาร์โค้ด" ให้เสร็จก่อนจัดตั้งรัฐบาล
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม มีความชัดเจนถึงความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 โดยช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โพสต์เฟซบุ๊กเป็นภาพที่ถ่ายร่วมกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.), นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข พร้อมระบุว่า “ดีใจมากที่ได้พบกับอาจารย์เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เพื่อร่วมรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานแสดงคอนเสิร์ตรวมเพลง #รักชาติ ของวงดุริยางค์ซิมโฟนีของมหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อคืนนี้ที่ศาลายา”
ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการสัมมนาใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ครั้งแรก ภายใต้สโลแกน "พูดแล้วทำพลัส" ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 7-9 มี.ค.นี้ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. โดยมีแกนนำพรรคเดินทางเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ, นายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ, นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.ชลบุรี, นายสนธยา คุณปลื้ม แกนนำชลบุรี บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยได้มีการเสิร์ฟมะพร้าวสดในการประชุมสัมมนาครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายในการแก้ปัญหาราคามะพร้าวตกต่ำ
จากนั้น เวลา 09.40 น. นายอนุทินเดินทางมาถึงพร้อมกับนายสีหศักดิ์, นางศุภจี, นายเอกนิติ และ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ก่อนเดินขึ้นไปยังห้องประชุมสัมมนา โดยได้เดินทักทายบรรดา สส.ที่รออยู่ในห้องสัมมนาทั่วทั้งห้อง พร้อมกล่าวให้กำลังใจและแสดงความยินดีที่ชนะการเลือกตั้งเข้ามา
นายอนุทินปาฐกถาภายใต้หัวข้อ “ถอดรหัส 192 เสียง โอกาสและความท้าทาย” ตอนหนึ่งว่า พัฒนาการของ ภท.เริ่มใหม่ปีนี้เข้าปีที่ 18 แล้ว ตนจำได้ว่าตอนที่เราตั้งพรรคครั้งแรกเดินแค่ 10 วินาทีก็ทักทายหมดแล้ว วันนี้เดินเกือบ 15 นาทีกว่าจะทักจนครบ วันนี้เราไม่ได้ประชุม สส.พรรคร่วมรัฐบาลเหมือนทุกครั้ง และวันนี้ประชุมเฉพาะสมาชิก ภท. ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมาก คิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทำความรู้จักกันและทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเราที่มันเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด จากตอนนั้นจาก 34 คนมาเป็น 51 คน มาเป็น 71 คน และในวันนี้มาเป็น 192 คน ก็ต้องขอขอบคุณผู้สนับสนุน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกท่านที่ไปช่วยกันปราศรัย ช่วยกันดีเบต ทำหน้าที่เชียร์ผู้สมัครให้ผู้สมัครของเราได้รับในการเลือกตั้ง ก็คงเห็นแล้วว่าจากการที่เราทำงานกันอย่างหนักหน่วง เราจึงเข้ามาตรงนี้ได้ไม่มีฟลุก
"วันนี้ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์ทิ้งขาดคู่แข่ง เชิญนับเถอะ จะนับกี่รอบก็พร้อม ยังไงท่านก็ชนะแน่นอน สำหรับท่านที่มาอยู่ในพรรคภูมิใจไทยใหม่ ท่านจะเห็นว่าพัฒนาการของเราเติบโตขึ้นมาโดยตลอด กราฟยังไม่เคยตก จะมีการเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตามมันก็ยังขึ้นทะยานอยู่ เทรนด์ยังไม่ตก ผมยืนยันถ้าพวกเราทุกคนไม่ประมาท ถ้าพวกเราทุกคนทำตัวให้เป็นที่เชื่อมั่นและไว้ใจ และน่าเชื่อถือของชาวบ้าน ทำตัวสม่ำเสมอ ถ้าพวกเราทุกคนคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่พอ ต้องทำให้ชาวบ้านรักเราเพิ่มมากขึ้นอีก ผมยังไม่เห็นใครสอบตก"
14 มี.ค.รัฐพิธีเปิดสภา
นายอนุทินกล่าวอีกว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคอยากขอวิงวอน ขอพวกเราทุกคนให้รักษาไว้อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของความเป็นพรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้พรรคของเราเติบโตขึ้นมา คำไหนคำนั้น เป็นปึกแผ่นไม่มีแหกคอก แต่ไหนๆ ก็พูดแล้ว เรามี สส. 3 คนแหกคอก ช่วงที่เราพักร้อน 3 เดือน มี สส.ของเรา 3 คนเห็นผิดเป็นชอบ ท่านอย่าคิดว่าชาวบ้านเขาไม่รู้ เที่ยวนี้ 3 คนไม่ได้กลับมาแม้แต่คนเดียว ฉะนั้นเรื่องของวินัย เรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทยต้องถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
"ทุกคนทราบแล้วว่าวันที่ 14 มี.ค.นี้เราได้รับแจ้งเบื้องต้นว่าจะมีรัฐพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประชุมรัฐสภา วันนั้นขาดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว พิธีนี้มีความสำคัญมาก จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปตามขั้นตอน มีการนัดประชุมสภานัดแรกเพื่อลงมติเลือกประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ อีก 2 คน และหลังจากนั้นเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ ประธานสภาฯ คนใหม่ ก็จะนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และนายกฯ รอโปรดเกล้าฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี ฉะนั้นยังมีขั้นตอนอีกมากมาย"
นายอนุทินกล่าวด้วยว่า สถานะความเป็น สส.เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา การรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำให้ท่านเป็น สส.แล้ว แต่มีกฎข้อบังคับ ระเบียบและจริยธรรมที่ต้องดำเนินการ ยุคนี้เป็นยุคจริยธรรม กางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้ ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าบทบัญญัติจริยธรรมมีอะไรบ้าง แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้อง หรือมีพฤติกรรมไม่ดี ท่านเข้าข่ายจริยธรรม ฉะนั้นตรงนี้จะประมาทไม่ได้ ขอให้ท่านถือคัมภีร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา จะได้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่านหรือผลกระทบต่อสถานะของเรา ที่สำคัญคนรอบข้างท่านจะมีผู้ช่วยหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องคัดเลือกมาอย่างดี อย่าให้มีปัญหา จะต้องดูประวัติให้เรียบร้อยด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเมื่อนายสีหศักดิ์ นางศุภจี นายเอกนิติขึ้นพูด นายอนุทินได้เดินทักทาย สส.อีกรอบ และเดินออกจากห้องสัมมนามาตาม สส.ที่เดินไปเข้าห้องน้ำให้กลับมาเข้าห้องสัมมนา
ต่อมานายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ ระบุว่าการจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้าไปแล้วกว่า 99.99% ในส่วนของพรรคกล้าธรรม (กธ.) จะดำเนินการอย่างไรว่า เรื่องแบบนี้ไม่คุยกัน ขอให้รอเป็นไปตามขั้นตอน ซึ่งในวันที่ 14 มี.ค.จะมีรัฐพิธีเปิดการประชุมสภาฯ ครั้งแรก เพื่อเลือกประธานสภาฯ ซึ่งการตั้ง ครม.จะเป็นขั้นตอนต่อจากนี้ ต้องได้นายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะตั้ง ครม.ได้ การไปพูดอะไรก่อนถือว่าไม่ควร เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่ต้องมีการโปรดเกล้าฯ การจะพูดอะไรก่อนขั้นตอนนี้ถือเป็นสิ่งที่มิบังควร
เมื่อถามว่า การจัดตั้งรัฐบาลก่อนหน้านี้ที่จะมีการเปิดตัวพรรคร่วมรัฐบาลก่อน นายอนุทินตอบทันทีว่า คนเราไม่ต้องทำเหมือนกับคนอื่น เพราะต่างพรรคการเมืองสไตล์การทำงานต่างกัน ต่างมีวิธีการทำงานที่ถนัด
ชัดแล้ว กธ.เป็นฝ่ายค้าน
เมื่อถามย้ำว่า หากจำเป็นต้องการโหวตนายกฯ ก่อน มั่นใจหรือไม่ว่า กธ.จะยกมือสนับสนุน นายอนุทินกล่าวว่า จะต้องมีกระบวนการก่อนหน้านั้น ย้ำว่าจะต้องมีการเลือกประธานสภาฯ ก่อน เมื่อถามว่าจะต้องมีการพูดคุยกับบุคคลที่จะสนับสนุนเราก่อนหรือไม่ นายอนุทินบอกว่า จะมีการพูดคุยในระดับหนึ่ง ในการเชิญพรรคร่วมรัฐบาล ต้องยึดหลักการทำงานให้กับประชาชนและประเทศให้ขับเคลื่อนไปด้วยกัน
เมื่อถามถึงกรณีนายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการ กธ. ประกาศพร้อมเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทินกล่าวว่า พรรคการเมืองต้องพร้อมเป็นทุกบทบาท ภท.ก็เช่นกัน ที่เคยเป็นรัฐบาล แต่อยู่ดีๆ ก็เป็นฝ่ายค้าน เราก็เป็นมาแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเราเป็น สส.อยู่ บทบาทไหนก็ทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้
เมื่อถามถึงกรณี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษา กธ. ระบุว่าจะไม่เดินเข้าหา ภท.อีกแล้ว เพราะมีศักดิ์ศรี นายอนุทินร้องโอ๊ย ก่อนบอกว่า ระดับคนเป็นหัวหน้าพรรคทุกพรรค เราต้องเคารพและให้เกียรติกัน
เมื่อถามถึงกรณีพูดในเวทีสัมมนาจะไม่ใช้คนที่เคลือบแคลงสงสัยในเรื่องของคุณสมบัติ นายอนุทินกล่าวว่า เพราะมีเกณฑ์ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาอย่างชัดเจน ตนไม่ได้ตั้งกฎเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องยึดถือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร เมื่อถามย้ำว่าเป็นการส่งสัญญาณไม่เอา กธ.ร่วมรัฐบาล นายอนุทินกล่าวว่า เราไม่ถึงขนาดไปพูดแบบจำเพาะเจาะจงแบบนั้น แต่เราก็รู้ว่ามีข้อปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องของจริยธรรม ต้องอ่านอย่างละเอียด และเราต้องไม่ทำผิด เพราะมีคนพร้อมไปร้องเรียน ไม่ว่าเราจะมีเจตนาหรือไม่ ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาที่จะไปต่อสู้ ดังนั้น ต้องเพลย์เซฟในทุกเรื่อง
ส่วนกรณี ร.อ.ธรรมนัสระบุว่า ก่อนหน้านี้นายอนุทินก็แต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัสเป็นรัฐมนตรีแล้ว เหตุใดครั้งนี้จึงไม่กล้าแต่งตั้ง นายอนุทินไม่ตอบคำถามดังกล่าว ถามย้ำว่าได้มีการพูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัสบ้างหรือไม่นั้น นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ได้คุยเลย
ด้านนายไชยชนก กล่าวถึงจัดตั้งรัฐบาลว่า ก็ค่อนข้างที่จะชัดเจนแล้ว แต่เรื่องนี้ตนขอให้นายอนุทินเป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการดีกว่า เมื่อถามย้ำว่าการตั้งรัฐบาลตกผลึกแล้วใช่หรือไม่ นายไชยชนกกล่าวว่า น่าจะตกผลึก 99.99% ก่อนระบุว่า การเมืองมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ตนจึงขอเว้นไว้ 0.1%
รายงานข่าวจากงานสัมมนา กรรมการบริหารพรรคได้นำรายชื่อบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีเพื่อนำเสนอนายอนุทิน โดยมีจำนวนมากกว่าเก้าอี้รัฐมนตรี เพื่อให้หัวหน้าพรรคคัดเลือกและนำรายชื่อส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำไปตรวจสอบผ่าน 9 หน่วยงาน โดยล่าสุด ภท.จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี 26 ตำแหน่ง ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาตามความเหมาะสมอีกครั้ง แต่จะดูแลครอบคลุม 14 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงคมนาคม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แบ่งเป็นโควตาอนุทิน 5 ตำแหน่ง คือ นายอนุทินควบตำแหน่ง รมว.มหาดไทย, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ
ตามโผ 'โสภณ' ประธานสภาฯ
ขณะที่โควตากลุ่มบ้านใหญ่ปรากฏชื่อ นายทรงศักดิ์ ทองศรี, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ, นายไชยชนก ชิดชอบ, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายสุชาติ ชมกลิ่น, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์, นายวราวุธ ศิลปอาชา, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ และนายพัฒนา พร้อมพัฒน์
นอกจากนี้ กลุ่มเลือดแท้ที่ทำงานให้กับ ภท.มาโดยตลอด ปรากฏชื่อ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล, นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร, นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ
ขณะที่ตำแหน่งประธานสภาฯ ชัดเจนแล้วคือ นายโสภณ ซารัมย์ ส่วนรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่งเป็นโควตาของ ภท. แต่ได้มอบหมายให้ สส.ภาคใต้ได้ตกลงคัดเลือกกันอีกครั้ง
ขณะที่โควตาพรรคร่วมคือ พรรค พท. จะได้ 8 ตำแหน่ง ซึ่งพรรคเพื่อไทยส่งรายชื่อผู้ที่เหมาะสมจะเป็นรัฐมนตรีมาเกินกว่าโควตาเช่นกัน โดย ภท.ให้อำนาจ พท.ในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสม โดยไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่าจะต้องเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่า แต่จะต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีควบ รมว.เกษตรและสหกรณ์, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ยังไม่ได้ข้อสรุป
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะได้โควตารัฐมนตรี 1 ตำแหน่ง คือ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ส่วนพรรคเล็ก 1-2 เสียง จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีต่อรอง เพราะ ภท.ไม่ต้องการรวมเสียงหรือตั้งมุ้ง โดยตำแหน่ง รมว.กลาโหมจะเป็นการเคาะในลำดับสุดท้าย ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ในโค้งสุดท้าย
ขณะที่โผ ครม. ภายใต้การนำของนายอนุทิน จะเสร็จสมบูรณ์ทันทีที่มีการโหวตนายอนุทินเป็นนายกฯ เรียบร้อยแล้ว และการจัด ครม.ครั้งนี้ให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ของพรรค ที่ต้องการวางคนให้เหมาะกับงาน เพื่อให้แต่ละกระทรวงทำงานสอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกัน ขึ้นตรงต่อนายกฯ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำเหมือนรัฐบาลที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้แน่นอนแล้วว่ารัฐบาลที่มี ภท.เป็นแกนนำจะมี 292 เสียง ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาชาติ และพรรคเล็ก โดยไม่มีพรรคกล้าธรรม, พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง
แหล่งข่าวจาก ส.ส.พท.เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในสัดส่วนของ พท. ที่ระบุว่าได้จบลงแล้วในสูตร 5+3 ทำให้เกิดความสับสนของ สส.ของพรรคเป็นอย่างมาก เกิดเป็นคำถามว่าการจัดสรรนั้นเกิดขึ้นจากใคร ไม่ได้มีความยึดโยงกับ สส. การตัดสินใจเกิดจากผู้ใหญ่ในพรรคเพียงไม่กี่คน จากการจัดสัดส่วนที่เป็นข่าวทำให้เห็นความไม่เป็นธรรม 2-3 ตำแหน่ง โดยเฉพาะการที่ตัวแทน จ.นครราชสีมา จะมีรัฐมนตรีถึง 2 คน ส่วนตัวแทนทางภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ก็ควรที่จะจัดสัดส่วนให้อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง เพราะก็เป็นพื้นที่ซึ่งทำ สส.ได้จำนวนหนึ่ง
"ในฐานะ สส.ได้หารือกับเพื่อน สส. จับสัญญาณได้ว่ามีความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นภาวะที่ พท.ต้องทำผลงาน สร้างคะแนนนิยมกลับมา ควรให้ความสำคัญกับ สส.เขตบ้าง โดยเฉพาะในโซนภาคเหนือ แม้แต่จังหวัดบ้านเกิดหัวหน้า พท.ยังไม่มี สส.สักคน จึงจำเป็นต้องมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร เราหารือกันว่าในการประชุม พท.ที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ จะได้มีการแสดงความคิดเห็น เรียกร้องให้เห็นหัวกันบ้าง ไม่ใช่จะให้แต่คนใกล้ชิด ทั้งที่ก็ไม่ได้มีผลงานอะไร" แหล่งข่าวระบุ
นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรค กธ. โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ผมไม่สนใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล เพราะสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้ทั้งหมด พรรคกล้าธรรมเราทำมากกว่าพูด ไม่เน้นสร้างคอนเทนต์ ฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลไม่สนใจหรอกครับ ทำเป็นหมดนั่นแหละ”
เคลียร์บาร์โค้ดก่อนตั้งรัฐบาล
ทางด้านนายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเตรียมการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาว่า ตอนนี้ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมาว่าจะให้เปิดประชุมได้วันไหน ส่วนที่มีข่าวว่าจะเปิดประชุมรัฐสภาเป็นวันที่ 11 มี.ค.นั้น ยังไม่ทราบ ระยะเวลาในการดำเนินการเรียกประชุมรัฐสภาต้องใช้เวลา โดยปกติแล้วเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาโปรดเกล้าฯ ลงมา จะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ในการเชิญทูตานุทูตและสมาชิกรัฐสภาทั้ง สส. สว. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าร่วมพิธี
เมื่อถามถึงการเตรียมความพร้อมในงานรัฐพิธีคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว เลขาธิการสภาฯ กล่าวว่า ตอนนี้เตรียมความพร้อมในการที่จะออกหนังสือเชิญ รวมทั้งสถานที่ในการทำรัฐพิธี ไม่ว่าจะเป็นทางรับเสด็จ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และโถงพิธีชั้น 11 อาคารรัฐสภา ซึ่งตอนนี้เราเตรียมความพร้อมแล้ว 95% รอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะเรียบร้อย
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมาย ภท. กล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวหา ภท.ว่า ภท.ไม่เคยคิดที่จะนำ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว เพราะช่วงการเลือกตั้งได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. คือใส่ร้าย ภท.ด้วยความอันเป็นเท็จ ซึ่งพรรคได้ดำเนินคดียื่นเรื่องต่อ กกต. และมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาสอบสวน ทำให้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน ยืนยันว่า ภท.ไม่เคยเชิญท่านอยู่แล้ว และจะดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาด้วย ซึ่งจะดำเนินการภายในสัปดาห์นี้
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จัดตั้งรัฐบาลใหม่ VS ปัญหาบัตรเลือกตั้ง” ระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2569 รวม 1,310 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 44.81 ระบุว่าไม่ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ควรรอจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย/ตัดสิน กรณีการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง รองลงมา ร้อยละ 41.68 ระบุว่า ควรรีบจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ร้อยละ 13.20 ระบุว่าอย่างไรก็ได้ และร้อยละ 0.31 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่สนใจ
ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการติดคิวอาร์โค้ด-บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง จะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ร้อยละ 36.56 ระบุว่าจะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองใดๆ รองลงมา ร้อยละ 34.20 ระบุว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ แต่รัฐบาลจะสามารถควบคุมได้, ร้อยละ 28.55 ระบุว่าจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองรอบใหม่ ที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้
เมื่อถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา จะไม่เป็นความลับ พบว่า ร้อยละ 47.64 ระบุว่าไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 19.08 ระบุว่าค่อนข้างกังวล, ร้อยละ 18.55 ระบุว่ากังวลมาก และร้อยละ 14.27 ระบุว่าไม่ค่อยกังวล.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไล่บี้กลต.-ปปง. คุ้ยหุ้นเบนสมิธ จี้ออกหมายจับ
รัฐบาลย้ำรับจ้างเปิด “ซิมม้า” เจอคุกแน่ เป็นธุระจัดหาเจอโทษหนักกว่า “กรณ์”
292คนไทยใกล้ถึงบ้าน ผวาสงครามซ้ำเติมศก.
"สีหศักดิ์" รับโลกปั่นป่วน สหรัฐฉีกกติกาทุกอย่าง ไทยต้องมีการต่างประเทศเข้มแข็ง
ชูลุยนโยบาย‘10พลัส’ ‘ศุภจี’ยํ้า‘ปุ๋ย’เพียงพอ
ดรีมทีมภูมิใจไทยพบ สส. “เอกนิติ” ย้ำแผนดันนโยบาย 10 พลัส ให้ไทยแข่งขันและเป็นแชมป์ในเวทีโลก “ศุภจี” ลั่นเราต้องเปลี่ยนประเทศ คาดปุ๋ยไทยใช้ได้ถึง ส.ค. “สีหศักดิ์” ย้ำบทบาทการต่างประเทศ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีชาติเป็นหลัก
ทรัมป์โทษอิหร่านฆ่าเด็ก
สงครามตะวันออกกลางล่วงเข้าสัปดาห์ที่สอง “อิหร่าน”
UNสอบฆ่าเด็ก! บี้เหตุ ‘สหรัฐ-อิสราเอล’ ยิงขีปนาวุธใส่โรงเรียนในอิหร่าน
ผู้นำอิหร่านประกาศขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกอิหร่านโจมตี ยืนยันจะไม่เกิดขึ้นอีก เว้นแต่การโจมตีอิหร่านจะมาจากประเทศเหล่านั้น ขณะที่สหประชาชาติเรียกร้องให้สอบสวนกรณีโจมตีโรงเรียนในอิหร่าน
‘กังฟู’อ้อนร่วมรัฐบาล
"กังฟู" ลั่น 6 เสียงพรรคไทรวมพลังจะไม่วิ่งไปขอตำแหน่งในรัฐบาล ขอให้ภูมิใจไทยติดต่อมาอย่างเป็นทางการ ยินดีอยู่แล้ว ไม่เล่นตัวแน่นอน พปชร.ประชุมใหญ่สามัญ “ตรีนุช”

