รุ่นใหม่น้ำเงินแบ่งเค้กลงตัว ลุยกระตุ้นศก.ชะลอแก้รธน.

"เลือดใหม่น้ำเงิน" แบ่งกระทรวงลงตัว “เอกนัฏ” คุมพลังงาน “วราวุธ” คุมอุตฯ "เจ๊รวย" ผนึกรุ่นใหม่ "แก๊งลูกบังเกิดเกล้า" นั่ง รมต.ป้ายแดง ขณะที่ชื่อ “ประเสริฐ” ถูกตั้งคำถามหลังมีคดีในชั้น ป.ป.ช. เปิดเหตุไม่สังฆกรรม กธ. "แกนนำ-สส.บางคน" พัวพันธุรกิจสีเทา "ภท." เล็งรวมกระทรวงการท่องเที่ยวฯ เข้ากับวัฒนธรรม แยกกระทรวงกีฬาเพื่อให้ทำงานชัดเจน เร่งคลอดกฎหมาย Super License-ร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน กระตุ้นการลงทุน-พัฒนาท้องถิ่น จ่ออุ้ม ปชช.ใช้ไฟต่ำกว่า 200 ยูนิตจ่ายยูนิตละ 3 บาท ทำเร็วเห็นผลภายใน 3 เดือน ส่วนแก้ รธน.รอไปก่อน "จุลพันธ์" ยัน พท.ไม่มีการแย่งเก้าอี้ "เท้ง" นำ 118 สส.รายงานตัว ลั่นพร้อมทำงานในสภาผลักดันกฎหมาย-ควบคู่ตรวจสอบเลือกตั้ง  

เมื่อวันจันทร์ มีรายงานข่าวช่วงโค้งสุดท้ายการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุทิน 2 ก่อนมีรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม จากนั้นเป็นขั้นตอนการเลือกประธานรัฐสภาในวันที่ 15 มีนาคม และโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีช่วงวันที่ 18-19 มีนาคม ก่อนจะมีการจัดตั้ง ครม.

โดยรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ภายหลังการสัมมนาพรรคที่ จ.บุรีรัมย์ โผ ครม.เริ่มชัดในสัดส่วนชื่อที่คลุมเครือมาก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะศึกน้ำเงินสายเลือดใหม่อย่างนายสุชาติ ชมกลิ่น กลุ่มชลบุรี นายวราวุธ ศิลปอาชา  กลุ่มสุพรรณฯ และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ กลุ่มลุงกำนัน โดยมีรายงานว่า นายสุชาติจะได้เป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายเอกนัฏจะได้เป็น รมว.พลังงาน นายวราวุธจะได้เป็น รมว.อุตสาหกรรม

ขณะที่สัดส่วน "ลูกเทพ" ซึ่งขณะนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "แก๊งลูกบังเกิดเกล้า" ซึ่งเห็นเค้าลางการวางตัวสอดแทรกไปในกระทรวงสำคัญ อาทิ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร เป็น รมช.คมนาคม นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี  เป็น รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  ส่วนนางสุขสมรวย  วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา อยู่ระหว่างจัดสรรตามความเหมาะสม

ขณะที่ตำแหน่งทางฝ่ายนิติบัญญัติ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์หลายสมัย เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนรองประธานสภาคนที่หนึ่ง เป็นชื่อ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี รมช.คมนาคม เนื่องจากเป็น สส.มาหลายสมัย มีความประนีประนอมสูง และความร่วมมือในการทำงาน มีความคุ้นชินกับงานสภาและคุ้นเคยกับ สส.ต่างพรรค  เชื่อว่าจะสามารถทำงานสภาได้ราบรื่น

ด้านสัดส่วนรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย (พท.) มีรายงานข่าวว่า ชื่อของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง มีความเสี่ยงสุดเนื่องจากมีคดีสแกนม่านตาในชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่คนในภท.ตรวจสอบผ่านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงยุติธรรมมาตั้งแต่ต้น รวมถึงมีคดีงบภัยแล้ง 5.1 หมื่นล้านบาท หลังนายอนุทินยืนยันว่า คุณสมบัติรัฐมนตรีจะยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุด

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า พท.ที่นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค จะเดินทางมาส่งชื่อรองประธานสภาคนที่ 2 วันที่ 12 มี.ค.นี้ ต่อแกนนำ ภท.ที่พรรค ภท. ในเวลา 13.30 น.

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับสาเหตุที่ ภท.ไม่เลือกพรรคกล้าธรรม (กธ.) เข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” เนื่องจากมี สส. และแกนนำพรรคบางคนพัวพันกับธุรกิจสีเทา รวมถึงมี สส. หลายคนและแกนนำมีชื่อในคดีแจกกล้วยรับค่าเลี้ยงดูในสมัยรัฐบาลของ พล.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ ป.ป.ช.กำลังจะชี้มูลในเร็วๆ นี้ 

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นั้น แกนนำระดับสูง  มองว่าไม่มีเอกภาพทางการเมือง เพราะมีเพียง 21 เสียงยังแบ่งกลุ่มก๊วนชัดเจน คือกลุ่มนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลุ่มนายชัยชนะ เดชเดโช ไม่มีใครฟังใคร จึงยากหากต้องมาร่วมรัฐบาล เป็นต้น

เร่งดัน กม.กระตุ้นเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวจากพรรค ภท.ระบุถึงภารกิจในงานฝ่ายนิติบัญญัติที่จะเร่งผลักดันให้สำเร็จ โดยจะมุ่งเน้นงานนิติบัญญัตินำฝ่ายบริหาร เพื่อผลักดันกฎหมายต่างๆ ให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน โดยกฎหมายที่ ภท.จะผลักดันเป็นฉบับแรกๆ อาทิ แก้กฎหมายโอนสังกัดเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนกระทรวงการท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากภารกิจงานสอดคล้องกัน ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกไปทำเรื่องกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะมุ่งเน้น พัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายผ่านสภาได้ภายใน 6 เดือน

แหล่งข่าวจาก ภท.ยังกล่าวว่า จะผลักดันร่าง พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน หรือกฎหมาย Super License โดยหลักการต้องการให้การขออนุญาตทุกอย่างเป็น One Stop Service เช่นการก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา ที่ไม่ต้องยื่นขออนุญาตหลายหน่วยงาน แต่ให้จบในหน่วยงานเดียว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเป็นข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ส่วนกฎหมายอีก 1 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน จะผลักดันให้แล้วสร็จภายใน 1 ปี โดยจะมี 2 เรื่องคือ 1.ทำให้ท้องถิ่นหารายได้ด้วยตัวเองเพื่อนำมาพัฒนา โดยประชาชนสามารถเลือกสนับสนุนภาษี 30% ให้บ้านเกิดตัวเองหรือท้องถิ่นที่ต้องการให้เกิดการพัฒนาได้ และ 2.จะเป็นกลไกการตรวจสอบของภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเป็นกลไกตรวจสอบภาคประชาชนที่แข็งแรงกว่า ป.ป.ช.และ ปปท. และทำให้ท้องถิ่นไม่กล้าใช้เงินแบบผิดประเภท ขณะเดียวกันยังมีเรื่องของการปลดล็อกเรื่องอายุและวาระการดำรงตำแหน่งท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ 2 วาระ ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจยังไม่เร่งผลักดัน เพราะไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวกับการปัญหาของประชาชน

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ในส่วนฝ่ายบริหาร รัฐบาล ภท.จะผลักดันนโยบายต่างๆ อย่างเร่งด่วนภายใน 3-6 เดือน อาทิ ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายยูนิตละ 3 บาท ส่วนที่ใช้เกิน 200 ยูนิตจะจ่ายเป็นขั้นบันได โดยสามารถออกเป็นประกาศของกระทรวงพลังงานได้ทันที นอกจากนี้เป้าหมายต่อไปของรัฐบาล อยากให้การแข่งขันด้านพลังงานไฟฟ้าเกิดความเสรี เหมือนในต่างประเทศที่มีคู่แข่งหลายราย ให้ประชาชนได้เลือกใช้บริษัทที่ให้ประโยชน์ได้มากที่สุด เช่นตัวอย่างค่ายโทรศัพท์มือถือ

พท.ปัดแย่งเก้าอี้ ครม.

ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความชัดเจนสัดส่วนโควตารัฐมนตรีของ พท.ที่ได้ 5 รัฐมนตรีว่าการ 3 รัฐมนตรีช่วย และ 1 รองประธานสภาว่า ยังไม่มีความชัดเจน แต่แน่นอน พท.เป็นพรรคร่วมรัฐบาลในลำดับที่สอง ก็คาดการณ์ได้ว่าต้องมีการจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีตามความเหมาะสม ส่วนจะเป็นตำแหน่งใดคงจะต้องมีการพูดคุยกันอีกครั้ง

เมื่อถามถึงกรณีมีรายงานข่าวว่า สส.ภายใน พท.ไม่พอใจการวางตัวบุคคลที่คาดว่าจะมาเป็นรัฐมนตรี นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ตนตรวจสอบแล้วยืนยันว่าไม่มีความไม่พอใจ และไม่มีความขัดแย้งหรือไม่สบายใจใดๆ เราเพิ่งผ่านการเลือกตั้งกันมา การคัดกรองบุคคลที่ยังเหลืออยู่แน่นอนว่าเป็นคนที่มีอุดมการณ์ มีความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชน กระแสต่างๆ ตามข่าวที่เกิดขึ้นตามสื่อใช้คำว่าแหล่งข่าวก็หาตัวตนไม่ได้ กระบวนการในการจัดสรรตำแหน่งต่างๆ ตามข้อบังคับพรรค เป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)  ซึ่งทางสมาชิกเข้าใจดี เชื่อว่า กก.บห.คงไม่ทำโดยพลการ ต้องมีการรับฟังทั้งจาก สส.และสมาชิกพรรคอย่างกว้างขวาง 

"หลังจากเลือกนายกรัฐมนตรีจึงจะมีการพูดคุยเรื่องการจัดสรรตำแหน่ง ซึ่งในส่วนของ พท.ต้องมีการพูดคุยเป็นการภายในว่ากระทรวงที่ได้รับมา บุคลากรของเรามีความเหมาะสมเรื่องคุณสมบัติ ความถนัด และประสบการณ์ในแต่ละกระทรวง มีใครบ้างและจะจัดสรรอย่างไร รวมทั้งตำแหน่งรองประธานสภา โดยจะมีการพูดคุยอีกครั้งในวันประชุม สส. 14 มี.ค.นี้" นายจุลพันธ์กล่าว

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะเลขาธิการพรรค พท. กล่าวว่า กรณีเอ็มโอยูกับบริษัทจากสิงคโปร์นั้น ตนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับดีเอสไอโดยละเอียดและชัดเจนไปแล้วว่า เป็นเพียงการได้รับเชิญไปร่วมเป็นสักขีพยานของการลงนามระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ตามปกติ ซึ่งเอ็มโอยูดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ ตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเรื่องการสแกนม่านตา และไม่ได้ระบุถึงเงื่อนไขการให้สิทธิพิเศษ หรืออำนวยความสะดวกพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น

วันเดียวกัน นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม  เปิดเผยในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ยอมรับว่า ทราบมานานแล้วว่า กธ.จะไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะมีสัญญาณไม่ปกติมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ส่วนเหตุผลที่ติดต่อภท.ไปนั้น เพื่อจะยืนยันว่า กธ.ไม่ใช่ตัวปัญหา ไม่ได้ยึดติดกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค บอกกับตนเสมอว่าไม่เคยยึดติดกับตำแหน่งรัฐมนตรี และยังเคยพูดหยอกล้อว่าหรือจะไปนั่งตำแหน่งประธานสภา เพราะไม่มีปัญหาคุณสมบัติของทั้ง 2 ตำแหน่งแตกต่างกัน

เมื่อถามว่า ภท.ที่ตัดสินใจไม่เชิญ กธ.เข้าร่วมรัฐบาล  จะเป็นเพราะต้องการตัดตอนเพื่อไม่ให้พรรคเติบโตไปกว่านี้หรือไม่ นายไผ่กล่าวว่า ไม่อาจทราบได้ รู้เพียงแต่ว่าเขาไม่เอา กธ. เมื่อถามว่า กธ.จะแตกหรือไม่หากไม่ได้เป็นรัฐบาล  นายไผ่กล่าวว่า ระบบของพรรคที่ดูแลกันแบบครอบครัว จะไม่ส่งผลให้เกิดงูเห่าไปสนับสนุนพรรคอื่น

ปชน.พร้อมผนึก กธ.-ปชป.

ที่รัฐสภา เวลา 10.10 น. พรรคประชาชน (ปชน.) นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค นำ สส. 118 คนของพรรคเข้ารายงานตัว เดินทางโดยรถบัสจำนวน 3 คัน ทั้งหมดใส่เสื้อยืดสีขาวสกรีนคำว่าประชาชน พร้อมกับใส่สูททับติดเข็มกลัดโลโก้ของพรรค  บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภามีมวลชนมาคอยต้อนรับและมอบดอกไม้ให้ ขณะที่นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. ยังไม่เดินทางมารายงานตัวเนื่องจากติดธุระ

ทั้งนี้ สส.ของพรรค ปชน.มีทั้งหมด 120 คน โดยก่อนหน้านี้นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 เข้ารายงานตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 2 มี.ค. เนื่องจากไม่สามารถมาวันที่พรรคนัดได้

 ด้านนายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ สส.ของพรรคปชน.มารายงานตัวและทำหน้าที่อย่างพร้อมเพรียง วาระสำคัญต่อจากนี้เราได้มีการเตรียมตัวภายใน โดยในช่วงบ่ายจะมีการประชุม สส.ของพรรค ส่วนงานที่เราจะผลักดันต่อคือ ชุดกฎหมายหลายฉบับที่เราพร้อมทำหน้าที่ทันทีเมื่อสภาเปิดอย่างเต็มรูปแบบ เราพร้อมยื่นกฎหมายทันทีไม่ว่าจะเป็นชุดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การปฏิรูประบบงบประมาณ การยกระดับในการตรวจสอบ สิ่งแวดล้อม สิทธิเสรีภาพ การลดค่าไฟฟ้า

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ส่วนการปรับตัวที่จะร่วมงานกับปชป.และ กธ.ซึ่งน่าจะมาร่วมงานฝ่ายค้านนั้น เป็นกระบวนการปกติในสภาอยู่แล้วที่พรรคที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาลต้องมาทำงานฝ่ายค้าน คงไม่ต้องปรับกระบวนท่าในการทำงานอะไรมาก วิปฝ่ายค้านเป็นปกติเราสามารถทำงานได้กับทุกฝ่ายอยู่แล้ว ในอดีตเราทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายค้านที่ไม่จำเป็นต้องมีจุดยืนหรือหลักการที่ตรงกัน  กว่า ครม.จะเข้ามาทำงานยังมีอีกหลายขั้นตอน ก่อนที่ผู้นำฝ่ายค้านจะถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ คงจะสามารถตั้งวิปฝ่ายค้านได้

เมื่อถามว่า ปชน.จะรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านไว้เองหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในฐานะพรรคการเมืองลำดับหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ก็เป็นตำแหน่งที่เราให้ความสำคัญอยู่แล้ว พร้อมทำหน้าที่ตรงนี้อย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องของคดี 44 สส. เราไม่ได้กังวล แต่ไม่ได้ประมาท ยืนยันตามความบริสุทธิ์ของเราในการทำหน้าที่ สส.ในการยื่นร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรที่จะทำให้เราต้องโดนคดีแบบนี้ ในส่วนที่พรรคได้ยื่นให้กกต.ตรวจสอบการเลือกตั้งเขต 2 จ.สุพรรณบุรี ก็คงต้องรอให้เป็นไปตามกระบวนการว่ามีผลอย่างไร หากเกิดเหตุที่เห็นได้ชัดว่าน่าจะมีความผิดปกติ เราก็พร้อมจะดำเนินการกับเขตอื่นๆ อย่างเต็มที่ ทีมกฎหมายได้รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว

เมื่อถามต่อว่า ถึงแม้จะมีการเปิดประชุมสภาแล้วก็ยังสามารถยื่นตรวจสอบการเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กกต.น่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด เชื่อว่าประชาชนก็ห่วงใยเรื่องนี้เช่นกัน เพราะหลายภาคส่วนยังตั้งคำถามถึงกระบวนการในการเลือกตั้งที่ผ่านมา รวมถึง กกต.ออกมารับรองผลโดยที่สังคมยังตั้งคำถามอยู่ หากมีการเปิดสภา และรัฐบาลเดินหน้าไป สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญออกมาระบุว่ากระบวนการในการเลือกตั้งมีปัญหาเกิดขึ้นจริง จะเกิดผลเสียต่อประเทศมากที่สุด

ส่วนที่มีการตั้งรัฐบาลโดยไม่เอา กธ.โดยยกเรื่องมาตรฐานจริยธรรมนั้น นายณัฐพงศ์กล่าวว่า นายอนุทินเองก็ยังไม่ได้ตอบว่าในอดีตก็เคยแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส ทำไมตอนนั้นกับตอนนี้ใช้คนละมาตรฐานกัน ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องการเมืองมากกว่ามาตรฐานทางจริยธรรม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง