ทุกปั๊มต้องมีนํ้ามัน นายกฯสั่งในสัปดาห์นี้ขายทุกสถานี/พิพัฒน์ไม่ฟันธงไอ้โม่ง

“อนุทิน” สั่งสัปดาห์นี้จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย! “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะถกผู้ค้าน้ำมัน-โรงกลั่น รับค่าเฉลี่ยช่วงนี้ผิดปกติอยู่ที่ 82-84 ล้านลิตร จากเดิมที่ใช้ 67 ล้านลิตร แต่เชื่อสถานการณ์จะดีขึ้นหลังงัดใช้น้ำมันสำรอง-ขนส่ง 24 ชม.-เข้มงวดกักตุน ไม่กล้าฟันธงมีไอ้โม่งหรือไม่ “สศช.” เผยโรงกลั่นเร่งเครื่อง 110% เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ “ม็อบ” ยื่น 3 ข้อเร่งแก้วิกฤต ปชป.เตรียมชงญัตติด่วนให้สภาฯ ถก
เมื่อวันจันทร์ที่ 23 มี.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่บนตึกไทยคู่ฟ้า  โดยในเวลา 10.40 น.ได้เรียกหารือสถานการณ์น้ำมัน พร้อมรับฟังรายงานผลการตรวจสอบคลังน้ำมัน และในวันเดียวกันนายกฯ ได้ยกเลิกภารกิจนอกทำเนียบรัฐบาล และมอบหมายให้รัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่แทนตลอดทั้งวัน 
ส่วนที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานการประชุม ศบก. โดยมีผู้เกี่ยวข้องและผู้แทนบริษัทน้ำมันเข้าหารือด้วย
นายพิพัฒน์กล่าวในที่ประชุมว่า การประชุม ศบก.เมื่อวันที่ 19 มี.ค. รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน 3 เรื่อง เพื่อแก้ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอหน้าสถานีบริการน้ำมัน คือ 1.ผ่อนผันการผ่อนปรนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ รองรับความต้องการส่วนเกินที่ผิดปกติในช่วงนี้ 2.ผ่อนผันการเดินรถของรถบรรทุกน้ำมัน ให้เดินรถได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศ เพื่อให้ขนส่งน้ำมันได้มากขึ้น และ 3.เข้มงวดการป้องกันการกักตุน โดยเมื่อวันที่ 21 มี.ค. มีคำสั่งนายกฯ ที่ 4/2569 เพื่ออนุญาตให้ผู้ประกอบการน้ำมันสามารถนำน้ำมันสำรองตามกฎหมายออกมาให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว
“การประชุมวันนี้จึงเป็นการติดตามความก้าวหน้า การดำเนินการตามมาตรการขั้นต้น โดยเฉพาะการนำน้ำมันสำรองมาให้บริการแก่ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้เมื่อไหร่ และมีปริมาณเท่าไหร่ในแต่ละวัน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสภาวะปกติโดยเร็ว” นายพิพัฒน์กล่าว
นายพิพัฒน์กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำความสำคัญของการรักษาข้อมูลของการประชุมทุกครั้ง ขอความร่วมมือจากทุกท่านให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การสื่อสารต่อสาธารณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความถูกต้องแม่นยำ เรามิได้มีเจตนาปิดบังข้อมูล แต่ในสถานการณ์ที่หลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการเผยแพร่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือการบิดเบือนข้อมูล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้
ภายหลังการประชุมนายพิพัฒน์แถลงว่า เป็นการประชุมเพื่อทำความเข้าใจ เป็นการซักซ้อมและหารือกับผู้ค้าตามมาตรา 7 ทุกบริษัทและโรงกลั่น ซึ่งแต่ละวันโรงกลั่นและผู้ค้าตามมาตรา 7 ได้นำน้ำมันอัดฉีดเข้าสู่ระบบสถานีบริการต่างๆ เกือบ 10,000 สถานีบริการ ซึ่งอดีตเคยเติมน้ำมันเข้าสู่สถานีบริการและผู้ใช้ต่างๆ ประมาณ 67 ล้านลิตร แต่ในช่วงนี้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณซัก 82-84 ล้านลิตรต่อวันก็ยังไม่เพียงพอ
ลั่นทุกปั๊มต้องมีน้ำมันขาย
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ยังมีการหารือกันว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และโรงกลั่นปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาด เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้ โดยนายกฯ ได้มีข้อสั่งการว่า ภายในสัปดาห์นี้จะไม่มีสถานีบริการใดบอกว่าไม่มีน้ำมันขาย ซึ่งผู้ค้าตามมาตรา 7 ก็รับทราบ และจะพยายามปฏิบัติตามที่นายกฯ มีข้อสั่งการ ซึ่งจากการหารือก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกบริษัท โดยโรงกลั่นก็พยายามให้ได้ค่าการกลั่นที่ 100% บางโรงกลั่นก็อาจเกินกว่า 100% และพยามปล่อยน้ำมันทั้งหมดให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 
นายพิพัฒน์กล่าวว่า สุดสัปดาห์นี้ ปตท., บางจากและเชลล์จะจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูตร B20 ให้ผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยจำหน่ายผ่านจ๊อบเบอร์ ซึ่งจุดจ่ายในพื้นที่ภาคใต้คือ จ.สงขลาและสุราษฎร์ธานี พื้นที่ภาคกลางคือ จ. พระนครศรีอยุธยา, สระบุรีและชลบุรี ทั้งนี้นายกฯ ได้อนุโลม ให้สมาคมประมงได้ใช้น้ำมัน B20 ไปพลางๆ ก่อน
ถามถึงปัญหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ขณะนี้พบไอ้โม่งกลุ่มไหนที่ได้ประโยชน์จากการกักตุนน้ำมันบ้าง และราคาเพิ่มขึ้นบ้างหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า หน่วยเฉพาะกิจที่นายกฯ ตั้งขึ้น จากการตรวจสอบยังไม่พบที่อื่น โดยกรณีที่ จ.อ่างทองนั้น เป็นการพยายามส่งน้ำมันออกไปประเทศเพื่อนบ้าน 2 หมื่นลิตร ซึ่งจะตรวจสอบต่อไป
“ไม่กล้ายืนยันว่า ณ เวลานี้จะมีไอ้โม่งหรือไม่มี แต่เราจะตรวจสอบโดยชุดเฉพาะกิจที่ประกอบด้วยหลายหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ทั้งโรงกลั่น คลังน้ำมัน สถานีบริการ และคลังอื่นๆ ทั่วประเทศ ทั้งนี้หากประชาชนคิดว่าตรงไหนมีปัญหา หรือจุดไหนมีพฤติกรรมที่ไม่ดี ขอให้แจ้งที่ศูนย์เฉพาะกิจหรือ ศบก.เพื่อตรวจสอบต่อไป” นายพิพัฒน์กล่าว
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า หน่วยงานกระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน ลงตรวจคลังน้ำมันทั้งหมด 8 จุด  ทั้งหมดไม่มีความผิดปกติ แต่กรณีสถานีบริการต่างๆ ที่อาจขาดน้ำมันอยู่ อาจเป็นเพราะระบบการส่งน้ำมันจากคลัง โดยเฉพาะการส่งน้ำมันลงท่อที่ไม่สามารถส่งทุกชนิดได้ โดยจะมีปฏิทินการส่ง แต่ขณะนี้จากรายงานสถานการณ์ในปั๊มปรับตัวดีขึ้น หลังจากให้ขนส่งน้ำมันได้ 24 ชั่วโมง
“ขอยืนยันน้ำมันมี ตัวเลขที่เช็กจากกรมศุลกากรมีน้ำมันดิบวิ่งเข้ามาในประเทศ ตั้งแต่ 1-20 มีนาคม น้ำมันดิบเข้าประเทศกว่า 3,400 ล้านลิตร เพียงพอที่จะกลั่นใช้ในประเทศ แต่น้ำมันดิบที่เรากลั่นมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปภายในประเทศจะมีกำลังการกลั่น 175 ล้านลิตร ทั้งนี้โรงกลั่นพยายามเพิ่มกำลังการผลิตแต่เพิ่มได้ไม่มากนัก บางโรงกลั่นใช้กำลังการผลิตจากเดิม 100% เพิ่มถึง 110%” นายดนุชากล่าว
นายดนุชากล่าวอีกว่า อีกส่วนหนึ่งของกรมการปกครองที่ตรวจสถานีบริการทั่วประเทศ 9,387 แห่ง พบว่าประมาณ 8,000 แห่งมีปัญหาด้านการขนส่ง คือน้ำมันถูกเติมไปจนหมดปั๊มและต้องรอให้ขนส่งเข้ามาส่ง ขณะเดียวกันปริมาณน้ำมันที่ได้รับต่อวันอยู่ในตัวเลข 82 ล้านลิตร ซึ่งในเชิงปริมาณมีความเพียงพอต่อประชาชนได้
เมื่อถามว่า หลายปั๊มให้ข้อมูลว่าโควตาหมดแล้วจะรับน้ำมันใหม่อีกที 1 เมษายน ในระหว่างนี้จะมีการแก้ไขอย่างไรหรือไม่ก่อนจะถึงวันที่ 1 เมษายน นายดนุชากล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันพุ่งสูงเกินกว่าที่เคยทำมาในช่วงเวลาปกติ ทำให้โควตาน้ำมันในเดือนนั้นของเขาเต็มแล้ว ประกอบกับช่วงนั้นเรายังไม่มีการผ่อนคลายการสำรองน้ำมันที่ให้เพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการผ่อนคลายแล้ว ทางบางจากเองสามารถเอาน้ำมันส่งไปยังผู้ค้าที่เป็นสถานีบริการ ที่บอกว่ารอบถัดไปในรอบเดือนเมษายน ณ ตอนนี้สามารถส่งไปให้ได้แล้ว ซึ่งทางบางจากได้แจ้งเองในที่ประชุม อย่างไรก็ตามในช่วงนี้ภาครัฐจะติดตามดูน้ำมัน ว่าจะส่งไปที่สถานีบริการเหล่านั้นตามที่บอกไว้หรือไม่ โดยกระทรวงมหาดไทยจะส่งคนไปตรวจ
คุมเข้มรายงานน้ำมัน
ขณะที่นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐทำคือพยายามจัดระบบและสร้างความโปร่งใส เพื่อให้ไม่เกิดการตั้งคำถามว่าน้ำมันไปไหน โดยให้ผู้ค้ามาตรา 7 คือผู้ค้าน้ำมันขนาดใหญ่และโรงกลั่น รวมถึงจ๊อบเบอร์อีกกว่า 200 ราย ต้องรายงานว่าได้รับน้ำมันหรือผลิตน้ำมันมาจำนวนเท่าใดในแต่ละวัน และขายไปในปริมาณเท่าใด ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะต้องรายงานมายังกรมธุรกิจพลังงานทุกวัน เพราะฉะนั้นเมื่อได้ข้อมูลต่างๆ ก็จะสร้างความโปร่งใส ทำให้เห็นว่าน้ำมันเมื่อผลิตแล้วจากโรงกลั่นจะกระจายไปที่ใดบ้าง และตอนนี้เท่าที่ดูก็พยายามที่จะกระจายไปที่จ๊อบเบอร์และสถานีบริการ ให้เหมือนกับหรือมากกว่าปริมาณที่เขาเคยได้ก่อนเกิดเหตุการณ์ ซึ่งหากจัดสรรเช่นนี้ก็จะสามารถรองรับความต้องการได้ในระดับหนึ่ง หากไม่มีการนำไปใช้ผิดประเภทหรือกักตุนก็จะเกิดการกระจายน้ำมัน
ด้านนายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานติดตามตัวเลขการผลิตและการใช้น้ำมันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผลิตจากทั้ง 6 โรงกลั่น ณ วันนี้ผลิตนํ้ามันดีเซลได้ทั้งหมด 80 ล้านลิตรต่อวัน แต่ความต้องการในช่วงครึ่งแรกของเดือน มี.ค.อยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน บางวันกระโดดไปถึง 100 ล้านลิตรต่อวัน จึงต้องดึงสต๊อกเก่ามาใช้ ขณะเดียวกันตามคำสั่งของนายกฯ ที่ให้ผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ส่งข้อมูลมารายงานทุกวันในเวลา 18.00 น.นั้น ยํ้าว่าหากผู้ค้าไม่ส่งข้อมูล จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
นายสราวุธกล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการตรวจสอบความผิดปกติของคลังน้ำมันที่ จ.อ่างทอง สิ่งปรากฏชัดคือ ใบกำกับการขนส่งไม่ตรงกับที่แจ้งไว้ ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานได้ประสานกับสำนักงานพลังงานจังหวัดอ่างทอง ซึ่งได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเรียบร้อยแล้ว และส่งตัวอย่างการตรวจสอบคุณภาพนํ้ามันของบริษัทดังกล่าวให้ตำรวจเพื่อดำเนินคดีทางกฎหมายต่อไป
เมื่อถามว่า ต้องปรับตัวเลขนํ้ามันสำรองจากเดิมที่ 103 วันหรือไม่ นายประเสริฐกล่าวว่า เราต้องติดตามว่าตัวเลขการใช้นํ้ามันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอาจเกิดความตระหนกในช่วงแรก แต่สุดท้ายตัวเลขอาจกลับมาเหมือนเดิม ประชาชนไม่ต้องห่วงถึงจะปรับตัวเลขอย่างไร ก็อยู่ที่ 90-100 วัน
ถามว่า หากตัวเลขความต้องการดีเซลอยู่ที่ 84 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผลิตได้ 80 ล้านลิตร จะมั่นใจได้อย่างไรว่าภายในสัปดาห์นี้ปั๊มน้ำมันจะมีปริมาณน้ำมันเพียงพอให้บริการประชาชน อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานกล่าวว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมาก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งปริมาณใช้มากกว่าที่ผลิตได้ในทุกวัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเอกชนก็นำสต๊อกสำรองออกมาใช้ และจะพยายามกระจายให้เร็วกว่านี้ ขณะที่ภาครัฐก็ผ่อนผันในการสำรองน้ำมันตามกฎหมายเพื่อให้เกิดการกระจายที่เพิ่มมากขึ้น
ดีเซลไทยต่ำกว่าเพื่อนบ้าน
นายวัชรินทร์ บุญฤทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่า เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งสูงถึง 158 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤตการณ์อยู่ 122% ทำให้เกิดผลกระทบถึงความกดดันต่อราคาพลังงานภายในประเทศ แต่สถานการณ์ราคาขายปลีกภายในไทย น้ำมันดีเซลจำหน่ายดีเซลอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร ในขณะที่แก๊สโซฮอล์  E10 อยู่ที่ 33.05 บาทต่อลิตร 
“ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนได้ทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทั้งเบนซินและดีเซลต่อเนื่อง โดยน้ำมันดีเซลไทยอยู่ที่ 31.14 บาทต่อลิตร ในขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 38-39 บาทต่อลิตร สถานการณ์การขายปลีกของไทยยังถือว่าราคาต่ำกว่าพื่อนบ้านในอาเซียน” นายวัชรินทร์กล่าว
นายวัชรินทร์ยังกล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างการจัดทำแอปพลิเคชัน Fuel Now ที่แสดงถึงสถานะสถานีบริการว่าปิดทำการหรือเปิดมีให้บริการ ที่จะต้องมีการกรอกข้อมูล ณ ปัจจุบัน ทั้งชนิดน้ำมันและปริมาณที่เหลือ โดยมีผู้ค้าทั้งที่ 139 ราย ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดบริการได้ในวันพรุ่งนี้ 
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคได้ตรวจสอบกับปั๊มน้ำมันในต่างจังหวัดโดยเฉพาะภาคใต้ พบว่าปริมาณน้ำมันที่ส่งให้ปั๊มต่างๆ ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติถึงครึ่ง ในขณะที่น้ำมันดิบมีเพียงพอ กำลังโรงกลั่นมีเพียงพอ และมีกำลังผลิตเต็มที่ แล้วน้ำมันหายไปไหน มองว่ารัฐบาลยังให้คำตอบกับประชาชนได้ไม่ชัดเจน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งตรวจสอบตลอดเส้นทางว่าเกิดอะไรขึ้นและสื่อสารกับประชาชนอย่างชัดเจน
นายกรณ์กล่าวอีก พรรคได้ยื่นญัตติด่วนในวันที่ 25 มี.ค.เพื่อให้สภาเปิดอภิปรายเรื่องวิกฤตพลังงาน และผลกระทบที่เกิดกับประชาชน รวมถึงราคาสินค้าและอื่นๆ หวังว่าจะได้ใช้สภาให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงกับประชาชน 
ในการประชุมวุฒิสภาหลังเปิดให้สมาชิกหารือความเดือดร้อนของประชาชน น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. เสนอญัตติด่วนขอให้วุฒิสภาพิจารณาปัญหาผลกระทบต่อประเทศไทยจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยระบุว่ารัฐบาลต้องแสดงจุดยืนและท่าทีอย่างชัดเจนว่า จะไม่นำพาประเทศไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสงครามหรือความขัดแย้ง และตั้งข้อสังเกตต่อการบริหารจัดการด้านพลังงานว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจน้ำมัน  เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
ร้อง 3 ข้ออุ้มพลังงาน
ส่วนที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มภาคประชาสังคม 14 องค์กร นำโดยนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข, นายธัชพงศ์ แกดำ ยื่นหนังสือถึงนายอนุทินเพื่อขอให้มีมาตรการเร่งด่วนในการแก้วิกฤตพลังงาน โดยให้มีมาตรการเร่งด่วน 3 ข้อ คือ 1.ยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ปรับลดค่าการกลั่นน้ำมัน และตรึงราคาแก๊สหุงต้มภาคครัวเรือนเป็นเวลา 1 ปี 2.ลดค่าไฟฟ้าจากหน่วยละ 4.18 บาท เหลือหน่วยละ 3 บาท และ 3.กําหนดมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 
ส่วนสถานการณ์ในต่างจังหวัดนั้น ที่ สภ.เมืองอ่างทอง จว.อ่างทอง นายก้องเกียรติ กิตติคุณ พลังงานจังหวัดอ่างทอง เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอ่างทอง พร้อมนำเอกสารเพื่อแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน กรณีบริษัท วี เอออยล์ จำกัด ไม่ออกใบกำกับการขนส่งน้ำมันให้แก่บริษัท ทริลเลียนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด อ.เมืองอ่างทอง ซึ่งเป็นคลังน้ำมันที่ตั้งอยู่ใน จ.อ่างทอง และถูกตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) กองบัญชาการสอบสวนกลางเข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569
ส่วนที่ จ.พิษณุโลก น้ำมันยังไม่เพียงพอกับความต้องการ บางปั๊มมีประชาชนมารอต่อคิวกันจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ปั๊ม PT ตรงข้ามหน้ามหาวิทยาลัยนเรศวร อ.เมืองพิษณุโลก รถกระบะจำนวนมากมาจอดรอตั้งแต่ค่ำคืนที่ผ่านมา บางคนถึงขั้นเตรียมเสื่อ หมอน มุ้งมานอนรอ เพื่อมาเข้าคิวรอเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว
ขณะที่ จ.บุรีรัมย์ น้ำมันดีเซลหลายปั๊มไม่มีให้บริการ บางปั๊มที่ได้น้ำมันจากคลังใหญ่น้อยลงต้องจำกัดการเติมคันละไม่เกิน 1,000 บาท แกลลอนไม่เกิน 500 บางตู้จ่ายติดป้ายสงวนสิทธิ์ไว้จำหน่ายให้รถพยาบาล, ตร., กู้ภัย, รถฉุกเฉิน และรถหน่วยงานราชการไฟฟ้า ทำให้เกษตรกรต้องคอยวิ่งหาปั๊มไหนน้ำมันขนส่งมาถึงแล้วก็จะรีบเข้าไปเติม 
ที่ จ.สงขลา ชาวบ้านได้นำแกลลอนน้ำมันจำนวนหลายถังมาเรียงต่อๆ กันเพื่อจองคิวรอเติมน้ำมัน ภายในปั๊มน้ำมัน ปตท.สาขาปากแตระ ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้า ซึ่งถ้าอยากได้คิวแรกๆ ต้องเดินทางมาตั้งแต่ตี 1-ตี 2 
นายอิสสะมาแอ ยาโกะ นายอำเภอเบตง มอบหมายให้นายมานิตย์ ยศศักดิ์ ปลัดอำเภอเบตง ร่วมกับชุดสืบสวน สภ.เบตง ลงพื้นที่สำรวจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่อำเภอเบตง เพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมเฝ้าระวังการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามภาวะปกติ พร้อมรวบรวมข้อมูลย้อนหลัง 7 วันที่ผ่านมา  และรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่องถึงปริมาณน้ำมันที่ได้รับ เปรียบเทียบกับภาวะปกติว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โผครม.35คนปกรณ์แทนปื๊ด

ว่าที่ รมต.ส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติอย่างคึกคัก เปิดโผ ครม.สะเด็ดน้ำ 35 คน ลุ้นอีก 1 ชื่อยังไม่เคาะ ไร้คนของ "พปชร."

ครม.อนุทิน2ใกล้คลอด รอรับศึกหนักแถลงนโยบาย

คาดหมายกันทางการเมืองว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อาจนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี รัฐบาลอนุทิน 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายภายในไม่เกินสุดสัปดาห์นี้