ขึงขังปราบกักตุนน้ำมัน ลุยตรวจ7จว.ไม่ผิดปกติ

นายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน.  สั่งการ กอ.รมน.เดินหน้าปราบปรามการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันนอกประเทศ เร่งตรวจสอบทั้งระบบ ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ด้านกระทรวงพลังงานยกระดับมาตรการกำกับดูแลน้ำมันเชื้อเพลิง สั่งผู้ค้ามาตรา 7 รายงานสต๊อก ราคา เข้มงวด ศบก.เผยผลตรวจคลังน้ำมัน-จ๊อบเบอร์ 7 จว. ไม่พบความผิดปกติ

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ได้หารือร่วมกับผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรอง  ผอ.รมน. และเสนาธิการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน. ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการกักตุนและการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

ภายหลังการหารือ ผอ.รมน.ได้สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นทาง-ระหว่างทาง-ปลายทาง ป้องกันการกักตุน ลักลอบขนย้าย หรือการนำออกนอกประเทศโดยผิดกฎหมาย

สำหรับแนวทางการดำเนินการ ประกอบด้วย

1.ต้นทาง (โรงกลั่นน้ำมัน) มอบหมายให้ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. ซึ่งรับผิดชอบด้านความมั่นคงทางพลังงาน ทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามการผลิตและการบริหารจัดการน้ำมันจากโรงกลั่น ให้เป็นไปตามกฎหมายและไม่เกิดการนำออกนอกระบบอย่างผิดปกติ    

2.ระหว่างทาง (การขนส่งและการกระจายน้ำมัน) ให้ กอ.รมน.จังหวัดทั่วประเทศ และ กอ.รมน.ภาคส่วนแยก ในกองกำลังป้องกันชายแดน ร่วมกำกับดูแลเส้นทางการขนส่งและการกระจายน้ำมัน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันการลักลอบขนส่งน้ำมันออกนอกประเทศ

3.ปลายทาง (สถานีบริการน้ำมัน) ให้ชุดตรวจร่วมของ กอ.รมน.จังหวัด ลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อตรวจสอบปริมาณการจำหน่าย การกักตุน และการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศ ป้องกันการเอาเปรียบประชาชน และสร้างความโปร่งใสในระบบการค้าพลังงาน พร้อมย้ำว่า กอ.รมน.จะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

ขณะที่ ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน นายดนุชา พิชยนันท์  เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยว่า การลงพื้นที่ตรวจผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่มีคลังน้ำมันและจ๊อบเบอร์เมื่อวันที่ 26 มี.ค. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพาณิชย์จังหวัดดำเนินการร่วมกัน จำนวน 22 จุด ใน 7 จังหวัด ประกอบด้วย ฉะเชิงเทรา, นครราชสีมา, อุดรธานี,  ลำปาง, พิษณุโลก, ชุมพร และสงขลา ผลการตรวจในส่วนจ๊อบเบอร์ ทั้งจ๊อบเบอร์ที่มีคลังน้ำมันและไม่มีคลังน้ำมัน ไม่พบความผิดปกติ

ในส่วนที่มีคลังน้ำมัน พบน้ำมันที่อยู่ในคลังเหลือติดคลังเฉลี่ยประมาณ 1 หมื่นลิตร ส่วนที่อยู่ในแต่ละจ๊อบเบอร์เป็นน้ำมันที่กำลังอยู่ระหว่างการขาย การตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ทั้งผู้ซื้อผู้ขายของจ๊อบเบอร์ที่ได้มีการบันทึกไว้ ถูกต้องตรงกัน ไม่ได้มีความผิดปกติ สำหรับการตรวจสอบคลังน้ำมันที่เป็นผู้ค้าตามมาตรา 7 ซึ่งเป็นคลังน้ำมันขนาดใหญ่ที่ จ.สงขลา คือบริษัท ปตท. และเชลล์ ก็พบว่าทั้ง 2 คลังมีน้ำมันเหลือติดคลังไม่ถึง 50% หรือประมาณ 10 ล้านลิตร จากความจุของของคลังที่จุได้ 25-28 ล้านลิตร

"จากการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมด มีการซื้อขายและจัดส่งน้ำมันออกไปถูกต้อง ไม่มีข้อมูลที่ผิดปกติ และการส่งน้ำมันตั้งแต่เดือน มี.ค.เป็นต้นมา มีปริมาณการส่งออกจากคลังเพิ่มขึ้น และมีการติดประกาศราคาเรียบร้อย" นายดนุชากล่าว

ด้านนายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน แถลงว่า ภาพรวมสถานการณ์น้ำมันดีเซลหมุนเร็วตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม ปริมาณการผลิตดีเซลหมุดเร็วอยู่ที่ 81.51 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 81.63 ล้านลิตรต่อวัน ปริมาณการส่งออกอยู่ที่ 4.55 ล้านลิตรต่อวัน ภาพรวมการจำหน่ายและส่งออกอยู่ที่ 86.18 ล้านลิตรต่อวัน

ส่วนน้ำมันเบนซิน ตั้งแต่วันที่ 1-24 มีนาคม  ปริมาณการผลิตอยู่ที่ 37.12 ล้านลิตรต่อวัน  ปริมาณการจำหน่ายอยู่ที่ 35.10 ล้านลิตรต่อวัน  การส่งออกอยู่ที่ 0.004 ล้านลิตรต่อวัน และภาพรวมการจำหน่ายและส่งออกอยู่ที่ 35.10 ล้านลิตรต่อวัน

สำหรับสถานการณ์น้ำมันดีเซลและเบนซิน  ทางกรมธุรกิจพลังงานได้แจ้งกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ให้ส่งข้อมูลการรับจ่ายน้ำมันของคลังน้ำมันเชื้อเพลิงเติมเพิ่มเติมตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งไทยมีคลังน้ำมันเพื่อจำหน่ายอยู่ 92 แห่ง เป็นคลังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองตามกฎหมายอยู่ทั้งหมด 53 แห่ง และคลังของผู้ค้าตามมาตรา 7 ที่ไม่ได้เปิดเผยว่าเก็บน้ำมันสำรอง รวมกับคลังผู้ค้าตามมาตรา 10 ทั้งหมด 39 แห่ง  กรมได้จัดทำแบบฟอร์มเพิ่มเติมให้แจ้งข้อมูลการจัดส่งน้ำมันไปยังสถานีปลายทาง ทะเบียนรถยนต์ เพื่อจัดส่งไปยังกระทรวงยุติธรรม DSI กระทรวงมหาดไทย เพื่อตรวจสอบข้อมูลต่อไป

ด้านกระทรวงพลังงาน ได้ออกประกาศกระทรวงเรื่อง การกำหนดมาตรฐานและเงื่อนไข การดำเนินการค้าของผู้ค้าน้ำมัน อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งภาคตะวันออกกลาง โดยสาระสำคัญคือ ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องเปิดเผยราคาและสต๊อกน้ำมันของทุกแห่ง รวมถึงต้องติดป้ายแสดงราคาและน้ำมันคงเหลืออย่างชัดเจน รวมถึงรายงานข้อมูลตรงให้กับกรมธุรกิจพลังงานทราบภายใน 18.00 น.ของทุกวัน โดยให้รายงานไปที่ [email protected]

นอกจากนี้ สาระสำคัญอีกประการคือ ให้ผู้ค้าน้ำมันขายน้ำมันเชื้อเพลิงตามราคาที่แสดงไว้หน้าโรงกลั่น และไม่สูงกว่าที่ประกาศไว้บนหน้าเว็บไซต์ของกระทรวงพลังงาน หรือไม่เกินราคาหน้าปั๊ม และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่เป็นโรงกลั่นรายงานต้นทุนการกลั่นให้กับกรมธุรกิจพลังงานทราบทุกวันศุกร์ 12.00 น. และต้องรายงานข้อมูลการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทุกครั้งที่มีการขนส่งน้ำมันออกจากคลัง

สำหรับการพัฒนาแอปพลิเคชัน Fuel Now  เพื่อให้พลังงานจังหวัดได้รับทราบพิกัดของปั๊มในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อให้ทราบถึงสถานะของสถานีบริการน้ำมันว่ามีน้ำมันจำหน่ายปกติหรือขาดบางชนิดอย่างไร โดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการเข้ามาเพิ่มเติมข้อมูลเพื่อให้รวดเร็วในการตรวจสอบ

นายวุฒิทัตกล่าวด้วยว่า กรณีที่ได้มีการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานว่าด้วยการกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง แล้ว ให้ผู้ค้าน้ำมันรายงานข้อมูลการจำหน่ายหรือขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมนำสำเนาใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ระบบตรวจสอบการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง https://Fuel-DM.doeb.go.th ทุกครั้งที่มีการจัดทำใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้รายงานข้อมูลการจำหน่ายหรือขนถ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมสำเนาใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ขนส่ง’ขึ้นราคา10-35%

พิษดีเซลพุ่ง “สหพันธ์ขนส่ง” เดินหน้าขึ้นค่าขนส่ง 10-35% เริ่ม 1 เม.ย. ชง 7 มาตรการ