‘ขนส่ง’ขึ้นราคา10-35%

พิษดีเซลพุ่ง “สหพันธ์ขนส่ง” เดินหน้าขึ้นค่าขนส่ง 10-35% เริ่ม 1 เม.ย. ชง 7 มาตรการให้รัฐบาลช่วย ด้านรถเกี่ยวข้าวจ่อขึ้นราคาค่าจ้าง ท่องเที่ยวตะวันออกระส่ำ กลุ่มทัวร์สัมมนาวูบ บริษัททัวร์ในอีสานอ่วม โดนทยอยยกเลิกเพียบ

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. มีรายงานข่าวจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ประกอบการขนส่งรวม 16 สมาคม  ระบุว่า การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลถึง 6 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 25 มี.ค. เวลาประมาณ 22.00 น.  ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการทั่วประเทศ เนื่องจากน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นต้นทุนหลักของทั้งภาคการผลิตและการขนส่ง เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าขนส่งสินค้า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงค่าไฟฟ้า ทำให้ภาคธุรกิจต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มต้องปรับราคาสินค้าตาม

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ภายหลังการประชุมเมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มี.ค. สหพันธ์การขนส่งทางบกและเครือข่ายทั้ง 16 องค์กร ได้มีมติร่วมกันในการปรับอัตราค่าขนส่งสินค้า 7 ข้อ อาทิ ข้อ 1.ปรับแบบขั้นบันได โดยจะเริ่มปรับขึ้นในอัตรา 10% เป็นลำดับแรก ก่อนทยอยปรับเพิ่มเป็น 15-20% และสูงสุด 20-35% ตามระยะทางการขนส่ง ทั้งระยะทางใกล้และไกล ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป

ขณะที่ข้อ 4 มีข้อเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารศูนย์บริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (ศบก.) ทั้งคณะ โดยให้เหตุผลว่า มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน 5.เสนอให้มีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความเป็นธรรมและสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น 6.เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาจัดเก็บภาษีลาภลอย

สำหรับผลกระทบตามต่างจังหวัด ที่ จ.ชัยนาท ผลกระทบของการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ชาวนาและผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวต้องแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยผู้ประกอบการรถเกี่ยวข้าวรายหนึ่งเปิดเผยว่า ในอนาคตอาจจะต้องมีการปรับขึ้นราคาค่าจ้างเกี่ยวข้าวต่อไร่ ตามสภาวะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น จากปัจจุบันที่รับจ้างเกี่ยวข้าวในราคา 450 บาทต่อไร่ อาจจะต้องปรับขึ้นอีก 20-30 บาทต่อไร่  เป็น 470-480 บาทต่อไร่ แต่จะไม่ขึ้นทีเดียว 500 บาท

นายอนุชา เทียนชัย ผู้แทนประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มภาคตะวันออก (จันทบุรี, ตราด, ระยอง) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผลกระทบได้เริ่มส่งผลชัดเจนในกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ โดยเฉพาะหน่วยงานราชการ  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบริษัทเอกชน ที่ต้องปฏิบัติไปตามนโยบายภาครัฐให้ชะลอการเดินทางหรือหยุดกิจกรรมสัมมนา ทำให้มีการยกเลิกและเลื่อนการจองห้องพัก โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างเกาะช้าง จ.ตราด รวมถึงหาดเจ้าหลาวและแหลมเสด็จใน จ.จันทบุรี ไปเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ ภาคเอกชนเตรียมยื่นข้อเสนอต่อภาครัฐเพื่อขอความช่วยเหลือเร่งด่วน  โดยเน้นการลดต้นทุนการเดินทางให้กับประชาชน เช่น การขยายเวลาเปิดใช้มอเตอร์เวย์ฟรี จากเดิม 3 วัน เป็น 5 วัน

นายวิชิต สุกระสูยานนท์ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.ตราด กล่าวว่า ยอดจองห้องพักที่ลดลงในช่วงสงกรานต์ซึ่งแตกต่างจากปี 2568 อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่แพลตฟอร์มการจองที่พักออนไลน์ชื่อดังที่มักจัดโปรโมชันราคาพิเศษก็ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดจองให้ขยับตัวขึ้นได้ ภาคการขนส่งข้ามฟากอย่างเรือเฟอร์รีก็ได้รับผลกระทบแบบลูกโซ่ 100% 

น.ส.ธนวรรณ พันเทศ เจ้าของบริษัท ไทยดรีมทัวร์ จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาวะน้ำมันแพงแบบก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดที่ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการทัวร์ไทยและกลุ่มบริษัทนำเที่ยวอย่างมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบมาแล้วทั้งจากภาวะสงครามมาจนถึงน้ำมันหายาก วันนี้เข้าสู่เด้งที่ 3  คือน้ำมันแพง เรียกได้ว่าทัวร์นอกไม่มา ทัวร์ไทยทยอยยกเลิก

“ล่าสุดมีลูกค้าที่ติดต่อเพื่อทำโปรแกรมทัวร์ในเดือนเม.ย.ก็ติดต่อไม่ได้ บางรายก็ขอยกเลิกไปแล้ว ส่วนลูกค้าที่ทำสัญญาไว้ในเดือน ก.พ.-มี.ค. ที่จะเริ่มทยอยท่องเที่ยวที่ขอนแก่นและกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนกลาง หรือในเส้นทางท่องเที่ยวต่างๆ ก็สอบถามมาว่าจะปรับขึ้นราคาหรือไม่ เพราะน้ำมันแพงขึ้น” น.ส.ธนวรรณระบุ

ด้านนายธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูกส่งต่อไปยังราคาห้องพัก ค่าอาหาร โปรแกรมท่องเที่ยวทั้งทางบกและทางทะเล รวมถึงค่าเดินทางของนักท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลกในระยะยาว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน

เขาบอกว่า สมาคมเห็นควรมีมาตรการช่วยเหลือสายการบินควบคู่กันไป เนื่องจากต้นทุนพลังงานเป็นต้นทุนหลักของสายการบินเช่นกัน โดยเสนอให้มีการลดภาษีน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ชั่วคราว และลดค่าธรรมเนียมสนามบิน เช่น landing fee และ passenger service charge รวมถึงการจัดทำแพ็กเกจส่งเสริมเส้นทางบิน (Route Incentive Package) สำหรับเส้นทางระยะไกล เพื่อรักษาและเพิ่มจำนวนเที่ยวบินเข้าสู่ประเทศไทย

ที่ จ.พังงา สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการเรือข้ามฟากบริเวณท่าเรือบ้านน้ำเค็ม-เกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลักของประชาชน นักเรียน นักศึกษา รวมถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้า-ออกพื้นที่ โดยผู้ประกอบการเรือข้ามฟากทั้งเรือหางยาวและเรือเฟอร์รีบรรทุกรถยนต์ กำลังเผชิญภาวะต้นทุนพุ่งสูง และประสบปัญหาน้ำมันขาดช่วง

สำหรับบรรยากาศภายในตลาดเทศวิวัฒน์  อ.เมืองฯ จ.ปัตตานี พบว่าการจับจ่ายของประชาชนค่อนข้างซบเซาลงเล็กน้อย โดยประชาชนส่วนหนึ่งลดปริมาณการซื้อสินค้า เนื่องจากกังวลต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางครัวเรือนยังคงมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่ซื้อเก็บไว้ตั้งแต่ช่วงราคาปกติ จึงเลือกปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย เน้นความประหยัดและใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นในช่วงนี้ ทั้งนี้ ผู้ค้าหลายรายคาดการณ์ว่า หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ราคาสินค้าอื่นๆ  ทยอยปรับขึ้นเพิ่มเติมในระยะต่อไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในวงกว้างต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง