อดีตผู้พิพากษาฯ "วัส ติงสมิตร" ไล่ปมข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ตั้งแต่การอุทิศที่ดินเมื่อปี 2533 การต่อสู้คดีจนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ไปจนถึงปมขอใบแทนโฉนด ก่อนเจ้าอาวาสเปิดย่ามสีแดงนำโฉนดฉบับจริงยื่นคัดค้าน พร้อมชำแหละข้อกฎหมายเรื่องที่ดินสงฆ์-สินสมรส ชี้เป็นกรณีศึกษาสำคัญของวัดทั่วประเทศ
15 สิงหาคม 2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา สรุปมหากาพย์ 30 ปี คดีที่ดินวัดป่าอดุลยาราม จากศรัทธา ข้อพิพาท สู่บทเรียนกฎหมายที่ดินสงฆ์ระดับประเทศ
กรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ย่านกังสดาล ติดมหาวิทยาลัยขอนแก่น เนื้อที่ตามโฉนด 21 ไร่เศษ พื้นที่ครอบครองจริงประมาณ 25–26 ไร่ ปัจจุบันมูลค่าประเมินสูงถึง 1,200–1,500 ล้านบาท ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สังคมจับตามอง ทั้งเรื่องการปิดทางเข้า-ออกวัด การอ้างโฉนดหาย และการต่อสู้ทางกฎหมายที่ซับซ้อน
เพื่อให้อ่านเข้าใจง่ายและเห็นภาพรวมทั้งหมด นายวัสได้สรุปข้อเท็จจริงตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ดังนี้
1. จุดเริ่มต้น: ศรัทธาและการอุทิศที่ดิน (พ.ศ. 2533–2541)
วันที่ 17 สิงหาคม 2533 นายเฮียง พิมพ์ศรี คหบดีผู้มีจิตศรัทธา ได้ทำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินโฉนดเลขที่ 61945 ให้แก่คณะสงฆ์เพื่อใช้สร้างวัด โดยมีนายอำเภอเมืองขอนแก่นและเจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัดร่วมลงนามเป็นสักขีพยาน
วันที่ 4 กันยายน 2533 นายเฮียงได้นำโฉนดที่ดินฉบับจริงมาถวายแด่พระครูอดุลสารนิเทศ ในพิธีทอดผ้าป่า ซึ่งทางวัดได้เก็บรักษาโฉนดฉบับจริงไว้ในสถานที่ปลอดภัยเป็นความลับนับแต่นั้นมา
พ.ศ. 2534 นายเฮียงเสียชีวิตลง โดยขณะนั้นกระบวนการจดทะเบียนโอนทางนิติกรรมที่สำนักงานที่ดินยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยังคงเป็นนายเฮียง
วันที่ 27 เมษายน 2541 กระทรวงศึกษาธิการประกาศจัดตั้งเป็น “วัดป่าอดุลยาราม” อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541
2. การสู้คดีในชั้นศาล: ที่ดินสละขาดเมื่อใด? (พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา)
เมื่อทำเลที่ดินรอบมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีมูลค่าสูงขึ้น กลุ่มทายาทของนายเฮียงได้ยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอเรียกคืนที่ดิน โดยอ้างว่านิติกรรมสิ้นสุดลงเมื่อนายเฮียงเสียชีวิต และยังไม่ได้โอนทางทะเบียน
ผลคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือศาลจังหวัดขอนแก่น และศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิพากษาคดีถึงที่สุดว่า สิทธิในที่ดินเป็นของวัดป่าอดุลยาราม
สาระสำคัญทางกฎหมายเรื่องการอุทิศที่ดินสร้างวัด ประการแรก คือ การสละสิทธิเมื่อปี 2533 เมื่อนายเฮียงแสดงเจตนาอุทิศที่ดินและมอบโฉนดให้สร้างวัด สิทธิของเจ้าของเดิมถือว่า “สละขาด” ทันทีนับแต่วันที่อุทิศ ที่ดินตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้สร้างวัด โดยไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนโอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าของเดิมหรือทายาทไม่มีสิทธิเรียกคืนได้อีก
ประการที่สอง การเกิดสิทธิในที่ดินของวัดตามกฎหมายเมื่อปี 2541 เมื่อกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งเป็น “วัดป่าอดุลยาราม” ซึ่งเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่ดินแปลงนี้จึงตกเป็น “ที่วัด” และเป็นศาสนสมบัติของวัดโดยสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมาย โดยมีความคุ้มครองห้ามโอนและห้ามยกอายุความขึ้นต่อสู้ ตามมาตรา 34 และ 35
3. เหตุการณ์ปะทุและการดำเนินคดีอาญา (สิงหาคม 2569)
วันที่ 10 สิงหาคม 2569 ตัวแทนทายาท นำโดย “ป้าดา” น.ส.ชมมณี พร้อมพวก ได้นำรถปูนและแท่นท่อปูนซีเมนต์มาปิดทางเข้า-ออกวัด พร้อมปิดป้ายแจ้งเตือนให้วัดและพระสงฆ์ย้ายออก
วันที่ 13 สิงหาคม 2569 พนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ตรวจสอบคลิปวิดีโอและสอบปากคำพยาน โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการรบกวนสิทธิการครอบครองพื้นที่ของวัด จึงออกหมายเรียก “ป้าดา” ในข้อหาบุกรุก พร้อมเตรียมออกหมายเรียกผู้ร่วมขบวนการและคนขับรถปูนอีก 5–6 คน มารับทราบข้อกล่าวหา
4. ปมยื่นขอออกใบแทนโฉนด และความสุ่มเสี่ยง “แจ้งความเท็จ”
กลุ่มทายาทฝ่ายผู้จัดการมรดก นางบัวไข ได้ไปติดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อยื่นขอออก “ใบแทนโฉนดที่ดิน” โดยอ้างว่าโฉนดฉบับจริงสูญหาย พร้อมนำพยานรับรอง 2 คน และใบแจ้งความตำรวจมาประกอบ แต่ภายหลังกลับยอมรับผ่านรายการ “โหนกระแส” ว่า โฉนดไม่ได้หาย แต่อยู่กับเจ้าอาวาส
สำหรับข้อพิจารณาทางกฎหมาย เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8094/2568 การแจ้งตำรวจว่าโฉนดหาย แล้วนำรายงานประจำวันไปยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทน หากเป็นข้อความอันเป็นเท็จ อาจเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยต้องลงโทษบทหนักที่สุด คือ ฐานร่วมกันใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ตามมาตรา 268 ประกอบมาตรา 267
ส่วนผู้เสียหายโดยตรงในคดีแจ้งความเท็จ คือ พนักงานสอบสวน ซึ่งถูกหลอกให้ลงรายงานประจำวัน และเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งถูกหลอกให้รับคำขอออกใบแทน โดยสำนักงานที่ดินเตรียมดำเนินคดีอาญาตามขั้นตอน
ขณะที่สถานะของวัดป่าอดุลยาราม แม้สิทธิทางทะเบียนจะรอการปรับปรุง แต่วัดเป็น “ผู้เสียหายโดยตรงในคดีบุกรุกและรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์” แยกต่างหาก และมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านการออกใบแทนต่อสำนักงานที่ดิน เพื่อปกป้องที่ธรณีสงฆ์ได้ตามกฎหมาย
5. วันเปิดย่ามสีแดง ยื่นโฉนดจริงคัดค้าน (14 สิงหาคม 2569)
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 10.00 น. พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาส พร้อมด้วย ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิกองทัพธรรม และผู้ตรวจราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมีกำลังตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น คุ้มกันความปลอดภัย ได้นำโฉนดที่ดินฉบับจริง เลขที่ 61945 ออกจากย่ามสีแดง เพื่อยื่นคัดค้านต่อสำนักงานที่ดิน
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นตรวจสอบแล้วยืนยันว่าเป็นโฉนดจริง และสั่งยกเลิกคำขอออกใบแทนของฝ่ายทายาททันที เนื่องจากโฉนดไม่ได้สูญหาย
6. ปมการโอนทางทะเบียน: เหตุใดจึงต้องผ่านผู้ว่าฯ และบทบาทของนายอำเภอ?
แม้ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า “สิทธิในที่ดินเป็นของวัดป่าอดุลยาราม” แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การเปลี่ยนชื่อหลังโฉนดจากนายเฮียง พิมพ์ศรี มาเป็นวัดป่าอดุลยาราม จำเป็นต้องดำเนินตามขั้นตอนทางราชการและกฎหมายที่ดิน
การขออนุมัติตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 84 ในหมวด 7 ว่าด้วยการกำหนดสิทธิในที่ดินเพื่อการศาสนา เนื่องจากเป็นกรณีที่วัดได้มาซึ่งที่ดินภายหลัง พ.ศ. 2497 กฎหมายกำหนดให้ต้องผ่านการอนุมัติการได้มาซึ่งที่ดินของวัดโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อนุมัติลงนาม
พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ดินจึงต้องลงพื้นที่รังวัดตรวจสอบสภาพที่ดิน จัดทำแผนผังรูปต่อแนวเขต และสอบเขตที่ดินให้ถูกต้องตรงตามโฉนด ก่อนเสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นลงนามอนุมัติการได้มาซึ่งที่ดิน ตามมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
ส่วนบทบาทของนายอำเภอตามหนังสือสัญญาอุทิศที่ดินปี 2533 ในหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด ซึ่งนายเฮียงทำไว้ต่อหน้านายอำเภอเมืองขอนแก่น ได้มีข้อตกลงและลงนามร่วมกันว่า ให้นายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดินเป็นผู้รับดำเนินการจดทะเบียนโอนหรือรับโอนที่ดินให้แก่วัดเมื่อจัดตั้งวัดเสร็จสิ้น
ในทางปฏิบัติ นายอำเภอเมืองขอนแก่นในฐานะเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง จึงมีอำนาจและความรับผิดชอบตามสายงานในการทำหนังสือส่งเรื่องหรือประสานงานร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น (พศจ.) ยื่นต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อดำเนินการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนให้เป็นไปตามสัญญาเดิมและคำพิพากษาศาล
สำหรับเจ้าพนักงานที่ดิน ในทางปฏิบัติไม่มีเหตุต้องกังวลในการจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเจ้าของที่ดิน เนื่องจากเป็นการ “จดแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการทางทะเบียนตามผลแห่งกฎหมายและคำพิพากษาศาลถึงที่สุด” ไม่ใช่การทำนิติกรรมโอนซื้อขายทั่วไป
ประกอบกับวัดได้นำโฉนดที่ดินฉบับจริงมาแสดงและยื่นคัดค้านคำขอออกใบแทนแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหลักประกันและความคุ้มครองในการปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบกรมที่ดินทุกประการ
7. ข้อสังเกตทางกฎหมายเพิ่มเติม: ปม “สินสมรส” และ “สิทธิของภรรยา” (พ.ศ. 2533–ปัจจุบัน)
นอกเหนือจากประเด็นการโอนกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว ยังมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายครอบครัวเรื่อง “การอุทิศที่ดินที่เป็นสินสมรสโดยปราศจากหนังสือยินยอมของภรรยา” ซึ่งมีข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายที่ยุติแล้ว
ขณะที่นายเฮียง พิมพ์ศรี ทำหนังสือสัญญาอุทิศที่ดินและมอบโฉนดให้วัดเมื่อปี พ.ศ. 2533 นายเฮียงมีคู่สมรสคือ นางนาง พิมพ์ศรี ซึ่งปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว และมีบุตร-ธิดาร่วมกัน 9 คน
ในหนังสือสัญญายกที่ดินให้วัดเมื่อปี พ.ศ. 2533 ไม่ปรากฏหนังสือยินยอมของนางนาง แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางนางไม่ได้ยื่นฟ้องหรือคัดค้านการอุทิศที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (5) ประกอบมาตรา 1480 การจัดการสินสมรสโดยการให้ที่ดิน หากคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอม คู่สมรสฝ่ายที่ไม่ยินยอมมีสิทธิยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมนั้นได้
อย่างไรก็ตาม มาตรา 1480 วรรคสอง กำหนดระยะเวลาไว้ว่า ต้องฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ หรืออย่างช้าที่สุดไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่ทำนิติกรรม
ดังนั้น เมื่อนิติกรรมการอุทิศที่ดินเกิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 และเวลาล่วงเลยเกิน 10 ปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 แล้ว สิทธิในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมสินสมรสของภรรยาจึง “ตกเป็นอันระงับและขาดอายุความอย่างเด็ดขาด”
ส่วนสิทธิของทายาทในการสืบสิทธิ เมื่อสิทธิการฟ้องเพิกถอนของนางนาง ซึ่งเป็นภรรยา ได้ระงับสิ้นไปตามกฎหมายตั้งแต่ขณะยังมีชีวิตแล้ว สิทธิดังกล่าวจึงไม่เป็นมรดกที่จะตกทอดไปยังทายาทหรือผู้จัดการมรดก เพื่อนำมาใช้ฟ้องร้องหรือโต้แย้งเรียกที่ดินส่วนที่เป็นสินสมรสคืนได้อีก
ประกอบกับการที่ภรรยาและทายาทรับรู้และยินยอมให้วัดเข้าครอบครอง ทำประโยชน์ และปลูกสร้างศาสนสถานมาโดยตลอดกว่า 30 ปี โดยไม่เคยโต้แย้ง ศาลฎีกาถือว่าเป็น “การให้สัตยาบันโดยปริยาย” เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2466/2529 และเป็นการ “อุทิศที่ดินให้วัดโดยปริยายตามพฤติการณ์” เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3126/2536 นิติกรรมการอุทิศที่ดินจึงมีความสมบูรณ์โดยเด็ดขาดนับแต่วันที่อุทิศแล้ว
8. บทสรุปและนัยสำคัญระดับประเทศ
นายวัสสรุปว่า คดีวัดป่าอดุลยารามไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาทส่วนบุคคล แต่ถูกนำไปเป็นกรณีศึกษา (Case Study) ให้กับวัดทั่วประเทศ
จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีวัดอีกหลายพันแห่งในประเทศไทยที่ได้รับบริจาคที่ดินและจัดตั้งเป็นวัดถูกต้องแล้ว แต่ชื่อในโฉนดยังคงเป็นของเจ้าของเดิมซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติกับกรมที่ดินจะเร่งประสานงานเพื่อปรับปรุงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ให้เป็นชื่อวัดให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสกม.ฮั้วสว. เหตุใดตัดสิทธิทางการเมือง จึงไม่ควรอิงมาตรฐานเดียวกับคดีอาญา
การส่งหลักฐานอันควรเชื่อได้ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อปกป้องระบบ มิใช่การทำหน้าที่เป็นศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อลงโทษตัวบุคคล
ถอดบทเรียนคำพิพากษา ครอบครองที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ไม่ได้แปลว่าได้เป็นเจ้าของทันที
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เรื่อง ครอบครองที่ดินคนอื่นครบ 10 ปี ไม่ได้แปลว่า ได้เป็นเจ้าของ
อดีตผู้พิพากษา ชี้คดีอดีตปลัดภูเก็ต วางบรรทัดฐานใหม่ สกัดคดีฟ้องปิดปาก
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ระบุคำพิพากษาคดียกฟ้องอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตตั้งแต่ชั้นตรวจคำฟ้อง สะท้อนแนวทางศาลไทยใช้มาตรา 161/1 คัดกรองคดีฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP) ย้ำสิทธิฟ้องร้องต้องใช้โดยสุจริต ไม่ใช่เป็นเครื่องมือกดดันผู้ร้องเรียนทุจริต
‘วัส’ ชี้ช่องโหว่กฎหมายปม ‘หมอสรณ’
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึง กรณี "หมอสรณ" ต้องมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งหรือไม่? เมื่อกฎหมายมีช่องว่าง รัฐควรเดินอย่างไร
อดีตผู้พิพากษาวิเคราะห์ทำไม 'ก.กลาง' เลื่อนประชุมปมยกเลิกบัญชีสอบท้องถิ่น 55,753 ราย
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาชี้ฟ้องคดีหมิ่นประมาทอาจเปิดสำนวนฮั้ว สว.!
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

