ทูลเกล้าฯโผครม./สส.ซื้อข้าวกิน

นายกฯ เผยนำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว ยันความพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา "ประธานศาล รธน." แจงชงเองไม่ได้ปมบุคคลขาดคุณสมบัตินั่ง รมต. ต้องมีผู้ร้องตามช่องทางกติกา มองฝ่ายการเมืองระวังเรื่องจริยธรรมเป็นสิ่งดี "โสภณ" เรียกถกตัวแทนพรรคการเมือง ปมอาหาร-สวัสดิการ สส. ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ สส.ซื้อข้าวกินเอง มีผลหลังสงกรานต์ ขณะที่จำนวนผู้ช่วย สส.ต้องรอคณะกรรมการสภาพิจารณา "หมอวรงค์" หวัง สว.ซื้อข้าวกินเองด้วย ย้ำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างปี 69 ยกเลิกแล้วไม่เสียประโยชน์ พร้อมนำร่องตั้งผู้ช่วย 3 คน 

ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 09.06 น. วันที่ 30 มีนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เข้าปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ โดยเมื่อมาถึงนายกฯ ได้ขับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวมาที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เพื่อประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่องคุณสมบัติผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายในวันเดียวกันนี้ โดยมีนางณัฐฏ์จารี อนันตศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รอให้การต้อนรับ

จากนั้นนายกฯ ร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น

ต่อมานายอนุทินเปิดเผยภายหลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติ ครม.ชุดใหม่ให้เรียบร้อย ว่า เรียบร้อยดี สามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้เลย โดยต้องรีบพิจารณาเอกสารและดำเนินการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้เร็วที่สุด เมื่อถามว่า ขณะนี้ไม่มีรายชื่อใดมีปัญหาแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า หากมีปัญหาก็ต้องตัดออก เมื่อถามย้ำว่า 35 รายชื่อตอนนี้เรียบร้อยหมดใช่หรือไม่  นายกฯ กล่าวว่า รายชื่ออยู่ที่ตนหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนาม ต้องมาประชุมให้เกิดความชัดเจน

เมื่อถามถึงความพร้อมด้านนโยบายของรัฐบาล นายกฯพยักหน้ารับ เมื่อถามอีกว่า มีการวางวันแถลงนโยบายรัฐบาลระหว่างวันที่ 7-9 เม.ย.ใช่หรือไม่ นายกฯ พยักหน้า และกล่าวว่า ให้เร็วที่สุด เรายังกำหนดวันไม่ได้ ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา และนำ ครม.เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

หลังจากนั้นเวลา 14.55 น. นายอนุทินเดินทางกลับเข้าทำเนียบฯ โดยเมื่อนายกฯ เดินทางมาถึง ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนสอบถามว่าได้นำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้วหรือยัง นายกฯ พยักหน้ารับก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องทำงานชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า

ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า กระบี่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีว่าที่รัฐบาลใช้มาตรฐานทางจริยธรรมมาเป็นคุณสมบัติหลักในการกลั่นกรองรัฐมนตรี แต่ในรัฐบาลที่ผ่านมามีรัฐมนตรีบางคนเหมือนขาดคุณสมบัติแต่ก็สามารถเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ใช้มาตรฐานใดวัด ว่าปัญหาเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องใหม่ รัฐธรรมนูญของเรามีวิวัฒนาการ บางอย่างก็เพิ่มมาใหม่ บางอย่างหายไป อย่างในรัฐธรรมนูญปี 60 เรื่องใหม่คือเรื่องจริยธรรม เราไม่เคยใช้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เลย

ส่วนเรื่องที่หายไปคือการยุบพรรค ที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคน้อยกว่าในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาก เพราะหากยุบพรรคโดยการตรวจสอบบัญชีใช้จ่ายเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองเป็นเท็จ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สามารถยุบได้ทันทีไม่ต้องยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นการยุบพรรคซึ่งเดิมมีจำนวนมากก็ลดน้อยลงไป เพราะขณะนั้น กกต.สามารถยุบได้เอง

ระวังจริยธรรมเป็นเรื่องดี

นายนครินทร์กล่าวว่า คำถามที่ว่าทำไมคนที่มีปัญหาถึงเป็นรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ก็เป็นความเห็นส่วนตัว แต่ยังไม่มีคนยื่นเรื่องมาที่ศาล ศาลไม่สามารถริเริ่มคดีได้ คิดเองทำเองไม่ได้ ชงเองไม่ได้ ตนจะไปบอกให้เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญไปทำคดีมา มายื่นก็ไม่ได้ ถ้าสื่อมวลชนหรือประชาชนมีความข้องใจก็ยื่นเรื่องมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่การยื่นเรื่องนั้นกรณีที่มีความสงสัยว่ารัฐมนตรีขาดคุณสมบัติ  มันก็ต้องมีช่องทางของมัน ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะยื่นได้ ต้องยื่นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

"ก่อนหน้านี้ที่เป็นได้เพราะไม่มีคนมายื่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็ทำอะไรไม่ได้ เราไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ทำงานแบบพาสซีฟ เราไม่ใช่แอ็กทีฟ ไม่ใช่คิดเองทำเองได้หมด เพราะว่าบ้านเมืองบริหารด้วยกติกาของฝ่ายบริหารและฝ่ายสภาอยู่แล้ว ศาลเป็นองค์กรตุลาการที่ตัดสินใจ หลังจากที่มีข้อพิพาทในสังคมแล้ว  และต้องเป็นข้อพิพาทไม่ใช่ข้อสงสัย ผมสงสัยท่านไม่ได้ ผมกับท่านต้องมีเรื่องชกต่อยกัน แล้วถ้ายอมความกันได้ก็จบไม่ต้องไปโรงพัก แต่ถ้ายอมความกันไม่ได้ ท้ายสุดก็ต้องไปที่กระบวนการยุติธรรม ต้องไปฟ้องในศาล ตอบคือเมื่อมันไม่มีเรื่องมาสู่ศาล ศาลก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้" นายนครินทร์ กล่าว

นายนครินทร์ยังกล่าวว่า ความระมัดระวังของฝ่ายบริหารตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีทำไปแล้วก็ดี เขาก็ควรจะระมัดระวัง เพราะมันเป็นเรื่องที่อาจเป็นกรณีร้องต่อศาลได้

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร  เชิญตัวแทนพรรคการเมืองหารือร่วมกันเพื่อพิจารณา เรื่องการจัดสวัสดิการอาหารให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้ อาทิ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย  นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี และนายราเชน ตระกูลเวียง สส.บัญชีรายชื่อ  พรรคทางเลือกใหม่ รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่นๆ เข้าร่วมด้วย

โดยนายโสภณกล่าวก่อนเริ่มประชุมว่า การเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาประชุมกันในวันนี้ อยากให้เริ่มต้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ ให้เกิดความราบรื่นในการทำงาน  เชื่อว่าทุกท่านอยากเห็นงานที่ดี และเชื่อว่าประชาชนจะเห็นงานในสภาของเราเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เรื่องเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยความสามัคคีกัน ตนก็จะทำหน้าที่เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส. ช่วงวันประชุมสภานั้น พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ดังนั้นการหารือกับตัวแทนพรรคการเมือง จึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของ สส.ในวันประชุมยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 ทั้งนี้มีข้อหารือว่า หากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรรสามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภาตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้

มติเอกฉันท์ตัดงบอาหาร สส.

จากนั้นเวลา 15.10 น. นายโสภณให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมกว่า 2 ชั่วโมงว่า การหารือในครั้งนี้มีหลายเรื่องได้แก่ 1.เรื่องสวัสดิการอาหารของสมาชิก เรามีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ว่าสมาชิกจะเป็นผู้จ่ายเงินเอง และฝ่ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะมีการจัดอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกให้สมาชิกโดยใช้ห้องอาหารเดิม อย่างไรก็ตามเรื่องอาหารจะมีผลในช่วงหลังสงกรานต์

2.เรื่องจำนวนผู้ช่วย สส. ซึ่งเป็นระเบียบของสภาออกโดยคณะกรรมการสภา ที่ประชุมมีมติให้นำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการสภา ซึ่งภายหลังการเลือกคณะกรรมการทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวันที่ 23 เม.ย. ตนจะมีการนัดประชุมกับคณะกรรมการในวันที่ 28 เม.ย.เพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร และ 3.เงินกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ประชุมเห็นพ้องว่าหากมีคณะกรรมาธิการ จะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาเรื่องดังกล่าว

นายโสภณกล่าวอีกว่า เรื่องการแต่งกายของสมาชิกในช่วงนี้ หากมีระเบียบอะไรที่ล้าสมัย เราได้ให้การบ้านแต่ละภาคไปดำเนินการ ทั้งการปฏิบัติตนในสภาและการแต่งกาย นอกจากนี้ตนในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกระเบียบอนุญาตให้ไม่ต้องผูกเนกไท ไม่ต้องสวมสูท เสื้อเชิ้ต ไม่ต้องเป็นคอพระราชทาน แต่ต้องเป็นผ้าไทย ซึ่งจะไปนำเสนอให้เป็นข้อบังคับต่อไป

เมื่อถามถึงเรื่องการตั้งกระทู้และการปรึกษาหารือของสมาชิกนั้น นายโสภณกล่าวว่า ที่ประชุมเสนอให้มีการหารือด้วยลายลักษณ์อักษร โดยประธานสภาฯ จะแจ้งต่อสมาชิกว่ามีใครบ้างที่จะหารือก่อนการประชุม ส่วนเรื่องเวลาจะมีการปรับปรุงตามความเหมาะสม ขณะที่เรื่องการเสนอญัตติเราไม่ได้ปิดกั้น แต่หากเรื่องใดที่เคยเสนอไปแล้วต้องมีการนำรายงานของชุดเก่ามาดูประกอบเพื่อจะได้ใช้เวลาน้อยลง และปรับปรุงให้ทันกับเหตุการณ์จะได้ไม่มีญัตติซ้ำ นอกจากนี้จะมีการหารือกับรองประธานสภาฯ ทั้งสองคนว่า จะสามารถเปิดประชุมก่อนเวลา 09.00 น.ได้หรือไม่

ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมเห็นพ้องร่วมกันทุกพรรคการเมืองที่ สส.จะซื้ออาหารรับประทานเอง โดยเริ่มหลังสงกรานต์ ส่วนข้อกังวลเรื่องการทำสัญญาจัดซื้ออาหารกลางวันที่ดำเนินการไปแล้วนั้น เลขาธิการสภาฯ ยืนยันว่าสัญญานี้ได้ยกเลิกไปแล้ว และไม่เกิดความเสียหาย รัฐไม่เสียประโยชน์ และงบประมาณก็นำมาคืนแผ่นดินไป เพื่อนำไปช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ ต่อไป ในที่ประชุมประธานสภาฯ ระบุว่า อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ของ สส. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง จะมีการนำไปคุยกับประธานวุฒิสภาเพื่อให้ดำเนินการในแบบเดียวกัน ดังนั้นจึงหวังว่า สว.ก็คงจะซื้ออาหารรับประทานเองเช่นเดียวกัน

ส่วนกรณีการซื้ออาหารระหว่างการประชุมกรรมาธิการชุดต่างๆ นั้น นพ.วรงค์กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ติดใจอะไร เนื่องจากในการประชุมจะมีการเชิญบุคคลภายนอกมาให้ข้อมูลด้วย จึงควรจัดหาอาหาร เครื่องดื่มมารับรองแขก แต่ต้องดูรายละเอียดอีกครั้งว่าการใช้งบฯ ส่วนนี้เยอะเกินไปหรือไม่ ส่วนจะมีการพิจารณาไปถึงเรื่องเบี้ยการประชุมด้วยหรือไม่นั้น ก็ต้องบอกว่ามีความเป็นไปได้ ที่จะให้มีคนนอกมาศึกษา

นพ.วรงค์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการหารือเรื่องการลดจำนวนผู้ติดตาม สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คนนั้น  ที่ประชุมมีความเห็นแตกต่าง ซึ่งตนเป็นคนเสนอเองว่าควรลดเหลือ 3 คน แต่มีตัวแทนพรรคการเมืองบางพรรคที่เห็นว่ายังจำเป็นต้องมี 8 คน อย่างไรก็ตามหากสุดท้ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ตนจะนำร่องการตั้งผู้ช่วยจำนวน 3 คนมาทำงาน เพื่อให้ดูว่าทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตามจะนำเรื่องนี้ไปให้กรรมาธิการกิจการสภาแต่งตั้งนักวิชาการคนนอก ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทางการเมืองมาศึกษา และไม่ควรให้ สส.ร่วมในกรรมาธิการนั้น เนื่องจากจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้เพื่อให้มีทางออกที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นพ.วรงค์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องการนำภาษีประชาชนไปจ่ายเป็นเงินบำนาญ สส.และ สว.ที่ปฏิบัติงานเพียง 1 ปี แต่ต้องดูแลไปตลอดชีวิต เรื่องนี้จะใช้กฎเกณฑ์เดียวกับเรื่องการตั้งผู้ช่วย สส. คือการตั้งคนนอกมาศึกษา ซึ่งมองว่าเรื่องนี้หนักหน่วงมาก จากการคำนวณพบว่าปีหนึ่งเราสามารถเก็บเงินจาก สส.และ สว.คนละ 3,500 บาท คูณ 700 คน เป็นเงิน 30 ล้านบาท แต่เรามีรายจ่ายเฉพาะเงินบำนาญที่จ่ายให้ สส.และ สว. 1,192 คน โดยใช้งบประมาณเพิ่มเติมกว่า 200 ล้านบาท เฉพาะในส่วนนี้ ถ้า สส.และ สว.ที่เหลือมาแจ้งความจำนงบ้างก็จะทำให้ภาษีของประชาชนบานปลาย.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' รับไม่ให้ 'พิพัฒน์' ลาออก ศบก. มั่นใจไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนวิกฤตน้ำมัน

"อนุทิน" เบรก "พิพัฒน์" ยื่นลาออก ผอ.ศบก. มั่นใจไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้งสิ้น การันตีไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นแน่นอน หากทำผิดยังไงก็รู้ เมิน "พีระพันธุ์" วิจารณ์พลังงาน ชี้พูดในฐานะอดีตรมต.พร้อมรับฟัง แต่รัฐบาลจะตัดสินใจเอง ย้ำไทยยังไม่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน มีพอบริการปชช.ขอช่วยกันประหยัด

นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่ เรียบร้อยแล้ว ยันเปลี่ยนผ่านรัฐบาล งานราบรื่นไม่สะดุด 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯว่า ได้ลงนามเสนอไปแล้วตามขั้นตอน เมื่อถามว่ารายชื่อครบ 36 ตำแหน่งรวมนายกฯด้วย ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวรอ เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของการโปรดเกล้าฯลงมา