"อนุทิน" เผยแตะเบรกไม่ให้ “พิพัฒน์” ลาออกจาก ผอ.ศบก. ยันเป็นผู้เชี่ยวชาญ การันตีไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนแน่เพราะทุกสายตาจับจ้อง เจ้าตัวโต้กลางรายการทีวีอย่าโยนบาปรัฐบาล บอกหากอยากใช้ภาษีลาภลอยต้องเปลี่ยนระบบปกครอง “พีระพันธุ์” ร่ายยาวบอก รบ.มีอำนาจ หากเจออุปสรรคก็ออกกฎหมายแก้ “ศบก.” เปิดตัวเลขกองทุนน้ำมันติดลบแล้ว 4.2 หมื่นล้าน ค่าการตลาดกำไรแค่ 2 วัน จับตากลุ่มความเห็นต่างออกมาชุมนุม ฝ่ายความมั่นคงสอดส่องอย่างใกล้ชิด ขณะที่สมาพันธ์แรงงานฯ นัด 2 เม.ย.บุก ก.คลัง-ทำเนียบฯ หยุดพลังงานแพง "เจษฎ์-สนธิรัตน์-จตุพร-ชูวิทย์" ประสานเสียงต้องบอกความจริงประชาชน เตือนหากงุบงิบ พ.ค.อาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานีบริการน้ำมันที่จังหวัดนครพนมเมื่อวันที่ 29 มี.ค.ว่า ปั๊มส่วนใหญ่มีการให้บริการตามปกติ แต่มีบางรายที่ยังไม่เปิดให้บริการ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่
“ต้องมีการลงไปดูเหมือนสมัยที่มีการสู้รบในพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องไปลงในพื้นที่ เพราะต้องมีการตัดสินใจในหลายเรื่อง หากเราไปเห็นหน้างาน เห็นความเป็นไป เห็นปัญหา และเห็นข้อเท็จจริง รวมถึงได้สอบถามกับประชาชนทั่วไป ทำให้เรามีข้อมูลมากขึ้น จะได้ตัดสินใจอย่างถูกต้อง” นายอนุทินกล่าว
นายอนุทินยังกล่าวถึงข่าวการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่อีกคันเป็นของนายกฯ หรือของลูกชายว่า “อยู่บ้านเดียวกัน บางทีเขาก็มายืมรถผม บางทีผมก็ยืมรถเขา ที่บ้านมีรถ 3-4 คัน แต่ตอนนี้รถแรงสูบเยอะๆ เอาผ้าคลุมไว้ก่อนมาใช้รถเล็กๆ”
เมื่อถามว่า ตั้งใจจะใช้รถไฟฟ้าถึงตอนไหน นายกฯ กล่าวว่า จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย และพอเริ่มใช้ก็ติด เงียบดี เร่งดี และได้ใช้ฟีเจอร์ในรถไฟฟ้าที่มีเยอะ รถรุ่นเก่าเอาไว้ก่อนไม่ไหว 3 กิโลเมตร 1 ลิตร ไม่ไหว
นายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถูกโจมตีหนักว่านั่งบริหารสถานการณ์พลังงานในขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจน้ำมันว่า นายพิพัฒน์ทํางานหนักมาก และยืนยันว่าไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น
ถามว่า ทราบว่านายพิพัฒน์อยากออกจากตําแหน่ง ผอ.ศบก. นายกฯ ตอบทันทีว่า “ใช่ครับ ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะท่านทํางาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทําประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ณ วันนี้ที่ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีทั้งประชาชน นักวิชาการ และคอมเมนเตเตอร์ หรือแม้พวกในคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั่งทํางานกันแบบนี้ เป็นใครก็คงไม่กล้าที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง สมมุตินายพิพัฒน์เพียงแค่คิดว่าถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น”
นายกฯ ย้ำว่า นอกจากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แล้ว เรายังใช้ความเห็นและประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ในการให้แนวทาง และหลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล ทั้งนี้สถานการณ์เรื่องการเติมน้ำมันและการให้บริการตามปั๊ม ถือว่ากลับเข้ามาเกือบสู่ขั้นปกติแล้ว แต่หากบางคนจะไปถ่ายรูปปั๊มใดปั๊มหนึ่ง แล้วเอารูปบอกว่าปั๊มนี้ยังปิดอยู่ อันนี้ต้องบอกว่าขอดูภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า ยกเว้นกรุงเทพฯ ที่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ฉะนั้นการสัญจรไปมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ก็จะไม่มีปัญหา นั่นเป็นเคพีไอ เป็นสิ่งที่ ผวจ.ต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่
ลั่นพร้อมฟังทุกข้อเสนอ
เมื่อถามว่า การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารพลังงาน ถือว่าผิดมารยาทการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า นายพีระพันธุ์ไม่ได้เป็นเป็น สส.แล้ว ท่านคงพูดในฐานะอดีต รมว.พลังงาน อาจอยากให้ความเห็น ส่วนรัฐบาลจะนํามาปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ตัดสินใจ รับฟังไม่ใช่ว่าไม่รับฟัง ความเห็นอะไรที่มาถึงเรา เราก็รับฟังหมด
เมื่อถามต่อว่า นายกฯ อยากให้ความมั่นใจประชาชน เพื่อคลายความกังวล ว่าสถานการณ์น้ำมันจะเริ่มคลี่คลายได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์คลี่คลายมาโดยลําดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่ภาวะเป็นปกติ วันนี้หรือเมื่อวานก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ และก็มีการรายงานเข้ามาตลอด
ถามว่า การตั้งข้อสงสัยของสาธารณชนในเรื่องการบริหารพลังงานโดยเฉพาะน้ำมัน ทําให้นายกฯ เสียสมาธิ และรู้สึกบอบช้ำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เสียสมาธิ ช่วงนี้ตนไม่ได้พูดเล่นขำๆ ชวนหัว เพราะเข้าใจว่าประชาชนมีความกังวลและห่วงใย ก็ต้องใส่ใจให้มากขึ้น เพราะมีหน้าที่ทําให้ความกังวลและความห่วงใยของประชาชนน้อยที่สุด หากเราจะพูดว่าอย่าห่วงใยเลยก็คงพูดเต็มปากไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าคู่กรณีที่เขารบกันอยู่ที่ตะวันออกกลางเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่เราต้องบริหารจัดการให้ได้คือเราต้องมั่นใจว่า พลังงานน้ำมันของเราต้องไม่หายไปจากระบบ ซึ่งเราก็ยังมีความมั่นใจอยู่
เมื่อถามว่า นักวิเคราะห์มองว่าเดือน เม.ย.น้ำมันดีเซลราคาจะขึ้นไปถึง 60 บาทต่อลิตร นายกฯ กล่าวว่า เรื่องราคาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้นมีอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นทุกวงการไม่ใช่เฉพาะน้ำมัน อย่างตอนที่เรามีปัญหากับกัมพูชาหุ้นเราก็ตก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกลไกตลาด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการค่อยๆ แก้ปัญหา เรื่องของความต้องการว่าจะต้องไม่มีผลกระทบ แต่ก็ต้องเรียนให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า น้ำมันของเรามีเพียงพอต่อการให้บริการ และถ้าประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันประหยัด ช่วยกันหาพลังงานทางเลือก ช่วยกันลดการใช้น้ำมันเหล่านี้ ก็จะยิ่งทำให้ความมั่นคงในทางพลังงานมีระดับสูงขึ้น
เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์จะมีของขวัญให้ประชาชนหรือไม่ เช่นการลดราคาน้ำมันถูกลง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกลไกตลาด และเมื่อถามว่าต้องมีการเตรียมภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเช่นเดียวกับประเทศฟิลิปปินส์หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ณ ขณะนี้สำหรับประเทศไทยยัง
มีรายงานว่า ในการประชุม ศบก.นายอนุทินได้แต่งตั้ง น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา หรือโบว์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง มาทำหน้าที่โฆษก ศบก. โดย น.ส.ณัฏฐากล่าวในที่ประชุมว่า การแถลงข่าวประจำวันของ ศบก.ในเวลา 11.00 น. จะปรับรูปแบบ แต่ยังมีข้าราชการที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลเหมือนเดิม จากเดิมที่รายงานแต่ละกระทรวง แต่ในฐานะโฆษก ศบก.จะเป็นผู้สรุปประเด็น และชี้แจงให้เกิดความเข้าใจง่ายขึ้น เพื่อให้สื่อมวลชนสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้น ขณะที่ผู้แทนกระทรวงต่างๆ คอยมาตอบคำถามหลังสรุปประเด็นแล้ว
“ยังมีสิ่งใหม่จะมีศูนย์รวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับ ศบก. รวมถึงสถานการณ์พลังงาน และสถานการณ์ในตะวันออกกลางอยู่ในที่เดียว ซึ่งวันนี้ได้เปิดเพจเฟซบุ๊ก ศบก. หากสื่อมวลชนต้องการข้อมูลด้านใดก็ไปดูในเพจดังกล่าวได้ จะทำให้ไม่รู้สึกว่าข้อมูลกระจัดกระจาย นอกจากนี้เพจเฟซบุ๊กทำหน้าที่ชี้แจงเฟกนิวส์ต่างๆ ด้วย จึงไม่ต้องเสียเวลาให้โฆษกแถลงชี้แจงเรื่องดังกล่าว” น.ส.ณัฏฐาระบุ
มีรายงานด้วยว่า รูปแบบการแถลงข่าวประจำวันใหม่ของ ศบก.จะเริ่มในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ทั้งนี้ น.ส.ณัฏฐาทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานนายอนุทิน และทำงานในพรรคภูมิใจไทยมาพักใหญ่แล้ว
ขณะเดียวกัน ในรายการกรรมกรข่าวคุณนอกจอ ในช่วงแรกมีการถามนายพิพัฒน์ว่า ทำไมไม่มาชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นในสภาทั้งที่มี สส.อภิปรายจำนวนมาก ซึ่งนายพิพัฒน์ชี้แจงว่า เพื่อต้องการให้ สส.ได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ และไม่อยากให้ สส.พรรคภูมิใจไทยเกรงใจรัฐบาล
อย่าโยนบาปรัฐบาล
ขณะที่นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลตั้งใจนัดประชุมสภาเพื่ออภิปรายปัญหาเรื่องน้ำมันแค่เพียงวันพุธที่ 26 มี.ค.แค่วันเดียว เป็นเพราะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วหรือไม่ว่าจะขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทในวันถัดมาจึงไม่นัดประชุม นายพิพัฒน์ชี้แจงว่า การขึ้นราคาในวันดังกล่าวที่ต้องแจ้งช่วงกลางคืน เพราะต้องรอการปิดราคาจากทางสิงคโปร์ ส่วนเรื่องประชุมสภาวันเดียวก็เป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่ความตั้งใจของรัฐบาล
ด้านนายพีระพันธุ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคำถามในทำนองเดียวกันว่า ทำไมรัฐบาลไม่ให้โรงกลั่นมาช่วยรับภาระ คิดค่าธรรมเนียมลาภลอยจากโรงกลั่น เพราะโรงกลั่นมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐบาลและโรงกลั่นควรต้องยอมเดือดร้อนไปกับประชาชนด้วย ซึ่งนายพิพัฒน์สวนทันทีว่า โรงกลั่นไม่ใช่รัฐบาล โรงกลั่นก็มีสิทธิ์ของเขา จะให้หรือไม่ให้ก็ได้ ทุกอย่างมีขั้นมีตอนไม่ใช่นึกจะทำก็ทำได้ ถ้าอย่างนั้นคงต้องเปลี่ยนระบอบการปกครอง ถึงจะยึดทุกสิ่งทุกอย่างกลับมาได้หมด จะโยนบาปรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้
นายพีระพันธุ์ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงแนวทางการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมัน โดยเขียนข้อเสนอเป็นข้อๆ รวมถึงข้อโต้แย้งต่อคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 และมติ ครม.วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 พร้อมระบุว่า การเป็นหน่วยงานของรัฐหรือการเป็นรัฐบาลนั้น อะไรที่ไม่มีอำนาจ ง่ายนิดเดียวก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจ ไม่มีกฎหมายก็ออกกฎหมาย ซึ่งทำได้ในทันทีโดยออกเป็นพระราชกำหนด ไม่มีระเบียบก็ออกระเบียบ มีระเบียบแต่ไม่เอื้ออำนวยก็แก้ระเบียบก็เท่านั้น
“ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในแต่ละตำแหน่งแต่ละหน่วยงาน ต้องมีความรู้เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่ฟังเขาว่าหรือฟังรายงานแล้วเชื่อตามโดยไม่วิเคราะห์ต่อ นั่นคือสิ่งที่จะพาเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายแม้แต่ท่านนายกฯ ยังต้องออกมาขอโทษรับผิดที่บริหารจัดการเรื่องน้ำมันจนสับสนไปหมด แบบนี้ทำให้ท่านนายกฯ และรัฐบาลเสียหายหรือไม่ ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้รัฐบาลโดนต่อว่าเท่านั้น แต่เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าจะเกิดกับรัฐบาลเท่านั้น แต่มันจะเดือดร้อนเสียหายกันทั้งแผ่นดิน” นายพีระพันธุ์กล่าว
สำหรับกรณีดีเซล B20 นั้น น.ส.รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมาตรการดูแลราคาดีเซล B20 ให้ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป (B7) ประมาณลิตรละ 5 บาท เพื่อจูงใจการใช้งาน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยภาคขนส่งโลจิสติกส์ และภาคอุตสาหกรรมที่มีต้นทุนด้านพลังงานสูง ให้สามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น โดยผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ได้ทยอยขยายจุดจำหน่าย B20 อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเรื่องนี้ว่า มีผู้สนใจที่จะใช้ E20 ได้แก่ กลุ่มประมง โดยกลุ่มบางจากได้เริ่มจำหน่ายไปบางส่วนแล้วที่คลังพระโขนง ส่วนบริษัท พีทีทีโออาร์ ได้เริ่มจำหน่ายแล้วที่คลังสงขลาและสระบุรี ส่วนเชลล์คาดว่าจะเริ่มจำหน่ายในช่วงต้นเดือน เม.ย. ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะกำหนดลักษณะและคุณภาพน้ำมันมารองรับด้วย
กองทุนติดลบ 4.2 หมื่นล้าน
นายวีรพัฒน์ยังกล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันขณะนี้ยังผันผวน ราคาน้ำมันดิบดูไบเมื่อวัน 27 มี.ค.อยู่ที่ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 72% เมื่อเทียบกับก่อนเกิดเหตุความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และเคยขึ้นสูงสุดถึง 240 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันในประเทศไทยราคาขายปลีกดีเซลยังอยู่ที่ 38.90 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ E10 อยู่ที่ 41.05 บาทต่อลิตร ส่วนการดูแลโครงสร้างราคา ซึ่งมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับค่าการตลาดที่ตัวเลขสูง กบน.ได้มีการกำกับดูแลค่าการตลาดตามกรอบที่กำหนด ซึ่งค่าการตลาดของเดือน มี.ค.ทั้งเดือนมีแค่ 2 วันเท่านั้นที่มีค่าการตลาดที่สูงขึ้น เป็นผลมาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนสูง แต่ค่าเฉลี่ยรายเดือนยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์
เมื่อถามถึงสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงจะตรึงราคาน้ำมันในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือไม่ นายวีรพัฒน์กล่าวว่า กองทุนน้ำมันมีเงินไหลออกจากการชดเชยราคาน้ำมันอยู่ประมาณวันละ 1.3 พันล้านบาท กองทุนติดลบ 4.2 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่กระทรวงพลังงานพยายามดูแลประชาชนอย่างเต็มที่
นายวีรพัฒน์แถลงอีกครั้งถึงปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลว่า อยู่ที่ 87.5 ล้านลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือน มี.ค. ซึ่งอยู่ที่ 83 ล้านลิตรต่อวัน ในขณะที่น้ำมันเบนซินมียอดจำหน่ายอยู่ที่ 32-33 ล้านลิตร เริ่มปรับตัวลดลงมาใกล้เคียงกับยอดขายเฉลี่ยในช่วงเดือน ม.ค.
ส่วนนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีลูกเรือไทย 3 คนบนเรือขนส่งสินค้าสัญชาติไทยมยุรีนารี ที่ประสบเหตุขณะผ่านช่องแคบฮอร์มุซว่า ได้รับการประสานจากบริษัท Precious Shipping เจ้าของเรือมยุรีนารี ว่าบริษัทได้ว่าจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการค้นหาและกู้ภัยขึ้นไปบนเรือ โดยได้รับอนุญาตจากหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อดำเนินการค้นหาในบริเวณที่เชื่อว่าเป็นจุดที่ลูกเรือทั้งสามคนอาจประสบเหตุ แต่ไม่พบลูกเรือสามคนดังกล่าวบนเรือ และบริษัทได้แจ้งให้ครอบครัวของลูกเรือทราบถึงความคืบหน้าดังกล่าวแล้ว
ทั้งนี้ ในการประชุม ศบก.เมื่อเวลา 16.30 น. นายพิพัฒน์ในฐานะผู้อำนวยการ ศบก. ได้มอบหมายให้นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบด้านพลังงานที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป ทั้งนี้จากมาตรการผ่อนคลายการสำรองน้ำมัน ทำให้มีน้ำมันเข้าสู่ตลาดประมาณ 128 ล้านลิตร แม้ความต้องการใช้น้ำมันยังอยู่ในระดับสูง แต่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะยังคงมีปริมาณน้ำมันเพียงพอ
ด้านความมั่นคงภายในประเทศ ยังพบการชุมนุมแสดงออกของกลุ่มที่มีจุดยืนแตกต่าง แม้ยังไม่เกิดความรุนแรง แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความเสี่ยงในการใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่พักพิงหรือทางผ่านของกลุ่มที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงอย่างใกล้ชิด รวมถึงการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยจะประเมินและบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบต่อไป
มีรายงานว่า ในวันที่ 2 เม.ย.นี้ สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย (สสรท.) สมาพันธ์แรงธานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย (สปท.) นัดหมายสหภาพแรงงานทุกองค์กรแสดงพลังเวลา 09.00 น. ที่กระทรวงพลังงาน เวลา 11.00 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 เพื่อแสดงออกในการหยุดพลังงานแพง หยุดนายทุนชั่ว นักการเมืองเลว การแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มทุน บนน้ำตาและความทุกข์ยาก ขูดรีด โกงกินผลประโยชน์ประชาชนอย่างอำมหิตในยามวิกฤต
ทั้งนี้มีรายงานว่า กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท.จะมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานด้วย
ก่อนหน้านี้ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิจารณ์รัฐบาลว่า การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล มีความล้มเหลวในการจัดการวิกฤตพลังงาน และตำหนินายกฯ และ รมว.พลังงานที่ไม่เดินทางเข้าร่วมรับฟังการอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา โดยตนจะเดินทางไปยื่นหนังสืออภิปรายนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 31 มีนาคมนี้ เวลา 10.00 น.
ด้านความคิดเห็นของภาคส่วนต่างๆ นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์พลังงานของไทยว่ายังไม่เข้าสู่ขั้นวิกฤต แต่หากรัฐบาลบริหารจัดการไม่ดี อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลโปร่งใสเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมัน และเร่งแก้ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนเรื่องราคาน้ำมันปรับขึ้น 6 บาท รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงโครงสร้างให้ชัดเจนว่ามาจากส่วนใดบ้าง
แนะพูดความจริง
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พาณิชย์และอดีตรมว.พลังงาน โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง "ราคาน้ำมันเพิ่ม ภาระประชาชนเพิ่ม แต่ความโปร่งใสของรัฐยังไม่เพิ่ม!" โดยระบุว่า สิ่งที่เห็นชัดขึ้นทุกวัน คือผู้คนเริ่มปรับตัว รัดเข็มขัด ประหยัดเต็มที่ เพราะประเมินแล้วว่าวิกฤตนี้คงอีกยาว แต่สิ่งที่ยังไม่เพิ่มและมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องคือ ความโปร่งใสของรัฐบาลในการจัดการวิกฤต ซึ่งนำไปสู่การลดลงของความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐ
“ความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชนขึ้นและลงได้เสมอ แต่การจะเรียกมันกลับคืนต้องใช้ข้อเท็จจริง ความมุ่งมั่น และการมองถึงอนาคต ไม่ใช่แค่คำพูดที่ฟังดูดี”
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “สงครามของคนไทย” โดยระบุว่า รัฐบาลต้องจริงใจในการชี้แจงให้ชัดเจน นายกฯ หนูต้องทำในสถานการณ์เช่นนี้ หากยอมพูดออกมาตรงๆ นายกฯ จะได้รับการยกย่องแทนการถูกตำหนิ แต่การให้นายพิพัฒน์เป็นหนังหน้าไฟมาฟังคำแนะนำจากประชาชนคงไม่น่าเป็นสิ่งที่ควร
“แม้การเลือกระหว่างนายทุนกับประชาชนจะยากลำบากสำหรับนักการเมือง แต่เมื่อถึงเวลาบ้านเมืองวิกฤต นักการเมืองทุกคนต้องเลือกประชาชนมากกว่านายทุน เพราะประชาชนจำนวนมากเลือกพรรค เลือก สส.ของภูมิใจไทยมากสุด จนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่าให้ประชาชนบอกว่าคิดผิดที่เลือกมา ประชาชนอย่างพวกผมต้องพึ่งรัฐบาลในขณะนี้ หากท่านทำพัง ประชาชนก็พังไปด้วย” นายชูวิทย์กล่าว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยประเมินว่า วิกฤตน้ำมันไทยจะลากดึงทุกองคาพยพของชีวิตไปซ้ำเติมทุกข์ยากประชาชน ขณะที่กลุ่มทุน พ่อค้า รัฐบาลสุมหัวโกยกำไรลอยตัว ดังนั้นสถานการณ์ยุคคนเดือดอาจก่อหวอดขึ้นไม่เกินพฤษภาคม ซึ่งประกาศกฎอัยการศึกก็เอาไม่อยู่ และความพังพาบจะเกิดขึ้น
“เดือนเมษาและพฤษภาคมในสองเดือนนี้ เราจะวิกฤตกันสุด ถ้ายังอยู่กับอีหรอบกันแบบนี้ ถึงเดือนมิถุนาถือว่ารากเลือดที่สุด อีกไม่กี่วันน้ำมันดีเซลส่อจะทะลุใกล้ราคา 60 บาทต่อลิตรอยู่แล้ว เพราะพ่อค้าต้องการให้มีกำไรเท่าเดิม ดังนั้นประเทศจะอยู่ในสภาพคนกลุ่มหนึ่งเอารัดเอาเปรียบคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องทนทุกข์กับความรวยร่ำที่ไม่รู้จักอิ่ม มันไปกันยาก”
นายจตุพรกล่าวว่า เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นความท้าทายใหญ่มากของคนไทย ดังนั้นขณะนี้รัฐต้องพูดความจริงกับประชาชนในทุกขั้นตอน แม้คนพูดอาจเปลี่ยนคำพูดได้ตลอดเวลา แต่คนจำจะจำอย่างขึ้นใจกับสิ่งที่รัฐบาลพูด และความจำนั้นจะทำหน้าที่ทวงหาความยุติธรรม
“อีกไม่วันจะได้รัฐบาลสมบูรณ์แบบ หากกลไกรัฐและองคาพยพยังไม่ยึดประชาชนเป็นตัวตั้งแล้ว ไม่มีอะไรจะช่วยกันได้ และถ้ามีเหตุเกิดมาแล้ว ไม่มีกฎหมายใดจะควบคุมประชาชนได้ ซึ่งเชื่อว่าไม่เกินพฤษภาคมก็หนีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินไปไม่ได้ และไม่รู้จะควบคุมสถานการณ์อยู่หรือเปล่า แม้กฎอัยการศึกก็ไม่รู้จะเอาอยู่หรือไม่” นายจตุพรระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ย ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง10%
จี้ทูตพาณิชย์เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน-หาตลาดส่งออกใหม่ "พาณิชย์"
ผงะ!PM2.5ทุบสถิติโลก จี้ประกาศ‘เขตภัยพิบัติ’
"เหนือ-อีสาน" อ่วมหนักเผชิญวิกฤต PM2.5 รัฐบาลอ้อแอ้คุยแก้ฝุ่นพิษข้ามแดน “อนุทิน” โยน ผวจ.จัดการ “เมืองปาย-แม่ฮ่องสอน”
ป.ป.ช.จ่อเคาะ 44สส.แก้ม.112 ส่งศาลฎีกาฟัน
ป.ป.ช.ได้ฤกษ์ชงที่ประชุมใหญ่มีมติรับรองคำร้องคดี 44 อดีต สส.ก้าวไกลแก้ ม.112
ทูลเกล้าฯโผครม./สส.ซื้อข้าวกิน
นายกฯ เผยนำรายชื่อ ครม.ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายแล้ว ยันความพร้อมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา "ประธานศาล รธน."
'อนุทิน' รับไม่ให้ 'พิพัฒน์' ลาออก ศบก. มั่นใจไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนวิกฤตน้ำมัน
"อนุทิน" เบรก "พิพัฒน์" ยื่นลาออก ผอ.ศบก. มั่นใจไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้งสิ้น การันตีไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นแน่นอน หากทำผิดยังไงก็รู้ เมิน "พีระพันธุ์" วิจารณ์พลังงาน ชี้พูดในฐานะอดีตรมต.พร้อมรับฟัง แต่รัฐบาลจะตัดสินใจเอง ย้ำไทยยังไม่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน มีพอบริการปชช.ขอช่วยกันประหยัด
นายกฯ เผยทูลเกล้าฯ ครม.ใหม่ เรียบร้อยแล้ว ยันเปลี่ยนผ่านรัฐบาล งานราบรื่นไม่สะดุด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการนำรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯว่า ได้ลงนามเสนอไปแล้วตามขั้นตอน เมื่อถามว่ารายชื่อครบ 36 ตำแหน่งรวมนายกฯด้วย ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เดี๋ยวรอ เรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องของการโปรดเกล้าฯลงมา

