นายกฯ จ่อตั้ง “เอกนิติ” คุม "ศบก.-พลังงาน" แทน “พิพัฒน์” อ้างเปลี่ยนตัวตามเสียงเรียกร้อง ปชช. ไม่เกี่ยวมีผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมผุด “คตร.” มอบ "รมว.คลัง" เป็นประธาน ดึงนักวิชาการร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษาค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่งเชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาให้เหมาะสมเสนอ ครม.ภายใน 15 วัน เปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้า 30-50% ไปถึงเดือน พ.ค. ช่วยลดภาระค่าครองชีพ “ศบก.” ปรับแจ้งขึ้นราคาน้ำมันไม่เกิน 2 ทุ่ม “กบน.” มีมติลดเงินชดเชยดีเซล ส่งผลราคาขยับขึ้น 3.50 บาทต่อลิตร “บขส.” กัดฟันตรึงค่าตั๋วช่วงสงกรานต์ ก่อนปรับราคาใหม่ 19 เม.ย.
เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) โดยให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง เป็นประธาน และ รมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต รมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษา รมว.พลังงาน, นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) รวมทั้งมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการ
สำหรับอำนาจหน้าที่ให้ คตร.มีอำนาจศึกษาหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดค่าการกลั่น ค่าการตลาด ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่าย ในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา ศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรง ราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ (31 มี.ค.2569)
นอกจากนี้ ราชกิจจาฯ เผยแพร่คําสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6/2569 เรื่องกําหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 4/2569) โดยให้มีคณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางช่วงสงกรานต์ โดยให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธานกรรมการ ร่วมด้วย รมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมการขนส่งทางบก, อธิบดีกรมทางหลวง, อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน, อธิบดีกรมสรรพสามิต, ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ ผบ.ตร.เป็นกรรมการและเลขานุการ มีผลตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.เป็นต้นไป
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวขอไม่กำกับกระทรวงพลังงานว่า ในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมันจะหมดไปกับรัฐบาลหนู 1 และเมื่อหนู 2 มาก็ต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง ก็มีการสลับสับเปลี่ยน
นายกฯ จ่อตั้ง 'เอกนิติ' คุม ศบก.
“คิดว่าจะให้นายเอกนิติเป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง แต่อย่างไรก็ตาม ผมจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ซึ่งผมก็รับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้” นายอนุทินกล่าว
ถามว่าจะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่ เมื่อถามว่าการแบ่งงานรองนายกฯ กำกับดูแลกระทรวงจะให้นายเอกนิติรับผิดชอบกระทรวงพลังงานใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนั้น เพื่อให้ประชาชนและนายพิพัฒน์เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน
ซักถึงการเรียกอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า และ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ตำรวจ กรมเจ้าท่า และกรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลังจากนี้ไปน้ำมันจะต้องมีสำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น ส่วนที่จะส่งไป สปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยัง สปป.ลาวเลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ พร้อมย้ำว่า เราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน
จากนั้นนายอนุทินเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยระบุว่า ไทยช่วยลดภาระค่าครองชีพถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที เราทราบกันดีว่าสถานการณ์ความขัดแย้งการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากสภาวการณ์นี้ด้วย
“ขอบพระคุณ รมว.พาณิชย์ ปลัดพาณิชย์ อธิบดีและพี่น้องข้าราชการทุกคน ซึ่งทราบดีว่าทุกคนได้ใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะจัดหาสินค้าเหล่านี้ที่เป็นสินค้า House Brand (เฮาส์แบรนด์) และ Second-tier Brand (สินค้าแบรนด์รอง) ซึ่งเป็นสินค้าทางเลือกที่มีคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล ให้พี่น้องจับต้องได้ง่าย และผู้ผลิตยินดีจะลดราคาต้นทุนค่าการตลาด เนื่องจากผู้ผลิตเหล่านี้ก็เป็นคนไทยด้วยกัน รับทราบถึงความเดือดร้อนและสถานการณ์ จึงมีจิตกุศลมาแบ่งเบาภาระให้กับประชาชนไทย ในขณะเดียวกันก็ทำให้สินค้า Second-tier แบรนด์เหล่านี้ได้ถูกแพร่กระจายไปยังผู้บริโภคในวงกว้างและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่เคยทิ้งกันในช่วงเวลาที่ยากลำบากหรือมีภัย" นายกฯ กล่าว
นายอนุทินให้สัมภาษณ์อีกครั้งเป็นประธานเปิดงานไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพถึงโอกาสที่จะลงพื้นที่ซื้อของด้วยตนเองว่า ช่วงวันหยุดตนเตรียมการว่าจะลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูสารทุกข์สุกดิบของเขา ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ตนคิดเอาไว้ว่าจะไปตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์เป็นต้นไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เราต้องไปให้กําลังใจประชาชน
ด้าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชนเพื่อลดภาระค่าครองชีพว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับกลยุทธ์การกระจายสินค้าสวัสดิการให้เข้าถึงระดับชุมชนมากขึ้น โดยจะไม่เน้นเพียงช่องทางโมเดิร์นเทรดปกติ แต่ได้ร่วมมือกับเครือข่ายห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ที่เป็นร้านโมเดิร์นเทรดเพื่อส่งสินค้าไปยังร้านโชห่วยในเครือข่ายทั่วประเทศ
“ในส่วนการเพิ่มจุดจำหน่ายร้านโครงการธงฟ้า ที่ปัจจุบันโครงการมีจุดจำหน่ายประจำพื้นที่แล้วกว่า 500 จุด ซึ่งในภาพรวมสินค้าภายใต้โครงการธงฟ้ามีการลดราคาสูงสุดถึง 58% ได้เพิ่มรูปแบบธงฟ้าเคลื่อนที่ โดยใช้รถโมบายไฟฟ้า เข้าไปให้บริการในชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น หรือพื้นที่ห่างไกลที่ประชาชนไม่สะดวกเดินทาง นอกจากนี้ยังมีการต่อยอดทำโมเดลระบบบัตรเติมเงินหรือระบบปฏิบัติการสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดยิ่งขึ้น” นางศุภจีกล่าว
ถามถึงความกังวลเรื่องราคาอาหารสำเร็จรูปที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รมว.พาณิชย์กล่าวว่า ได้ดำเนินโครงการนำร่องข้าวแกงราคาประหยัดในกรุงเทพฯ 24 จุด โดยจัดทดลองก่อนในการขาย 2 รอบเพื่อเก็บข้อมูลก่อนขยายผลทั่วประเทศ โดยหัวใจสำคัญคือการที่รัฐบาลจะสนับสนุนวัตถุดิบราคาต้นทุน เช่น ข้าวสาร น้ำปลา ซีอิ๊ว ให้แก่ร้านข้าวแกงเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาขายที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง
“เราเตรียมการเรื่องนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเมื่อ 1-2 วันที่ผ่านมา เพราะเราเล็งเห็นสัญญาณตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกลอยตัว ซึ่งโครงการนี้ยังเน้นการนำสินค้าชุมชนเข้ามาพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย" รมว.พาณิชย์กล่าว
ขึงขังแจ้งน้ำมันขึ้นไม่เกิน 2 ทุ่ม
เวลา 15.55 น. นายอนุทินโพสต์เฟซบุ๊กถึงสถานการณ์ปั๊มน้ำมันที่ปิดในวันเดียวกันนี้ 5 ปั๊มใหญ่ว่า “บางจาก ล่าสุดของบางจากเหลือแค่ 2 แห่งครับ ที่นครปฐมกับศรีสะเกษ, PTT จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 12-24 ชั่วโมง ลดลงมาเหลือเพียง 2 สถานี ที่ภาคเหนือ, SHELL ของไม่ขาด จัดให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งส่งทั้งวันจากคลังต่างๆ ของมีพอทุกผลิตภัณฑ์, PT จำนวนสถานีที่มีปัญหาการขาดช่วงในการขนส่ง (Shortage) ระยะเวลาเกิน 24 ชั่วโมง ที่ไม่มีการขายต่อเนื่อง และ ลำปางขาดมากที่สุด 62 สาขา ขอนแก่น 32 สาขา สุราษฎร์ 20 สาขา และอื่นๆ, SUSCO วันนี้กลับมาปกติทุกปั๊มแล้ว รายงานเมื่อบ่ายวันนี้ครับ ได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบได้ประสานงานไปที่ PT เพื่อให้เร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุด”
เวลา 16.30 น. นายพิพัฒน์มอบหมายให้นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุม ศบก. ทั้งนี้ ก่อนการประชุม น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษก ศบก. กล่าวว่า ในอนาคตมีการหารือนอกรอบกันว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาประชุม เพื่อให้สอดคล้องกับเวลานำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วย แต่ต้องหารือกันอีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้เป็นรอยต่อรัฐบาล หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือแจ้งเปลี่ยนกะทันหัน ต้องขอภัยด้วย
นายชัยวัฒน์ บุญชวลิต รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เสริมว่า ความเหมาะสมการแถลงข่าวอาจจะมีการเว้นระยะ เพื่อให้แต่ละหน่วยไปปฏิบัติงาน จะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงมานำเสนอประชาชน และมีช่วงเวลาที่เราคิดว่าอาจจะเป็นวันประชุมและแถลงข่าวคือ วันจันทร์ พุธ หรือศุกร์
ต่อมาเวลา 18.05 น. น.ส.ณัฏฐาแถลงภายหลังการประชุม ศบก. ว่า เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงรอยต่อการบริหารหลายอย่าง ที่ประชุมจึงมีมติเปลี่ยนเวลาประชุม ศบก. เป็นเวลา 10.00 น. ของทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ และหลังการประชุมจะมีการแถลงข่าวในเวลา 11.30 น.
โฆษก ศบก.กล่าวว่า สำหรับเรื่องพลังงาน ในที่ประชุมปลัดกระทรวงพลังงานในฐานะประธานได้แจ้งว่า ทางคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ต้องรอตัวเลขน้ำมันสุดท้ายจากประเทศสิงคโปร์ แต่จะพยายามสรุปตัวเลขให้เร็วที่สุดเพื่อจะแจ้งประชาชนได้ในเวลาไม่เกิน 20.00 น. ประชาชนจะได้คลายกังวลมากขึ้น เพราะรู้ล่วงหน้านานขึ้นอีกหน่อย และหลังจากนี้คงจะเป็นเรื่องนโยบายของ รมว.พลังงานคนใหม่ ซึ่งได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว
“สำหรับแอปพลิเคชัน Fuel Now ตอนนี้สามารถที่จะใช้ได้แล้ว เพื่อดูว่าปั๊มไหนน้ำมันหมด ปั๊มไหนยังมีน้ำมัน ประชาชนสามารถที่จะเข้าไปเช็กได้ ซึ่งตัวเลขที่ปรากฏบนแอปพลิเคชันเป็นการคีย์ข้อมูลโดยเจ้าหน้าที่แต่ละปั๊มที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้นความแม่นยำของข้อมูลจะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่คีย์ข้อมูลของแต่ละปั๊ม จึงขอความร่วมมือไปถึงปั๊มน้ำมันทุกปั๊ม ให้กำชับเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้คีย์ข้อมูลทันทีที่ทราบข้อมูล เนื่องจากมีความสำคัญ เพราะเป็นการสื่อสารถึงประชาชนโดยตรง” โฆษก ศบก.กล่าว
ส่วนนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 1 เม.ย.69 มีสถานะติดลบประมาณ 4.7 หมื่นล้านบาท โดยมีเงินไหลออกวันละประมาณ 1.7 พันล้านบาท ซึ่งมาจากการที่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซล 21.89 บาทต่อลิตร ทั้งนี้ สถานะของกองทุนน้ำมันในขณะนี้มีแนวโน้มที่จะติดลบเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดสิงคโปร์ยังสูงอยู่ตามความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะเริ่มลดลงก็ตาม
ถามว่า เหตุที่ราคาค่าการกลั่นขณะนี้ที่สูงถึงประมาณ 13.90 บาทต่อลิตร โฆษกพลังงานกล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นตัวเลขที่บวกขึ้นมาชั่วคราว และสะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันที่สูง ซึ่งบวกกับค่าพรีเมียมการขนส่ง และประกันภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งหลังจากช่วงนี้ราคาค่าการกลั่นจะลดลง ซึ่งในช่วงเดือน มิ.ย.นี้จะเริ่มเห็นค่าการกลั่นติดลบ โดยนายกฯ ได้ตั้ง คตร.เพื่อมาติดตามตัวเลขต้นทุนและกำไรของโรงกลั่นว่าอยู่ที่เท่าไหร่ และส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันอย่างไร
ดีเซลขยับอีก 3.50 บาทต่อลิตร
ซักถึงความคืบหน้าในการจัดหาน้ำมันจากรัสเซีย นายวีรพัฒน์กล่าวว่า ได้ทราบข้อมูลความคืบหน้าจากกระทรวงการต่างประเทศว่าได้มีการหารือกับทางรัสเซียแล้ว และหากมีความเป็นไปได้ก็มีโอกาสที่ไทยจะนำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซียเข้ามา แต่ในขณะนี้น้ำมันดิบที่ใช้กลั่นยังเป็นน้ำมันจากแหล่งที่ไทยได้รับมาก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถใช้กับโรงกลั่นที่เดินเครื่องอยู่ในขณะนี้ได้ทันที ส่วนน้ำมันจากรัสเซียที่จะนำเข้ามานั้น จะต้องมีการหารือกับภาคเอกชนในการเตรียมสถานที่กักเก็บไว้สำหรับใช้ในลำดับถัดไป ซึ่งต้องหารือกับภาคเอกชนในเรื่องนี้ รวมทั้งขั้นตอนการปรับโรงกลั่นให้สามารถใช้น้ำมันรัสเซียในการกลั่นน้ำมันด้วย
ส่วนนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยลดราคาสินค้าลง 30-50% โดยโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งมีห้างสรรพสินค้า ค้าปลีก ที่ช่วยในโครงการนี้ ประกอบด้วย แม็คโคร โลตัส เซเว่น บิ๊กซี ท็อปส์ วัตสัน ฟู้ดแลนด์ และกูร์เมต์ มาร์เก็ต มีระยะเวลาเริ่มวันนี้ไปจนถึงเดือน พ.ค.
ด้านนายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ โฆษกกรมการขนส่งทางบก แถลงมาตรการด้านการคมนาคมว่า จากผลกระทบต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางจึงมีมติให้ปรับขึ้นอัตราค่าโดยสาร เพื่อรักษาสมดุลต้นทุนของผู้ประกอบการและป้องกันปัญหาการลดเที่ยววิ่ง โดยมีกำหนดเริ่มใช้อัตราใหม่ในวันที่ 6 เม.ย.2569 ซึ่งรถโดยสารระหว่างเมือง (รถบัส) จะปรับขึ้น 5 บาทต่อทุกๆ 100 กิโลเมตร และรถตู้โดยสารปรับขึ้น 2 บาทต่อทุกๆ 100 กิโลเมตร
“เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมการขนส่งทางบกร่วมกับ บขส. ได้มีมาตรการช่วยเหลือโดยจะตรึงราคาค่าโดยสารไว้ในอัตราเดิม ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 6-19 เม.ย.2569 และจะเริ่มใช้อัตราค่าโดยสารใหม่หลังวันที่ 19 เม.ย. เป็นต้นไป ประชาชนที่ซื้อตั๋วในช่วงเวลาดังกล่าวจึงสามารถสบายใจได้ว่าจะยังไม่ถูกปรับขึ้นราคา” นายฐิติพัฒน์กล่าว
โฆษกกรมการขนส่งทางบกกล่าวว่า ในส่วนของภาคการขนส่งสินค้า กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำดัชนีอ้างอิงต้นทุนการขนส่งสินค้าตามราคาน้ำมันดีเซล เพื่อเป็นเครื่องมือกลางให้ผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการขนส่งใช้เป็นเกณฑ์ในการเจรจาปรับอัตราค่าขนส่งรอบใหม่กันอย่างเป็นธรรม ซึ่งสะท้อนต้นทุนค่าน้ำมันดีเซลที่มีสัดส่วนสูงถึง 45% ของต้นทุนการขนส่งทั้งหมด
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซลลง 4.11 บาทต่อลิตร จากเดิม 21.89 บาทต่อลิตร เป็น 17.78 บาทต่อลิตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและรักษาความมั่นคงทางสภาพคล่องของกองทุนฯ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศปรับตัวสูงขึ้นเป็น 44.24 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 2 เม.ย. เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน.ต้องตัดสินใจปรับลดการชดเชยในครั้งนี้ มาจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต และแนวโน้มยังคงปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งประเทศมาเลเชียได้ปรับราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นเป็น 6.22 ริงกิต หรือคิดเป็นประมาณ 50.32 บาท การปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อสร้างความสมดุลให้กับกองทุนน้ำมันฯ ในระยะยาว ซึ่งการลดการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายลดลงประมาณวันละ 362.76 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายประมาณวันละ 1,804.61 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันประมาณวันละ 1,470.72 ล้านบาท.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ตั้งศูนย์ส่วนหน้าดับไฟเหนือ สภารุมสวดรบ.แก้ฝุ่นเหลว
นายกฯ ให้อำนาจผู้ว่าฯ ประกาศภัยพิบัติหรือไม่ หลังค่าฝุ่น PM 2.5 พุ่งหนัก
เคาะค่าไฟ3.95บาท คัดเข้มขึ้นบัตรคนจน
กกพ.เคาะค่าไฟงวดใหม่ พ.ค.-ส.ค.69 อยู่ที่ 3.95 บาท/หน่วย เพิ่มขึ้นน้อยสุด 7 สตางค์
ขู่ไร้ผลงานปรับออก ‘อนุทิน’บี้ครม.ใหม่ลุยทันที พรรคส้มสู้ยิบตาคดี44สส.
"อนุทิน” ดินเนอร์ “เนวิน” ร้านประจำ หลังโปรดเกล้าฯ ครม.ใหม่
สั่งบังคับใช้กม.เข้มข้น ปิดป่าแก้วิกฤตฝุ่นเหนือ
นายกฯ ส่ง "สุชาติ-ปลัด มท." ขึ้นเหนือแก้ไฟป่า ลั่นต้องเฉียบขาด อย่าจับปูใส่กระด้ง
เร่งชง‘ไทยช่วยไทยพลัส’อุ้มปชช.
ศบก.ยกระดับวิกฤตน้ำมันเข้าสู่ระยะที่ 2.2 การจัดหามีความยากขึ้น
ส่งศาลฟัน44ส้ม เคาะพักโทษแม้ว
ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบยื่นศาลฎีกาฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกลชงแก้มาตรา 112

