รีดงบอัดฉีดคนละครึ่งฯ โวยขายทุเรียนราคาพัง

“เอกนิติ” สั่งบัญชีกลาง-สำนักงบประมาณรีดงบอัดฉีด “คนละครึ่งพลัส-บัตรคนจน” 30 เม.ย.นี้รู้แน่เหลือเงินเท่าไหร่และต้องกู้หรือไม่ คาดมีคนได้รับสิทธิ์กว่า 20 ล้าน แบ่งจ่าย 60:40 เท่ากันหมด ส่วนคนจน 14 ล้าน ได้ไปเต็มๆ 4 พันบาท “ศุภจี” แจงยิบสภาสูงเรื่องสินค้าเกษตร บอกต่อไปไม่ต้องขายริมทาง “เด็กส้ม” ซัดซูเปอร์จีจับมือพิมรี่พายขายทุเรียนทำราคาพังเละ แค่คอนเทนต์หาแสงการเมืองแต่ชาวสวนกระอัก

เมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าโครงการคนละครึ่งพลัสว่า ได้สั่งการให้กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณไปเร่งหาแหล่งเงินเพื่อมาใช้ในโครงการ โดยแหล่งแรกจะมาจากการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งต้องรอให้ถึงวันสุดท้ายที่กำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเร่งกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และทำสัญญาผูกพันงบประมาณภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ หลังจากนั้นจะเริ่มเห็นจำนวนเงินที่หน่วยงานราชการไม่สามารถทำสัญญาผูกพันได้ ซึ่งจะโอนมาใช้ในโครงการ

 “เบื้องต้นโครงการพลัสจะเปิดให้ลงทะเบียนได้ในเดือน พ.ค.เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยจะแจกคนละ 4 พันบาท เฉลี่ยเดือนละ 1 พันบาท เป็นเวลา 4 เดือน ส่วนจำนวนคนที่ตั้งข้อสังเกตว่าต้องไม่ต่ำกว่ารอบก่อน ซึ่งอาจทำให้ใช้งบประมาณสูงขึ้นนั้น ตรงนี้ต้องดูรายละเอียดเรื่องงบประมาณด้วย และอาจต้องทำเป็นสเตปไป โดยขอให้รอความชัดเจนจากรัฐบาลอีกที ส่วนจะต้องกู้เงินหรือไม่นั้น อยากให้รอดูเรื่องตัวเลขการโอนงบประมาณก่อน” นายเอกนิติกล่าว

เมื่อถามถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ต้องแจกในลักษณะเดียวกันกับโครงการคนละครึ่งพลัสที่ 4 พันบาท เฉลี่ยเดือนละ 1 พันบาทหรือไม่นั้น นายเอกนิติกล่าวว่า อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียด

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า นายเอกนิติได้ประชุมสรุปกับทีมงานกระทรวงการคลังเรื่องโครงการคนละครึ่งพลัสเรียบร้อยแล้ว โดยเบื้องต้นคาดว่าจำนวนคนที่จะได้รับสิทธิ์มากกว่า 20 ล้านคนอย่างแน่นอน ซึ่งสิทธิ์จะให้พร้อมกันทั้งหมดรอบเดียว โดยเปิดให้ลงทะเบียนภายในเดือน พ.ค. 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยได้รับสิทธิ์คนละ 4,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน เดือนละ 1,000 บาท

“วัตถุประสงค์หลักไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้น ดังนั้นผู้ที่ได้รับสิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียภาษีหรือไม่เสียภาษีจะแบ่งจ่ายเท่ากันทั้งหมด คือรัฐจ่ายให้ 60% และผู้ได้สิทธิ์จ่ายเอง 40%” แหล่งข่าวกล่าว

สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการนั้น กระทรวงการคลังได้เตรียมไว้แล้วในหลายช่องทาง โดยแนวทางหนึ่งคือต้องรอสรุปเงินงบประมาณปี 2569 ที่ส่วนราชการไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างและก่อหนี้ผูกพันได้ทันภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ว่ามีจำนวนเท่าใด เพื่อจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณฯ ดังกล่าวและนำมาใช้ในโครงการ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสูงในระดับหนึ่ง โดยโครงการคนละครึ่งพลัสจะทำควบคู่ไปกับการแจกเงินเพิ่มให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจนซึ่งมีอยู่ประมาณ 14 ล้านคน และคาดว่าจะได้เพิ่มคนละ 4,000 บาท ทยอยจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เหมือนโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งทั้งสองโครงการจะรวมอยู่ในมาตรการบรรเทาชุดใหญ่ที่ใช้ชื่อว่า "ไทยช่วยไทยพลัส"

รัฐบาลรับฟังทุกโพล

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนิด้าโพลที่เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการช่วยค่าครองชีพ เรื่อง "พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ" ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ตอบรับเชิงบวกต่อ 12 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาลว่า ผลโพลต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการติดตามเสียงสะท้อนของประชาชน รัฐบาลพร้อมนำทุกความเห็นมาร่วมออกแบบและกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ พร้อมๆ ปรับโครงสร้างประเทศในระยะยาว

วันเดียวกันนี้ ในการประชุมวุฒิสภามีการพิจารณากระทู้ถามเป็นหนังสือ โดยนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สว. ที่ตั้งกระทู้ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กรณีโครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จ.จันทบุรี ที่ถูกเลื่อนทั้งที่มีการอนุมัติจากรัฐบาลถึง 2 ครั้ง และผ่านการทำประชาพิจารณ์จากคนในพื้นที่ซึ่งได้รับความเห็นชอบ ทำชาวสวนในพื้นที่ขาดโอกาส ทั้งนี้โครงการศึกษามากว่า 20 ปีและมีความพร้อมทุกอย่าง ดังนั้นขอถามถึงความชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะเดินหน้าและนำเข้าที่ประชุมเมื่อใด

นางศุภจีชี้แจงว่า ที่คุยกันไม่เฉพาะตลาดกลาง แต่คือศูนย์บริหารผลไม้องค์รวม รวมถึงการแปรรูปสินค้าเกษตร สำหรับทุเรียนที่มีผลผลิตจำนวนมาก ได้ดูห้องเย็นเพื่อยืดอายุของผลไม้ ซึ่งเรื่องที่ตั้งคำถามจะขอรับไปดูแล ไม่เฉพาะตลาดกลาง แต่ดูเรื่องแปรรูปเพื่อให้สินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่าและเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น

นางศุภจีกล่าวต่อว่า ได้เตรียมทำการตลาดแบบใหม่และต่อเนื่อง ทั้งนี้จะให้อินฟลูเอนเซอร์จากประเทศจีนมาไลฟ์ที่ล้งไทย และให้อินฟลูเอนเซอร์ภายในประเทศช่วยกันผลักดัน เพราะมีสินค้าที่ต้องผลักดันจำนวนมาก ดังนั้นเกษตรกรไม่ต้องนำผลไม้มาเร่ขายริมถนนอีกต่อไป

ต่อมาในวาระพิจารณากระทู้ถามสดของนายเศรณี  อนิลบล สว. ที่ตั้งถามนางศุภจีถึงปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดยนายเศรณีระบุว่า ขณะนี้เกษตรกรถูกปล่อยให้เป็นไปตามชะตากรรม กลไกตลาด ทั้งที่ต้นทุนการเกษตรมีต้นทุนสูง แต่ขายสินค้าที่ต่ำกว่า ขอให้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มให้รับซื้อผลผลิตที่เป็นไปตามชั้นปาล์ม และยังพบว่ามีการควบคุมการส่งออก ซึ่งทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน

ซูเปอร์จีแจงสภาสูง

จากนั้นนางศุภจีชี้แจงว่า ไม่มีนโยบายห้ามส่งออก ซึ่งจากข้อมูลเมื่อ 23 เม.ย. มีคำขอเพื่อส่งออก 1.4 แสนตัน และอนุมัติทุกคำขอ ทั้งนี้มีเพดานส่งออกอยู่ที่ 2 แสนตัน  แต่การอนุมัตินั้นต้องพิจารณาส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่นใช้ผลิตพลังงาน ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบนั้นพบว่าขึ้นลง ซึ่งเวลานี้อยู่ในช่วงราคาลงต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันปาล์มดิบของมาเลเซียอยู่ที่ 37.48 บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาขายในประเทศอยู่ที่ 38 บาทต่อ กก. ดังนั้นเมื่อราคาส่งออกไม่ดีกว่าขายในประเทศ จึงไม่มีใครอยากส่งออก ดังนั้นการขึ้นลงของราคาเป็นไปตามกลไกตลาด แต่สิ่งที่กระทรวงพาณิช์ดูคือองค์รวม ขอยืนยันว่าไม่มีนโยบายห้ามการส่งออก  แต่การส่งออกได้ต้องขออนุญาต

นายเศรณีตั้งคำถามอีกว่า ตัวเลขของปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ ขอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสต๊อกน้ำมันตรวจจริงอย่านั่งเทียน หากราคาขายน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศสูงกว่าส่งออก ทำไมไม่ประกาศนโยบายว่า B30 B40 B50 เหมือนอินโดนีเซีย รวมถึงขอให้มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องไบโอดีเซล ส่วนของคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ที่บอกว่าจะสร้างสมดุล ขอให้เพิ่มสัดส่วนเกษตรกรเป็นกรรมการด้วย ไม่ใช่มีเฉพาะภาคเอกชน

นางศุภจีชี้แจงว่า ทุกอย่างรับฟังและนำไปปฏิบัติ ทั้งนี้ต้องลงไปดูในพื้นที่ ส่วนที่บอกว่าอย่านั่งเทียน ขอว่าควรให้เกียรติซึ่งกันและกัน เพราะทุกคนช่วยกันทำงาน ตนเองทำงานเต็มที่และข้าราชการทำงานเต็มที่ แต่การพูดแบบนั้นถือว่าไม่สร้างสรรค์ที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นางศุภจีชี้แจงต่อว่า สำหรับประเด็นที่ถามว่าหากราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศดีกว่าต่างประเทศ ทำไมไม่ประกาศใช้ B30 B40 B50 ที่ชัดเจนนั้น เป็นเพราะต้องปรับตัว ค่อยเป็นค่อยไป และดูทั้งระบบว่าสามารถใช้ได้มากน้อยแค่ไหน และกว่าที่จะผลักดัน B20 ได้นั้น ต้องดูแลผู้ได้รับผลกระทบด้วย รวมถึงต้องดูปริมาณเพื่อให้สมดุลกับนโยบายพลังงานที่ต้องการส่งเสริม แต่จะรับข้อเสนอให้มีตัวแทนภาคเกษตรกรร่วมเป็น กนป. เพราะคนที่ได้ประโยชน์คือเกษตรกร

ทั้งนี้ นางศุภจียังได้ตอบชี้แจงกระทู้ถามสดเรื่อง มาตรฐานการจัดการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพื่อลดปัญหา PM2.5 ซึ่งถามโดยนายพละวัต ตันศิริ สว. ว่ากรมการค้าต่างประเทศกำหนดมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปลอดการเผา เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยผู้นำเข้าต้องรับรองและปฏิบัติตามมาตรการจัดระเบียบการนำเข้า ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 โดยผู้นำเข้าต้องขึ้นทะเบียนรายปีกับกรมการค้าต่างประเทศก่อนการนำเข้า รวมถึงต้องแจ้งรายงานการนำเข้าให้กรมการค้าต่างประเทศทราบภายใน 30 วันนับจากวันนำเข้า ถือเป็นมาตรการเบื้องต้นในระยะปรับตัว เพื่อควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบปลอดการเผา

“มาตรการระยะยาวนั้น จะยกเลิกการรับรองตัวเองของผู้นำเข้า เป็นมีหนังสือรับรองจากหน่วยงานที่เป็นสากล  มีความน่าเชื่อถือ รวมถึงมีการตรวจสอบย้อนหลังว่า ภายหลังการนำเข้าแล้วหากพบว่าแปลงที่นำเข้าสินค้ามีการเผา จะยกเลิกไม่ให้มีการนำเข้าต่อไป” นางศุภจีกล่าว

ด้าน น.ส.วริสา มีเจริญ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีนางศุภจีเตรียมดึงพิมรี่พาย อินฟลูเอนเซอร์ไทยชื่อดังมาไลฟ์สดขายทุเรียนหน้าสวนในราคาลูกละ 100 บาท ตั้งเป้า 1 ล้านลูก ว่า "เมื่อเราขายทุเรียนโลละ 120 บาทหน้าสวนอยู่ดีๆ ก็มีคนอยากช่วยด้วยการเอาไปขายให้ลูกละ 100 บาท ชาวสวนเลยตะโกนพร้อมกันว่ารวยไม่ไหวแล้ว พอแล้ว กลายเป็นเรื่องที่ชาวสวนทุเรียนอึ้งที่สุดในเช้าวันนี้ ทุเรียนลูกละ 100 บาทล้านลูก โดยคุณศุภจีและพิมรี่พาย จะขายในไลฟ์สด 28 เม.ย.นี้ ย้ำลูกละ 100 บาท"

ส้มซัดศุภจีทำร้ายทุเรียน

น.ส.วริสาโพสต์ต่อว่า "ปัจจุบันทุเรียนภาคตะวันออกยังส่งออกได้ดี และยังไม่เกิดภาวะล้นตลาดจนฉุดราคาลงต่ำ โดยราคาซื้อขายหน้าสวนและล้ง ทุเรียนเกรด A B C เฉลี่ยอยู่ที่ 120 บาทต่อ กก. หากเป็นไปตามข่าว ทุเรียนคุณภาพที่ว่านั้น เป็นทุเรียนเกรด A B C ใช่หรือไม่ คือทุเรียนน้ำหนักอยู่ที่ลูกละ 2-6 กก. ทรงสวย มีเนื้อเต็มมากกว่า 2 พู 1 เม็ด และผิวไม่มีตำหนิ ซึ่ง 1 ลูกจะราคามากกว่า 240 บาท ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นี่คือการทำลายกลไกราคาของทุเรียนอย่างสิ้นเชิง"

น.ส.วริสากล่าวต่อว่า "แต่ถ้าไม่ได้นำทุเรียนเกรด A B C มาขาย แนวทางที่เป็นไปได้ เช่น นำทุเรียนมีตำหนิผิว ทรงไม่สวย ตกไซส์ หนามจีบ หนามแตก ราดำ จัมโบ้  เน้นเนื้อไม่เน้นทรงมาขาย ซึ่งเบอร์นี้จะมีราคาประมาณกิโลกรัมละ 60 บาท แต่ขนาดลูกที่มากกว่า 2 กก.นั้น  ราคาต้นทุนอยู่ที่ 120+ บาทอยู่ดี หรือนำทุเรียนเบอร์ D ไซส์เล็กที่เรียกกันว่าป๊อกแป๊ก น้ำหนักต่ำกว่า 2 กก./ลูก มาขายนั้นก็อาจเป็นไปได้ แต่ว่าทุเรียนป๊อกแป๊กก็มีราคา กก.ละ 70+ บาท ซึ่งส่วนใหญ่ทุเรียนป๊อกแป๊กมีน้ำหนักที่ 1.7 กก. หมายความว่าต้นทุนก็เกิน 100 บาทอยู่แล้ว หรืออีกทางเลือกหนึ่ง ทุเรียนหนอน หนอนแฉะ และหนอนน้ำ ที่มีตำหนิอยู่บริเวณผิว และอาจกินลึกเข้าไปถึงเนื้อได้  ทุเรียนเกรดนี้จะราคาถูก อาจอยู่ที่ 20-35 บาท นี่ไม่ใช่ทุเรียนคุณภาพ หรือทางสุดท้าย คือได้รับความร่วมมือจากสวนที่ยอมให้คว่ำทุเรียนของตนเองในราคาลูกละ 100 บาท ช่างเป็นสวนที่เสียสละเพื่อผู้บริโภค แต่อาจไม่ได้คำนึงถึงการทำลายกลไกราคาทุเรียน และไม่คิดถึงใจพี่น้องชาวสวนด้วยกันเองเลย"

 “ไม่ทราบจริงๆ ว่าท่านรัฐมนตรีศุภจี ท่านได้รับรายงานข้อมูลทุเรียนจาก สส.พรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ หรือจากพาณิชย์เกษตรจังหวัดว่าอย่างไร ทำไมถึงใช้วิธีนี้แก้ปัญหา ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นปัญหาใหญ่ ดิฉันในฐานะชาวสวนสนับสนุนทุกช่องทางในการกระจายสินค้า แต่ท่านควรถามชาวสวนก่อนว่า สิ่งนี้ช่วยเขาจริงหรือกำลังกดราคาผลผลิตทั้งระบบลง เพราะหากวันนี้ท่านได้รับแสง แต่วันถัดไปราคาหน้าสวนลง คนที่รับภาระไม่ใช่รัฐมนตรี ไม่ใช่อินฟลูเอนเซอร์ แต่คือชาวสวน ขอย้ำว่าพาณิชย์กำลังเมาหมัด เพราะการช่วยเกษตรกรที่แท้จริง ไม่ใช่ทำให้ผลผลิตราคาถูกที่สุดเพื่อมีคนช่วยซื้อ แต่ต้องทำให้ผลผลิตขายได้ในราคาเป็นธรรมค่ะ จึงอยากถามว่านี่คือการช่วยเกษตรกรจริง หรือแค่สร้างคอนเทนต์ทางการเมืองกันแน่" น.ส.วริสากล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แห่ชงศาลสอบปปช.

"นันทนา" นำ สว.อิสระผนึกกำลังล่าชื่อตามรธน. ม.236 ตั้ง กก.ไต่สวนสอบกรรมการ ป.ป.ช. ทนไม่ไหวคดี “ศักดิ์สยาม”

'อนุทิน' ควง 'เอกนิติ-พัฒนา' หม่ำข้าวต้มปลา สตรีทฟู้ดร้านโปรด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับประทานข้าวต้มปลากิมโป้