
“อนุทิน” โชว์วิสัยทัศน์ที่ประชุมอาเซียน แนะ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ “เอกภาพ-ยืดหยุ่น-บทบาท” หารือทวิภาคีทั้งผู้นำเวียดนาม-มาเลเซีย-สิงคโปร์ “สีหศักดิ์” แจงหารือ 3 ฝ่ายปัญหาไทย-กัมพูชา เล็งส่งอุปทูตกลับไปประจำการ
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) ณ อาคารโอเชียนพาวิเลียน โรงแรม Shangri-La Mactan นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 แบบไม่เป็นทางการ
ในโอกาสนี้ นายอนุทินได้นำเสนอ 3 แนวทางเชิงยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับอาเซียน ประกอบด้วย 1.การเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ซึ่งจุดแข็งของอาเซียนอยู่ที่ความเป็นเอกภาพ แต่เอกภาพดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ประเทศสมาชิกจำเป็นต้องก้าวข้ามจุดยืนเฉพาะของแต่ละประเทศ หันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ร่วมของภูมิภาค และดำเนินการร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม 2.ความยืดหยุ่น หัวใจสำคัญคือการธำรงไว้ซึ่ง ASEAN Centrality หรือความเป็นแกนกลางของอาเซียน ซึ่งประเทศสมาชิกต้องยึดให้อาเซียนเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ และ 3.การรักษาบทบาทสำคัญของอาเซียนทั้งภายในและนอกภูมิภาค อาเซียนต้องรักษาสถานะการเป็นหุ้นส่วนที่น่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากประชาคมระหว่างประเทศ มีส่วนร่วมต่อประเด็นท้าทายในภูมิภาค
นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในเมียนมาว่า ถือเป็นบททดสอบสำคัญของอาเซียนทั้งในด้านเอกภาพ ความยืดหยุ่น และความเกี่ยวข้องขององค์กร โดยพัฒนาการล่าสุด อาทิ การนิรโทษกรรมให้แก่อดีตประธานาธิบดีอู วิน มยิน และการย้ายนางอองซาน ซูจี ไปพำนักในที่พักอาศัย ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่อาจเปิดโอกาส แม้จะยังมีข้อจำกัด สำหรับการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการปรองดองมากขึ้น
“อาเซียนเป็นรากฐานสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาคมาโดยตลอด และในช่วงเวลาที่โลกเผชิญความปั่นป่วน บทบาทดังกล่าวยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ขณะนี้คือช่วงเวลาที่ภูมิภาคต้องการบทบาทของอาเซียนที่เข้มแข็งมากขึ้น และหากอาเซียนสามารถเสริมสร้างความเป็นภูมิภาคนิยม ความยืดหยุ่น และรักษาความเกี่ยวข้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ อาเซียนจะไม่เพียงสามารถรับมือกับความท้าทายในอนาคต แต่ยังคงเป็นพลังสำคัญในการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภูมิภาคต่อไป”
ต่อมาในเวลา 16.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายอนุทินได้หารือทวิภาคีกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจ โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องเร่งขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันให้บรรลุเป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์ 2.ด้านการลงทุน นายกรัฐมนตรีขอให้เวียดนามสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของไทยในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง พร้อมเชิญชวนเวียดนามลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น และ 3.ด้านความร่วมมือในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในฐานะหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านและประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของอนุภูมิภาค ไทยและเวียดนามควรมีบทบาทสำคัญกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาในภูมิภาค โดยทั้งสองฝ่ายเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางส่งเสริมการพัฒนาและความเชื่อมโยงในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป
ในเวลา 17.45 น. นายอนุทินหารือกับดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยผู้นำทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นความร่วมมือสำคัญระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะการเร่งผลักดันการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน ทั้งการเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากรสะเดา-บูกิตกายูฮิตัม จังหวัดสงขลา และโครงการสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลกแห่งที่ 2 จังหวัดนราธิวาส เพื่อให้สามารถเริ่มก่อสร้างได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการค้า การเดินทาง และการไปมาหาสู่กันของประชาชนทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ในด้านความมั่นคงและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายกฯ ได้แจ้งให้ฝ่ายมาเลเซียทราบว่า รัฐบาลไทยได้แต่งตั้งหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขชุดใหม่ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทยในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันว่าความสงบสุขและเสถียรภาพในพื้นที่ จะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกันในระยะยาว
และในเวลา 17.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายอนุทินพบหารือทวิภาคีกับนายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยนายอนุทินกล่าวถึงแนวคิด “Synergise Our Strength” โดยเห็นว่า ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันมองหาโอกาสและเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน มากกว่ามองกันเองในฐานะคู่แข่งขัน พร้อมเสนอให้อาเซียนใช้จุดแข็งของภูมิภาคในการยกระดับอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่นของโลก ซึ่งนายกฯ สิงคโปร์เห็นพ้องกับข้อเสนอของไทยอย่างยิ่ง และยืนยันพร้อมสนับสนุนความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนในทุกมิติ
“ในด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายยืนยันสนับสนุนการผลักดันโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid) ตลอดจนความร่วมมือด้านพลังงานในกรอบอาเซียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเชื่อมโยงด้านพลังงานของภูมิภาคในระยะยาว”
วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่างนายอนุทิน, นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และนายแฟร์ดีนันด์ มาร์โคส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ว่าการหารือดังกล่าวมาจากการประสานงานของฝ่ายฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ที่ต้องการให้ไทยและกัมพูชาได้มาพูดคุยกันว่าจะเดินหน้าคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ซึ่งไม่ใช่การแทรกแซง โดยฝ่ายไทยเห็นว่าควรสร้างบรรยากาศที่ดี ทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เพราะฉะนั้นในการหารือ นายกฯ อนุทินได้พยายามเสนอมาตรการเพื่อนำไปสู่การแก้ไขประเด็นที่เป็นปัญหา อาทิ สิ่งที่เราเสนอเมื่อมีการหยุดยิงแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงสงครามทางวาจากล่าวหาบนเวทีระหว่างประเทศ ที่จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการพูดคุย
นายสีหศักดิ์กล่าวอีกว่า ส่วนอีกประเด็นสำคัญ คือการแสวงหาความร่วมมือในบางเรื่องที่ทำร่วมกันได้ โดยเฉพาะการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งมีข้อตกลงกันว่าจะให้ฝ่ายตำรวจของ 2 ประเทศรื้อฟื้นกรอบการเจรจาที่มีอยู่แล้ว และเห็นว่าควรมีการติดต่อกันระหว่างภาคประชาชน ผ่านสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน 2 ประเทศ ทั้งนี้ ในการประชุม 3 ฝ่ายครั้งนี้ ได้มอบให้ตนเอง ในฐานะรองนายกฯ และ รมว.กต. กับนายปรัก สุคน รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศกัมพูชา มาพูดคุยกันโดยเร็ว เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการ ก่อนเดินไปสู่กรอบความร่วมมือต่างๆ และมองกันว่าหากจะเดินหน้าความร่วมมือ จำเป็นต้องมีการติดต่อกันได้โดยตรง สิ่งหนึ่งที่เห็นว่าสำคัญคือการส่งอุปทูตกลับไปประจำการสถานทูตของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ยังมีขั้นตอนต้องดำเนินการ
“ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ไทย-กัมพูชา ควรจะต้องมีการประชุมเตรียมการ ซึ่งย้ำว่าไทยไม่ได้บ่ายเบี่ยงการเจรจา แต่ต้องดูว่าการเจรจาจะเริ่มจากจุดไหนไปสู่จุดไหน บางเรื่องอาจตกลงกันได้ บางเรื่องและอาจต้องใช้เวลา” นายสีหศักดิ์กล่าว และว่า การหารือยังไม่ได้มีข้อยุติใดๆ และพยายามหาแนวทางเดินหน้าไปด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย และการหารือที่เกิดขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น อาจจะไม่ได้แก้ไขโดยง่าย แต่คิดว่าการพูดคุยน่าจะดีกว่าการปะทะและใช้ความรุนแรงต่อกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฮั้วสว.ถึงมือกกต.ชุดใหญ่
“แสวง” เผยคดีฮั้ว สว.ถึงมือ กกต.ใหญ่แล้ว ยันผลเลือกตั้งแบบ สส. 5/18 ครบ 100% แล้ว “ไอลอว์” จี้เปิดผลนับคะแนนเลือกตั้ง-ประชามติรายหน่วย “ยิ่งชีพ” ขู่คดีฮั้วหาก กกต.สั่งไม่ฟ้องเจอร้องแน่
ชี้แก้ปากท้องก่อน รธน.ใหม่รอใน 2 ปี
“ภราดร” แจงกลัวเสียของ ครม.ใช้ร่างรัฐธรรมนูญเดิม อาจถูกตีตก “พริษฐ์” ซัดเดือด รัฐบาลไม่จริงใจ เมินเสียงประชามติ “ปชน.” จวก สูญงบ 9 พันล้านเพื่อเริ่มใหม่ ครป.-ญาติวีรชนฯ แนะใช้ รธน.ปี 40 เป็นฐาน
ดร.โจฟุ้งหวังกวาดชัย! ปชป.เปิดตัว 16 พ.ค. แน่
กกต.ประชุมติวเข้มความพร้อมเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกเมืองพัทยา รับความผิดพลาด กปน.เป็นบทเรียน ย้ำการรักษาอุปกรณ์ให้ถูกระเบียบ สั่งเข้มประธานหน่วยต้องแม่นกฎ "ดร.โจ" หวังชนะ
กู้ล็อตแรก2แสนล. อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส/‘ฟ้า-ส้ม’จับมือลงชื่อยื่นตีความ
"เอกนิติ" ย้ำ "มูดี้ส์" ไม่ติดใจรัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 4 แสนล้าน มั่นใจ ศก.ไทย-วินัยการคลัง ทุบโต๊ะกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินล็อตแรก 2 แสนล้านบาทก่อน อัดฉีดไทยช่วยไทยพลัส เตรียมชงแผนปรับโครงสร้างหนี้เข้า
WHOยัน‘ฮันตา’ ไม่แรงเท่าโควิด สธ.สั่งเร่งศึกษา!
“อนามัยโลก” ยัน “ไวรัสฮันตา” ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นระบาดใหญ่เหมือนโควิด “สิงคโปร์” ผวากัก 2 ชายสูงอายุกลับจากท่องเรือสำราญแล้ว
กัมพูชามั่ว! ไทยอย่ารั่วตาม 'ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ' ไม่จำเป็น
รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ *กัมพูชามั่ว…ไทยอย่ารั่วตาม! โดยระบุว่า

