"โฆษก ทบ." ชี้ "กัมพูชา" ยังเล่นเกมยั่วยุชายแดน ยิงปืนป่วนรายวัน หวังไทยตอบโต้สร้างประเด็นโลก เผยฝ่ายไทยรู้ทัน “สงครามข่าวสาร” ยันยังไม่พบสัญญาณใช้อาวุธหนัก กห.เก็บหลักฐาน-ข้อมูล "กัมพูชา" ละเมิดถ้อยแถลงร่วมฯ "โรม” ขู่ฟ้อง ม.157 หาก “รมว.ยุติธรรม” ไม่จัดการเครือข่ายคดียิม เลียก
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยกรณีทหารกัมพูชายิงอาวุธปืนเล็กจากฝั่งกัมพูชาตลอดแนวพื้นที่บ้านโอร์เสม็ด ตรงข้ามด่านชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ รวม 11 นัด ว่าที่ผ่านมาพบว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงรวมถึงรัฐบาลกัมพูชามักพูดอย่างหนึ่ง แต่การปฏิบัติในพื้นที่กลับเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งนับตั้งแต่มีการหยุดยิง ยังคงได้ยินเสียงการยิงด้วยอาวุธปืนมาอย่างต่อเนื่อง บางครั้งเป็นเสียงระเบิด ซึ่งมองว่าเป็นพฤติกรรมยั่วยุ แต่ยืนยันว่าไม่ได้มุ่งทำลายชีวิตหรือทรัพย์สินของประชาชนและกำลังพลไทย เพียงแต่สร้างความรำคาญและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งช่วงต้นปีที่ผ่านมาเกิดเหตุลักษณะนี้หลายครั้ง
"เชื่อว่าเหตุการณ์ไม่ได้เพิ่งเกิดเฉพาะครั้งนี้ที่เป็นข่าว แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองกำลังในพื้นที่ได้รายงานข้อมูลเข้ามาโดยตลอด ทั้งนี้ ประเมินว่าสาเหตุหลักมาจากการขาดวินัยของทหารกัมพูชา ขณะเดียวกันบางกรณียังมีเจตนายั่วยุเพื่อให้ฝ่ายไทยใช้อาวุธตอบโต้ ก่อนนำไปขยายผลกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธก่อน"
พล.ต.วินธัยกล่าวอีกว่า บางครั้งฝ่ายกัมพูชาพยายามพาบุคคลหรือสื่อมวลชนต่างชาติ โดยเฉพาะอินฟลูฯ เข้ามาใกล้พื้นที่หวงห้าม เมื่อทหารไทยยิงเตือนตามขั้นตอน กลับนำภาพหรือข้อมูลไปเผยแพร่ว่าไทยเป็นฝ่ายใช้อาวุธก่อน ซึ่งกองทัพไทยรับรู้และรู้เท่าทันวิธีการดังกล่าวแล้ว กัมพูชายังคงให้น้ำหนักกับ “สนามรบข้อมูลข่าวสาร” มากกว่าการปะทะกันทางทหาร เห็นได้จากทุกครั้งที่เกิดเหตุ ผู้นำหรือโฆษกกองทัพกัมพูชามักรีบออกมาปฏิเสธข้อเท็จจริง ทำให้สะท้อนถึงปัญหาการสื่อสารและสายการบังคับบัญชาระหว่างระดับนโยบายกับหน่วยปฏิบัติในพื้นที่
เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุยิงเข้ามาจริง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงปฏิเสธ ไทยจะรับมืออย่างไร พล.ต.วินธัยกล่าวว่า หากการใช้อาวุธส่งผลกระทบเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ฝ่ายไทยพร้อมตอบโต้ทันที โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของหน่วยรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากบริบทและความสัมพันธ์ในพื้นที่แตกต่างกัน ส่วนกรณีประชาชนตามแนวชายแดนเกิดความวิตกจากกระแสข่าวที่เผยแพร่รวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย โฆษกกองทัพบกย้ำว่า เหตุยิงที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะยิงยั่วยุ ยังไม่ส่งผลต่อชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน
“ยืนยันว่ากองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจ และยังติดตามสถานการณ์วันต่อวัน สัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลบ่งชี้ว่าจะยกระดับไปสู่การใช้อาวุธหนักต่อกัน จึงเหลือเพียงสนามการสื่อสารที่ฝ่ายกัมพูชายังคงใช้เป็นหลัก” พล.ต.วินธัยกล่าว
พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า รัฐบาลและกระทรวงกลาโหมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยการปฏิบัติของฝ่ายไทยและหน่วยในพื้นที่จะดำเนินการตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement : ROE) ซึ่งเป็นการปฏิบัติตามลำดับขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก ยึดหลักความอดทนอดกลั้น และเป็นไปตามข้อตกลงร่วม รวมถึงกฎหมายและกติกาสากลอย่างเคร่งครัด ขณะเดียวกันกองทัพไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน หากเกิดสถานการณ์รุกล้ำหรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
"ไทยยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งมุ่งเน้นการเสริมสร้างบรรยากาศแห่งสันติสุขตามแนวชายแดนและหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ทั้งนี้ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากฝ่ายกัมพูชาในบางกรณี ถือเป็นการไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของข้อตกลงดังกล่าว ซึ่งฝ่ายไทยจะรวบรวมข้อมูลและบันทึกเป็นหลักฐานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป" โฆษก กห.กล่าว
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความว่า อย่าเจรจา การจับกุมคนไทยไปจากดินแดนไทยยอมรับไม่ได้ ละเมิดอธิปไตยไทยชัดๆ ห้ามเจรจาโดยเด็ดขาด ต้องยื่นคำขาดให้ปล่อยตัว เนื่องจากทหารเขมรรุกล้ำอธิปไตยแผ่นดินไทยเข้ามาจับ ลักพาตัวคนไทยไปจากแผ่นดินไทย หากเจรจากันไปมา จะกลายเป็นว่าไทยยอมรับว่าดินแดนที่ลุงโยชน์เข้าไปหาของป่าเป็นดินแดนของกัมพูชา และไทยล่วงล้ำเขตแดน ยื่นคำขาดให้ปล่อยตัวสถานเดียว
วันเดียวกัน ในการประชุมสภาฯ ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามทั่วไป โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามนายกรัฐมนตรีเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์ และการฟอกเงินของเครือข่ายบริษัทฮุ่ยวันเพย์ โดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ที่มาตอบคำถามแทนนายกรัฐมนตรี
นายรังสิมันต์กล่าวว่า จากผังของตำรวจสอบสวนกลางเกี่ยวกับการสืบสวน ผังการฟอกเงิน หรือสกายฟอล โดยบริษัทฮุ่ยวันเพย์ (Huione Pay) มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับทุนเทาในกองทุน CAI สิ่งที่ตนอยากได้คำตอบคือ ตกลงแล้วความคืบหน้าของคดีความนายเบน สมิธ ที่ปัจจุบันมีการออกหมายจับไปแล้ว ได้มีการออกหมายแดงหรือขอ Silver Notice เพื่อจะนำไปสู่การสืบต่อไปจากอินเตอร์โพลหรือไม่ และจะมีการขยายผลไปถึงนักการเมือง เครือข่ายทางการเมืองที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็น สส. บางคนเป็นอดีตนายกฯ ท่านจะมีการขยายผลในคดีนี้ต่อไปอย่างไร
พล.ต.ท.รุทธพลชี้แจงว่า คดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับนายยิม เลียก มีพยานหลักฐานยืนยันว่าเป็นเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งการปราบปรามสแกมเมอร์มี 2 ส่วนในการดำเนินการคือ คดีอาญาและการยึดทรัพย์ ซึ่งการดำเนินคดีอาญามี 3 คดี คือ 1.มีการออกหมายจับเครือข่ายนายยิม เลียก และภรรยา พร้อมพวก 42 คน จับกุมผู้ต้องหา 30 คน คดีนี้ได้ส่งฟ้องต่ออัยการพิเศษ แต่นายยิม เลียก และภรรยาหลบหนี ได้ประสานอินเตอร์โพลออกหมายแดงต่อ 2.คดีนายเบน สมิธ และภรรยา คดีฉ้อโกง หลอกลวงลงทุน 900 ล้านบาท ปอศ.ออกหมายจับและประสานอินเตอร์โพลเพื่อออกหมายเลขประกาศจับกุมต่อไป และ 3.ปปง.ร้องทุกข์ 5 คน มีนายยิม เลียก, นางวิรินยา ยิมจ์, นายเบน สมิธ, น.ส.แคทธารียา บีเวอร์, นางสุภารัตน์ สง่าเมือง ในความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ต้องให้เวลาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจน เพื่อส่งฟ้องสำนวนไปยังอัยการและศาล
พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวต่อว่า การยึดอายัดทรัพย์ที่กระทำผิดมูลฐาน 2 ครั้ง ครั้งแรก ปปง.มีคำสั่งยึดทรัพย์สินของนายยิม เลียก และภรรยา นายเบน สมิธ และภรรยา พร้อมพวก 68 รายการ เป็นจำนวนเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท และครั้งที่สอง ศาลได้สั่งยึดอายัดไว้ 34 รายการ มูลค่า 8.2 พันล้านบาท โดย ปปง.ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ทั้งสิ้น 103 รายการ เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาทเสร็จแล้ว และจะประกาศในราชกิจจาฯ เพื่อให้ผู้เสียหายยื่นคำร้อง ขอคุ้มครองสิทธิ์ต่อไป
รมว.ยุติธรรมชี้แจงต่อว่า การดำเนินการกับบริษัทฮุ่ยวันเพย์ เป็นการดำเนินการของ ปอท. มี 3 หน่วยงานร่วมดำเนินการ มีการจับกุม หลังจากผู้เสียหายอายุ 75 ปี ได้แจ้งความต่อ ปอท. เบื้องต้นได้ยึดทรัพย์กลุ่มผู้ต้องหา 46 ล้านบาท ปัจจุบันพนักงานสืบสวนส่งสำนวนให้พนักงานอัยการแล้ว คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอาญา ข้อจำกัดในคดีนี้คือ ประเทศกัมพูชาไม่ให้ความร่วมมือในการส่งข้อมูลผู้ถือหุ้นของฮุ่ยวันเพย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศกัมพูชาให้ ทั้งนี้ สอท.ได้ตรวจพบบริษัทที่ทำธุรกรรมกับฮุ่ยวันเพย์ ถูกแจ้งความดำเนินคดีกว่า 70 คดี ซึ่งมีความเสียหาย 193 ล้านบาท และได้ตรวจค้น 5 จุดในจังหวัดสมุทรปราการ จับผู้ต้องหาได้ 1 คน ซึ่งการดำเนินการต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานให้ชัดเจน ก่อนที่จะนำขึ้นสู่ศาล ส่วนนายฮุน โต ที่เป็นผู้ถือหุ้น โดยหลักฐานรายละเอียดที่จะนำมาพูดในสภาได้ ต้องมีข้อมูลที่ยืนยันรองรับได้
ทั้งนี้ นายรังสิมันต์กล่าวทิ้งท้ายว่า พร้อมให้ข้อมูลในวันที่ 15 พ.ค. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาที่รัฐสภา ตนพร้อมนำข้อมูลพยานหลักฐานมาให้ ยืนยันไม่กั๊กข้อมูล พร้อมให้ความร่วมมือ และกังวลว่ารัฐมนตรีรับทราบว่านายฮุน โต เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฮุ่ยวันเพย์ แต่ไม่ดำเนินการเอาผิด อาจจะกลายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งหากรัฐมนตรีรู้แต่ไม่ทำ ก็พร้อมที่จะเอาจริงกับเรื่องนี้แน่นอน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สั่งสอบนอภ.-ใช้‘ปปง.’ ปราบต่างชาติรุกที่รัฐ
"อนุทิน" เรียกบิ๊ก ตร.เข้าทำเนียบรัฐบาล สั่งเอาจริงปราบนอมินีต่างชาติ-รุกที่สาธารณะให้สิ้นซาก
เท้งสำนึกความเป็นผู้แทน ภท.จ่อเคาะร่างแก้ไขรธน.
"ณัฐพงษ์" รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ
งัดม.157จี้เก็บภาษีแม้ว
"ถาวร" บี้กรมสรรพากรฟ้องล้มละลาย "ทักษิณ" ไม่ชำภาษี 1.7 หมื่นล้านบาท
ถก10กลุ่มทุนใหญ่ รัฐบาลนำไอเดียยกเครื่องศก./สภาเบรกบรรจุพ.ร.ก.กู้เงิน
รัฐบาลคึกคัก! "นายกฯ" เรียก "รมต." บรีฟข้อมูลก่อนเปิดทำเนียบฯ
เสี่ยงทาย‘วันพืชมงคล’ น้ำน้อย-ค้าขายดีศก.รุ่ง
"ในหลวง-พระราชินี" เสด็จฯ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ 2569
นายกฯซัด‘AI’คลิปเปิดด่าน เขมรโวยทะเบียนปราสาท
“อนุทิน” โวยคลิปเสียงเปิดด่านเป็น AI แน่นอน เมินกัมพูชาไม่เจรจาทวิภาคี

