ถก10กลุ่มทุนใหญ่ รัฐบาลนำไอเดียยกเครื่องศก./สภาเบรกบรรจุพ.ร.ก.กู้เงิน

รัฐบาลคึกคัก! "นายกฯ" เรียก "รมต." บรีฟข้อมูลก่อนเปิดทำเนียบฯ ถกผู้บริหารเอกชนยักษ์ใหญ่ 15 พ.ค.นี้ แย้มบิ๊ก CEO รับเชิญร่วมงาน ทั้งธนินท์ เจียรวนนท์-สารัชถ์ รัตนาวะดี-สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ "เอกนิติ" เล็งนำไอเดียซีอีโอชั้นนำยกเครื่อง ศก. สู่ภูมิทัศน์ใหม่แข่งขันในเวทีโลก ตามคาด "สภา" เบรกบรรจุ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน รอศาล รธน.วินิจฉัย "เท้ง" หวัง รบ.ยอมเปิดทางตั้ง  "กมธ.วิสามัญตรวจสอบเงินกู้" อ้างเพื่อความโปร่งใสหลังเริ่มขยับใช้งบแล้ว "บอร์ดกลั่นกรองใช้เงินกู้"  ไฟเขียวโครงการไทยช่วยไทยพลัส อัดฉีดคนละครึ่ง-บัตรคนจน เสนอ ครม.พิจารณา

ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 14 พ.ค.2569 เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เรียกรัฐมนตรีขึ้นหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง,  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์, นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม และนายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อบรีฟเตรียมการจัดการหารือระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ ในงานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ที่ตึกภักดีบดินทร์ ในวันที่ 15 พ.ค. ตั้งแต่เวลา 17.00-20.30 น.

นายภราดรให้สัมภาษณ์หลังเข้าหารือกับนายกฯ ว่า รัฐบาลมีแนวทางที่จะเชิญบริษัทขนาดใหญ่มาพูดคุยสถานการณ์ภัยสงครามที่เกิดขึ้นว่าส่งผลกระทบแบบไหนในซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) และส่งผลกระทบแบบไหนในรูปธุรกิจวงกว้าง เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น รับฟังกัน ถือเป็นมิติใหม่ที่รัฐบาลเปิดทำเนียบรัฐบาลให้ผู้ประกอบการได้มาแสดงความคิดเห็น

ถามถึงการคาดหวังในการหารือครั้งนี้ นายภราดรกล่าวว่า รัฐบาลอยากจะฟังผู้ประกอบการจริงๆ อยากฟังทุกกลุ่ม วันก่อนทำเนียบรัฐบาลเปิดรับฟังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และวันนี้เป็นบริษัทผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และในอนาคตอาจมีผู้ประกอบการรายย่อย SME และกลุ่มอื่นๆ

"เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับทุกกลุ่มในสังคมได้มีโอกาสมาแสดงความคิดเห็นในมุมมองของตน เพื่อรัฐบาลจะได้นำไปปรับใช้ กำหนดเป็นแนวทางและนโยบาย" รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุ

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า การเป็นเจ้าภาพเชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงานครั้งนี้ ถือเป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีเพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน 

"เวทีครั้งนี้สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี" น.ส.รัชดากล่าว

บิ๊ก CEO รับเชิญร่วมเวที รบ.

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน), นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), น.ส.ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป, น.ส.จรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ถามว่า นอกจากรัฐบาลรับฟังแล้วจะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือไม่  โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุยอธิบายกันด้วย กรณีภาคเอกชนมีคำถาม ณ จุดนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ นายกฯ คงได้ชี้แจง แต่หลักๆ คือรับฟังอยากให้ผู้ประกอบการได้พูดถึงความคิดเห็นสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ทำอยู่อยากให้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือมีข้อกังวลใด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรับฟังอย่างเต็มที่

"ที่ผ่านมาการรับฟังจากภาครัฐ เวลาไปรับฟังเสียงจากภาคเอกชนคือผ่านสมาคม แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกฯ ได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกรัฐมนตรีฟัง และเราจะได้หาจุดร่วม ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน" โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เป็นดำริของนายกฯ ซึ่งต้องการรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน เพื่อขับเคลื่อนโจทย์สำคัญคือการพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก และการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economy Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต

"รูปแบบการจัดเวทีครั้งนี้จะรับฟังจากภาคเอกชนที่จะแสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง แล้วผมจะสรุปประเด็นต่างๆ ที่ได้จากที่ประชุม เพื่อให้ได้แนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้แข่งขันกับประเทศต่างๆ ซึ่งจะนำเอาแนวทางที่ได้มารวมกับยุทธศาสตร์การยกเครื่องเศรษฐกิจที่ได้ทำงานร่วมกับทีมงานไว้" นายเอกนิติกล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า สำหรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ได้จัดทำไว้เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย จะผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลัก ได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์, เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ โดยการลงทุนในอนาคตต้องเป็นเรื่องของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่องและเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

เล็งนำไอเดียยกเครื่อง ศก.

"การขับเคลื่อนข้อเสนอของภาคเอกชนและยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศนั้น ตั้งใจที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นกลไกหลัก ซึ่งถือว่าเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะมีการปรับปรุงบทบาทให้มีความทันสมัยและกระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำมาเป็นการทำงานร่วมกันโดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ทั้งนี้ วางแผนว่าจะมีการติดตามผลงานอย่างใกล้ชิดทุกเดือน และตั้งเป้าให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน" รองนายกฯ กล่าว

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมแกนนำพรรค ปชน. อาทิ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้า และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค สส.จากพรรค ปชน. ร่วมกันแถลงข่าวฝากข้อความถึงรัฐบาลให้เห็นด้วยในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ได้ยื่นเป็นญัตติด่วนแบบลายลักษณ์อักษรแล้ว จากคำตอบของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ที่ได้มีการตอบกระทู้ในสภาว่าขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองได้เดินหน้าที่จะทำงานและจะมีการส่งไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการต่างๆ ในการใช้จ่ายเงินให้เร็วที่สุด ประมาณ 1-2 สัปดาห์นี้

"รัฐบาลไม่มีเหตุผลความจำเป็นอื่น ถ้าหากไม่ได้ตั้งใจสอดไส้หรือปกปิดไม่ให้สภาตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส ก็ไม่น่าที่จะเข้ามาขวางในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ซึ่งในอดีต พ.ร.ก.ต่างๆ ที่เป็นเงินกู้ เช่น ช่วงโควิดก็ได้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้เช่นเดียวกัน" นายณัฐพงษ์กล่าว

ซักว่าหากไม่มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาจะทำอย่างไรต่อ หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า  เรื่องนี้เป็นการยื่นญัตติด่วนแบบลายลักษณ์อักษร ดังนั้นต้องรอให้มีการตรวจสอบและบรรจุเข้าระเบียบวาระในการประชุมสภา กรณีที่เป็นญัตติด่วนก็จะถูกนำมาพิจารณาก่อน ซึ่งคาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า แต่ถ้าทุกคนเห็นตรงกันการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาก็สามารถเสนอในที่ประชุมและลงมติตั้งได้โดยเร็วที่สุดด้วยซ้ำ

"เหตุผลที่ว่าต้องรอให้มีการใช้จ่ายเงินก่อนแล้วค่อยตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา มองว่าฟังไม่ขึ้น เพราะในกระบวนการปกติสภามีอำนาจในการพิจารณาตั้งแต่ส่งร่าง พ.ร.ก.มาพิจารณาด้วยซ้ำ ไม่ต้องรอให้มีการใช้จ่ายก่อน เพราะฉะนั้นก่อนและหลังการใช้จ่ายงบประมาณสภามีอำนาจในการตรวจสอบทั้งหมด และนายเอกนิติก็บอกเองว่าคณะกรรมการกลั่นกรองก็เตรียมที่จะทำงานแล้วควรที่จะให้สภาตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาช่วยตรวจสอบพร้อมๆ กันได้เลย" หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว

ด้าน นพ.วรงค์ เดชวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า การใช้จ่ายเงินก้อนที่สองคือในส่วนของการกู้เงิน 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานที่อ้างว่าจะมีการลดการใช้จ่ายฟอสซิลนั้น ตนฟังแล้วตกใจมาก เพราะหากดูจากแผนงานทั้ง 4 แผนงานแล้วพบว่ามีแผนงานที่จะติดตั้งโซลาร์รูฟให้หน่วยงานราชการ การเปลี่ยนรถอีวีให้หน่วยงานราชการ   การติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าให้หน่วยงานราชการ และการพัฒนาทักษะของประชาชน

"ใน 3 แผนงานแรกนั้น ผมขอถามว่าประชาชนได้ประโยชน์อะไร ทำไมจึงต้องเร่งรัดเปลี่ยนพลังงานภายใน 1 ปี เพราะดูแล้วมีความผิดปกติ  จึงทำให้สงสัยว่าท่านกำลังทำเพื่อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่ ซึ่งไม่แปลกที่ประชาชนจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้หาเงินทอนได้ง่าย ผมยังมองว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องมากกว่า และรัฐบาลกำลังถูกครอบงำโดยนายทุนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีแต่การมุ่งไปที่เรื่องของโซลาร์ ฉะนั้นจึงขอเรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยแผนงานรายละเอียดทั้งหมดให้สาธารณะได้รับทราบ" นพ.วรงค์ระบุ

เบรก พ.ร.ก.กู้เงินเข้าสภา

วันเดียวกัน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธาน แจ้งต่อที่ประชุมถึงกรณี ครม.มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และได้เสนอให้สภาพิจารณาให้การอนุมัติ ซึ่งก่อนที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ จะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุม นายณัฐพงษ์ได้นำ สส.เข้าชื่อจำนวน 135 คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส. เพื่อขอให้ประธานสภาฯ ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1 ดังนั้นจึงต้องรอการบรรจุ พ.ร.ก.ฉบับนี้เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173

นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีสภายังไม่พิจารณาให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า รัฐบาลยังคงสามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากมีผลบังคับใช้แล้ว ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 8 พ.ค.2569 และวันนี้ช่วงบ่ายคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ พ.ร.ก.ชุดนี้ได้มีการประชุมไปแล้ว ก็เดินหน้าต่อ ส่วนขั้นตอนในสภาผู้แทนราษฎรจะรอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคำร้องตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่า เรายืนยัน พ.ร.ก.กู้เงินเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะวันนี้มีความชัดเจนแล้วว่าเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตทั้งโลก ทุกคนยอมรับว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตพลังงาน กำลังจะลามไปถึงเรื่องปากท้องของประชาชน โดย พ.ร.ก.กู้เงินมีความจำเป็นในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ถามว่า มีการทักท้วงนอกจากการนำเงินมาเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาท ยังนำมาใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท ที่ยังไม่จำเป็นเร่งด่วน นายเอกนิติกล่าวว่า ขออย่ามองจำนวนเงินดังกล่าวแยกเป็น 2 ส่วน แต่ให้มองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งคู่ แต่เงินเยียวยาในการที่นำไปเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสองตัว คือช่วยประชาชนและช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่าน

ซักถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แนะลดหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีกว่าใช้เงินกู้  รองนายกฯ กล่าวว่า ในอดีตช่วงวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน รัฐบาลในขณะนั้นได้มีการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ทำให้สูญเสียรายได้ 1.8 แสนล้านบาท โดยการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทุก 1 บาทต่อลิตร ทำให้รายได้หาย 2 พันล้านบาทต่อเดือน และน้ำมันเบนซิน ทำให้รายได้หาย 800 ล้านบาทต่อเดือน รายได้ที่สูญเสียไปดังกล่าวแทบไม่ได้อะไรเลย และสุดท้ายก็ต้องมีการออกกฎหมายกู้เงินอีกอยู่ดี

ขณะที่ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน แถลงผลการที่ประชุมครั้งที่ 2 ว่า ที่ประชุมมีการพิจารณาเห็นชอบโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปจะมีการเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไป  ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบาย

"สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของโครงการคนละครึ่งพลัส ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน 60:40 นั้น อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ขณะที่โครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นความรับผิดชอบของสำนักปลัดกระทรวงการคลัง  ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้รวมเป็นโครงการไทยช่วยไทยพลัส"  ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภท.รีเซตเกมแก้รธน. ปชน.ต้องจำบทเรียน

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เกมแก้รัฐธรรมนูญต้องกลับไป “นับหนึ่งใหม่” อย่างเป็นทางการ หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)