ลุงโยชน์กลับถิ่น ‘กลาโหม’รีบปัด ขอแลกเปิดด่าน

"ลุงโยชน์" ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา เจ้าตัวเผยถูกขังในคุกเขมรใช้ชีวิตลำบาก ด้าน รมว.กลาโหมปฏิเสธปล่อยตัวแลกเปิดด่าน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน 

วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ณ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ พลจัตวา นิด นารง รองเสนาธิการภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ในฐานะประธานกองเลขาฯ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee : RBC) ด้านภูมิภาคทหารที่ 4 ได้ส่งมอบตัวนายโยชน์ สายน้อย อายุ 58 ปี ชาวไทยจากตำบลกันตวจระมวล อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ให้กับ พล.ต.กัมปนาท วาพันสุ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 2 ในฐานะประธานกองเลขาฯ คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee :  RBC) ด้านกองทัพภาคที่ 2

การส่งตัวกลับครั้งนี้เกิดจากกลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับภูมิภาคทหารที่ 4 โดยหลังจากนายโยชน์เดินทางเข้าไปหาของป่าบริเวณแนวชายแดนของจังหวัดสุรินทร์ และหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน   ครอบครัวและส่วนราชการ ทั้งพลเรือน ตำรวจ  ทหาร ในพื้นที่ได้ร่วมกันค้นหา

จนกระทั่งมีเหตุผลที่เชื่อได้ว่าอาจพลัดหลงอยู่ตามแนวชายแดน กองทัพภาคที่ 2 จึงได้ใช้กลไกความร่วมมือระดับพื้นที่ ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 กับภูมิภาคทหารที่ 4 ตรวจสอบจนได้ข้อมูลว่า นายโยชน์ได้ถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาดำเนินคดีในความผิดฐานข้ามแดนโดยผิดกฎหมาย ณ ศาลชั้นต้นจังหวัดอุดรมีชัย ภายหลังทราบข้อมูลกองทัพภาคที่ 2 ได้มีหนังสือแจ้งให้ภูมิภาคทหารที่ 4 ราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ดำเนินการช่วยเหลือตามลำดับ จนได้รับอนุมัติให้ดำเนินการส่งตัวกลับในวันที่ 15 พ.ค.    บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์  จังหวัดศรีสะเกษ

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นผลสัมฤทธิ์สำคัญของกลไกความร่วมมือชายแดนในระดับพื้นที่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่น ลดความตึงเครียด และรักษาบรรยากาศแห่งความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนและหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามถ้อยแถลงของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือ และการลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ขอบคุณหน่วยที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันประสานงานอย่างเต็มขีดความสามารถ จนทำให้เกิดการส่งตัวประชาชนไทยกลับประเทศได้สำเร็จด้วยความเรียบร้อย

ทั้งนี้ จากการตรวจสุขภาพเบื้องต้นพบว่า  นายโยชน์มีสภาพร่างกายปกติ และภายหลังการรับมอบตัว กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการนำส่งนายโยชน์ สายน้อย กลับสู่ครอบครัวอย่างปลอดภัย พร้อมทั้งจะประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อดูแลด้านสวัสดิภาพ สุขภาพ และสร้างความมั่นใจให้แก่ครอบครัวและประชาชนต่อไป  กองทัพภาคที่ 2 ยังคงยึดมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ด้านมนุษยธรรม การคุ้มครองประชาชน และการเสริมสร้างความร่วมมืออันดีตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ นายโยชน์เปิดเผยความรู้สึกทั้งน้ำตาเป็นครั้งแรก หลังได้รับการช่วยเหลือและเดินทางกลับประเทศไทย โดยระบุว่า ได้กลับมาพบครอบครัวอีกครั้งอย่างปลอดภัย หลังต้องเผชิญเหตุการณ์ถูกควบคุมตัวในประเทศกัมพูชา

นายโยชน์เล่าว่า ระหว่างเหตุการณ์ดังกล่าว ตนถูกเจ้าหน้าที่ทหารกัมพูชาควบคุมตัวและปิดตาด้วยผ้า ก่อนนำไปยังสถานที่ควบคุมตัว ซึ่งต่อมาถูกนำตัวเข้าคุกในพื้นที่ประเทศกัมพูชา ส่งผลให้ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในช่วงเวลาที่ถูกควบคุมตัว

อย่างไรก็ตาม นายโยชน์แสดงความขอบคุณต่อเจ้าหน้าที่ทหารไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ จนทำให้สามารถได้รับการปล่อยตัวและเดินทางกลับประเทศไทยได้ในที่สุด

"ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือ คงต้องติดคุกอยู่ที่กัมพูชาอีกหลายปี" นายโยชน์กล่าว พร้อมสะท้อนความรู้สึกโล่งใจและดีใจที่ได้กลับสู่อ้อมกอดครอบครัวอีกครั้ง

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ในความสนใจของสังคม ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการช่วยเหลืออย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ  รมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ได้รับรายงานตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะมีการปล่อยตัว ก็ดี ก็ขอให้จริง เป็นไปตามนั้น

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ถือเป็นความร่วมมือของรัฐบาลและกองทัพ และหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการประสานงานทันทีเมื่อรู้ว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น  วันนี้จึงเป็นที่มาของการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นในการลดความขัดแย้ง เพิ่มความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน แต่ความเป็นทหารของเราไม่ได้ลดหย่อนลงไป เรายังคงความพร้อมในการปกป้องอธิปไตย

อย่างที่นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับฝ่ายกัมพูชา ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ  เราก็จะใช้กลไกทวิภาคีในการประชุม ตั้งแต่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC, คณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค หรือ RBC ตามลำดับ ซึ่งอยากให้เชื่อมั่นในกองทัพว่ามีความพร้อม พร้อมขอให้ประชาชนรับฟังข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐ

"ยืนยันว่า จะไม่มีการเปิดด่านแน่นอน และการส่งตัวในวันนี้ ไม่มีการแลกเปลี่ยนเงื่อนไขใดๆ  และไม่ได้เป็นเงื่อนไขในการจะเปิดด่าน ซึ่งทุกอย่างยึดตามถ้อยแถลงร่วม หรือ Joint Statement ซึ่งการประสานงานมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการ ยืนยันว่าไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งระดับกองทัพและระดับรัฐบาล" รมว.กลาโหมกล่าว

วันเดียวกันนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายฮุน มาเนต รัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศว่าจะไม่หารือทวิภาคีกับไทยหลังจากไทยยกเลิกเอ็มโอยู 44 ว่า  ตอนนี้เราอยากเจรจาในกรอบของ UNCLOS  หรืออนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลของอาเซียน ซึ่งการเจรจาภายใต้ UNCLOS จะมีการเจรจาสองฝ่าย และกลไกการประนีประนอมโดยสมัครใจหรือโดยบังคับ สำหรับประเทศไทยอยากมีการพูดคุยกันก่อน ในเรื่องของกรอบ UNCLOS ซึ่งไม่ใช่ทวิภาคีตามเอ็มโอยู 44 โดยประเด็นที่ต้องคุยกันคือจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร พร้อมดูว่าการเจรจาจะไปได้ไกลแค่ไหน ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ไม่สามารถไปข้างหน้าได้ ก็ต้องไปดูว่ามีกลไกอื่นภายใต้ UNCLOS อีกหรือไม่

อย่างไรก็ตาม การประนีประนอมจะเป็นการบังคับหรือสมัครใจ ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็นแนวทางที่ทั้งสองประเทศจะใช้ในการแก้ไขปัญหา ดังนั้นที่เป็นข่าวนั้นเราไม่ได้มีความขัดแย้งอะไร ส่วนกรณีที่ผู้นำกัมพูชาแสดงเป้าหมายที่อยากจะใช้ UNCLOS เหมือนกับไทยถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่นั้น นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ทางกัมพูชาอาจอยากใช้กลไกประนีประนอมภาคบังคับ เราก็บอกว่าก่อนจะไปถึงตรงนั้นมาพูดคุยกันก่อน แต่ไม่ใช่การเจรจาทวิภาคี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'บิ๊กดุลย์' การันตี! ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน แลกส่งตัว 'ลุงโยชน์'

'รมว.กลาโหม' การันตี 'รัฐบาล-กองทัพ' ไร้เงื่อนไขแลกเปลี่ยนเปิดด่าน แลกส่งตัว 'ลุงโยชน์' กลับไทย ชี้เป็นความร่วมมือที่ดี ยกเครดิต 'มทภ. 2' ประสานงาน เชื่อหากบรรยากาศดี การเจรจาทวิภาคีทุกระดับคืบหน้า