"รองโฆษก รบ." โต้ “รักชนก” อย่าตีความคำพูดนายกฯ เป็นฟ้องปิดปาก ยันรัฐบาลไม่เคยให้ท้ายคนผิด แต่ทุกฝ่ายมีสิทธิ์ปกป้ององค์กรหากถูกกล่าวหาโดยไร้หลักฐาน "ปชน." ชงตั้ง ป.ป.ช.ภาคประชาชนแก้วิกฤตคอร์รัปชัน หวั่นไทยส่อพลาดสมาชิก OECD ซัด "อนุทิน-สุชาติ" ปรปักษ์ปราบโกง "สมชาย" แนะเร่งผุดบอร์ดต้านทุจริตแห่งชาติ แทนฟ้องร้องและแก้ตัว
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เผยแพร่คลิปวิจารณ์กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความเห็นเกี่ยวกับสิทธิของหน่วยงานรัฐในการดำเนินคดี หากได้รับความเสียหายจากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง โดยระบุอาจเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก หรือ SLAPP ว่า รัฐบาลรับฟังทุกข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพในการตรวจสอบภาครัฐ แต่ในบางประเด็นอาจมีการตีความคลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่เคยสนับสนุนให้มีการใช้กฎหมายเพื่อกลั่นแกล้งผู้เปิดโปงข้อมูลหรือปิดกั้นการตรวจสอบ แต่ได้อธิบายหลักการพื้นฐานว่า หากมีการกล่าวหาหรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงจนสร้างความเสียหายต่อหน่วยงานหรือบุคคล ย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียง ซึ่งเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการฟ้องปิดปากโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เจตนา และพยานหลักฐานในแต่ละกรณี นายกฯ ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลหรือดัชนีบางประเภทที่จัดทำโดยองค์กรภายนอก เป็นการสะท้อนความรู้สึกจากแบบสอบถาม ซึ่งมีประโยชน์ในเชิงการสะท้อนความคิดเห็นของสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นข้อเท็จจริงทางกฎหมาย หรือเป็นหลักฐานที่สามารถชี้ชัดว่าหน่วยงานใดกระทำผิดได้ทันที ดังนั้นไปสรุปว่าหน่วยงานใดทุจริตโดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความเชื่อมั่น และการทำงานขององค์กรได้เช่นกัน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าได้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายและพยานหลักฐาน ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสหรือความรู้สึก อาทิ การขยายผลจับกุมและปลดนายอำเภอในจังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงการจัดระเบียบและดำเนินคดีกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น จังหวัดภูเก็ต เกาะสมุย และเกาะพะงัน
“รัฐบาลไม่เคยให้ท้ายคนผิด และเมื่อมีหลักฐานชัดเจนก็ได้ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา สิ่งสำคัญคือการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบ กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วน” น.ส.ลลิดากล่าว และว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะและการตรวจสอบจากทุกภาคส่วน แต่การสื่อสารต่อสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อมูลข้อเท็จจริงและหลักฐานที่รอบด้าน เพื่อสร้างบรรยากาศการตรวจสอบที่สร้างสรรค์ และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศบนพื้นฐานของความเป็นธรรมและหลักนิติธรรม
ขณะที่ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของคณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พบว่าประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาคอร์รัปชันที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจนอาจเข้าขั้นวิกฤตได้ ความกล้าหาญของ กกร.ในการเปิดโปงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันต้องได้รับการยกย่องและสานต่อด้วยหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง รัฐบาลต้องกำหนดให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงานและการดำเนินอย่างจริงจัง สามารถวัดผลเป็นรูปธรรม รัฐบาลจึงควรส่งเสริมภาคธุรกิจ สนับสนุน กกร. และภาคประชาชน ให้จัดตั้งคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันภาคประชาชนและภาคธุรกิจเพื่อร่วมแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
นายอนุสรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยส่อพลาดสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จากปัญหาวิกฤตคอร์รัปชัน นอกจากนี้รัฐบาลยังไม่ผลักดันและยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทำให้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมและแรงงานไม่ถึงเกณฑ์ OECD อย่างเช่น พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับ "มีเวลาพักผ่อน" รวมทั้ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน "ฉบับมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ซึ่งเป็นกฎหมายแรงงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน OECD ในการยกระดับการคุ้มครองแรงงานสู่มาตรฐานสากล
นอกจากนี้ เป็นเรื่องที่น่าเสียดายและน่าเสียใจ ที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างกฎหมายการรายงานและเปิดเผยการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (PRTR) ที่ผ่านการรับหลักการโดยรัฐสภาชุดที่แล้ว จะเป็นก้าวสำคัญด้านความโปร่งใสสิ่งแวดล้อม ซึ่งกฎหมาย PRTR และระบบดูแลเรื่องมลพิษเป็นเงื่อนไขการรับเข้าเป็นกลุ่มประเทศ OECD ด้วย หากไม่ทำตามมาตรฐานเหล่านี้ เป้าหมายของไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD อาจจะไปไม่ถึง
นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กว่า น่าผิดหวังอย่างมากที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยอมรับว่าเป็นคนสั่งการให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษออกมาตอบโต้ด้วยท่าทีเช่นนั้น พร้อมกับขู่ว่าจะฟ้องร้องหรือใช้กระบวนการทางศาลต่อ กกร. และที่น่าผิดหวังกว่านั้น นายกฯ ให้สัมภาษณ์ว่า “หากกล้าบอกว่าใครทำผิด ก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่เป็นปรปักษ์ต่อการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันอย่างมาก
"แนวคิดของนายสุชาติเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างร้ายแรง และขอให้นายสุชาติกลับไปทบทวนและพิจารณาตัวเองเสียใหม่ และต้องฝากถึงนายกฯ หากมีความจริงใจที่จะแก้ไขการทุจริตคอร์รัปชันจริง ควรเร่งตราพระราชกฤษฎีกา ตามมาตรา 130 ของ พ.ร.ป. ป.ป.ช. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 42 มาตรา 103 และมาตรา 158 แต่ด้วยการใช้ดุลพินิจตามอำนาจหน้าที่ของตนนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการเรียกรับผลประโยชน์ มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ต่อหัวหน้าส่วนราชการที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่ และขอให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม และ พ.ร.บ.การติดตามทรัพย์สินของรัฐคืนจากการเอาไปโดยทุจริต" นายวิโรจน์ระบุ
ด้านนายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอชื่นชมในความกล้าหาญยิ่งของภาคเอกชน แต่ฟังคำให้สัมภาษณ์ของนายกฯ ตนมีความกังวลใจว่าประเทศชาติต้องการการแก้ไขโดยด่วนมากกว่าการฟ้องร้องทะเลาะกัน หรือคำแก้ตัว จึงมีข้อเสนอต่อนายกฯ ดังนี้ แสดงเจตจำนงที่ชัดเจนต่อการขจัดการคอร์รัปชัน เร่งปฏิรูปกฎหมายเพื่อปกป้องคนทำดีและเปิดเผยข้อมูลคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เร่งรัดการใช้เทคโนโลยีเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ปรับเป็นรัฐบาลดิจิทัล 100% เพื่อปิดช่องโหว่การเรียกรับเงินสินบน
เร่งรัดกระบวนการในสภาแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ขณะนี้กำลังมีการรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD รวมทั้่งต้องยอมรับและปฏิบัติตามอนุสัญญาต้านสินบนระดับสากล ซึ่งเป็นเกณฑ์ภาคบังคับ ออกกฎหมายลงโทษผู้ให้สินบนครอบคลุมการเอาผิดบริษัทไทยที่ให้หรือรับสินบนที่เชื่อมโยงเจ้าหน้าที่รัฐในไทยและในต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ จัดตั้งบอร์ดต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยนายกฯ เป็นประธานด้วยตัวเอง เพื่อแสดงพลังขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างเด็ดขาด และมีทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ที่ช่วยกันดำเนินการจริงจังและต่อเนื่อง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชัชชาติลั่นชิงผู้ว่าฯสมัยสอง
“ชัชชาติ” ประกาศลาออกผู้ว่าฯ กทม. 18 พ.ค. ก่อนบินไปร่วมงานปริญญาลูกชาย
นักวิชาการหนุน รัฐบาลถกเจ้าสัว สอดรับโลกป่วน!
“รัชดา” ย้ำ “อนุทิน” สั่งนำผลรับฟังเจ้าสัวเข้า ครม. หวังเคาะผลให้เป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือน
ปริญญาผลักดัน ใช้‘รธน.’ปี2540 ต้นร่างฉบับใหม่
“ศุภมาส” วางพวงมาลารำลึกเหตุการณ์พฤษภาประชาธรรม ยันรัฐบาลฟังความเห็นต่าง
หนูสั่งเยียวยาสูงสุด จี้‘รฟท.-ขสมก.’เร่งสอบข้อเท็จจริง/เล็งลดจุดตัดทางรถไฟ
นายกฯ รุดดูจุดเกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ แสดงความเสียใจครอบครัวเหยื่อ
ปชป.เปิดตัว ‘อนุชา’ เลือกตั้งไทม์ไลน์เดิม
ผอ.กกต.กทม.เผยหาก “ชัชชาติ” ลาออก ต้องเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ภายใน 60 วัน ยันจัดตามไทม์ไลน์เดิม 28 มิ.ย.69 ย้ำบัตรเลือกตั้งไม่มี QR Code
เผยเบื้องหลัง นายกฯสั่งการ ช่วย ‘ลุงโยชน์’
“อนุทิน” ยอมรับเป็นนิมิตหมายดีที่กัมพูชาส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทย โดยไม่ใช้เป็นเงื่อนไขต่อรอง ย้ำไม่หมายความว่าทำแบบนี้แล้วไทยจะยอมทุกอย่าง ชี้ “UNCLOS”

