ฉลุย! สภามีมติ 288 ต่อ 119 รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบฯ 70 วาระแรก ตั้ง กมธ.วิสามัญ 72 คน หลังถกเดือดวันสุดท้าย แตะ "ฮั้ว สว.-TH‑AI Passport” เด็ก ภท.ประท้วงทันที “ภราดร” โต้ "ปชป.” ตั้งงบไม่ไร้อนาคต “อภิสิทธิ์” ย้ำเงินกู้ 4 แสนล้านชัดไร้อนาคต “พิพัฒน์” ลั่นไม่รับส่วย ให้เวลาพิสูจน์ความโปร่งใส “ชวน” ชี้สภาศักดิ์สิทธิ์ ใครทำอะไรไม่ถูกต้องขอให้มีอันเป็นไป “กรวีร์” บอก พ.ร.บ.งบฯ แบบปรุงจืดแต่โปร่งใส “เท้ง” ซัดไม่ตอบโจทย์วิกฤต “เอกนิติ” รับข้อเสนอแนะให้ กมธ.พิจารณา
ที่รัฐสภา วันพุธที่ 1 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.30 น. มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันที่ 3 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง เป็นประธานการประชุม โดย น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคปชน. อภิปรายถึงงบประมาณขององค์กรอิสระ ได้แก่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า งบประมาณขององค์กรอิสระ 3 หน่วยงานนี้ มีรวมกันกว่า 10,195 ล้านบาท
ช่วงหนึ่ง น.ส.พนิดาได้โชว์ภาพกระดาษโพยฮั้วการเลือกตั้ง สว. พร้อมชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติ ทำให้นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ พรรค ภท. ลุกขึ้นประท้วงว่า อภิปรายไม่อยู่ในประเด็นของญัตตินี้ เรื่องการฮั้ว สว. กระบวนการตามกฎหมายก็ดำเนินการอยู่ ต่อมา น.ส.พนิดายังอภิปรายถึงงบประมาณของ ป.ป.ช.ว่า ป.ป.ช.ถูกครหาว่าปกป้องการทุจริต ยกกรณีการไม่ชี้แจงทรัพย์สินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งจากคดีซุกหุ้น ทำให้นายสนองลุกขึ้นประท้วงนอกประเด็นและเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก
เวลา 10.48 น. น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. อภิปรายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นว่า ปีนี้ท้องถิ่นยังคงได้ส่วนแบ่งยังอยู่เท่าเดิม คือ 29.35% ยังห่างเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ที่ 35% จึงอยากฝากไปที่รัฐบาลว่าต้องดันรายได้ท้องถิ่นให้มากกว่านี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ท้องถิ่นเป็นผู้ตรวจสอบเอง แต่ตอนนี้ส่วนกลางดึงกลับมาเป็นคนจัดการเอง จุดเปลี่ยนเรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยอ้างว่าหากท้องถิ่นจัดเองก็จะมีระบบอุปถัมภ์ เรียกรับผลประโยชน์ ส่วนกลางดึงกลับมาเพื่อปิดช่องของการโกง ความเชื่อแบบนี้เป็นวิธีคิดที่เริ่มต้นง่ายๆ จากความเชื่อที่ว่ารัฐส่วนกลางเป็นคนดีและไม่โกง แต่ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่จัดโดยส่วนกลาง
“หากจะแก้ได้ต้องแก้จากจุดเริ่มต้นคือกำจัดมรดก คสช. ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหากำลังพลในท้องถิ่นที่ขาดแคลน ปิดระบบอุปถัมภ์ของส่วนกลาง ปิดช่องทางการหาเงินจากคนตัวเล็กตัวน้อย ที่ไขว่คว้าซื้อความมั่นคง หางานให้ตนเอง และแก้ปัญหาคุณภาพของราชการ รวมถึงแก้ปัญหาการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใสสุจริต ซึ่งเราเริ่มต้นด้วยการกระจายอำนาจ และทำลายมายาคติว่าส่วนกลางไม่โกง” น.ส.ภคมนกล่าว
เวลา 11.17 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ในการปราบปรามทุจริ ตอนหนึ่งระบุว่า มีข้อสงสัยและรัฐบาลต้องชี้แจงเพื่อให้หายข้อสงสัย จำได้ว่าโครงการ TH‑AI Passport ยังเป็นประเด็นที่สังคมและตนสงสัย เมื่อสองวันที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลอภิปรายโครงการนี้พูดชัดเจนว่า เชื่อว่าโครงการนี้ไม่มีการทุจริต ไม่มีการล็อกสเปก และได้มีการปรึกษาหารือกับนักโฆษณา เขาพูดชัดเจนว่าการโฆษณาผ่านจอร้านสะดวกซื้อใครๆ ก็ทำได้ และเดี๋ยวนี้มีการจ่ายเป็นรายเดือน 1 ล้านคน ประมาณ 25 ล้านบาท ไม่ใช่ 1.6 พันล้านบาทอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ตนขอเสนอมุมเห็นต่าง ซึ่งเป็นข้อสงสัยของตน และถ้ารัฐบาลคิดว่าตนเข้าใจไม่ถูกต้อง ยินดีรับฟัง เพราะคิดว่าเราช่วยกันที่จะทำให้ประเทศเราปลอดคอร์รัปชัน
สภาวุ่น 'สส.ภท.’ ประท้วงถี่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ นพ.วรงค์อภิปรายเรื่อง TH‑AI Passport ก็ถูก สส.พรรคภูมิใจไทย ประท้วงว่าสิ่งที่ นพ.วรงค์อภิปราย ไม่เกี่ยวข้องกับงบ70 เพราะ TH‑AI Passport เป็นเงินกองทุน จึงเป็นการอภิปรายผิดวาระ เพราะยังมีวาระอื่นๆ ที่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกันตั้งกระทู้ถามหรือหารือ
อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม วินิจฉัยแม้ TH‑AI Passport เงินกองทุน ก็เป็นการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล หลายคนก็พูดประเด็นนี้มาแล้ว ที่ประชุมก็อนุญาตให้อภิปราย ฉะนั้นขอให้ฟังไปก่อน จากนั้น นพ.วรงค์ อภิปรายต่อเกี่ยวกับโครงการ TH‑AI Passport พร้อมเปิดชื่อ ป.ผู้บริหารบริษัท ที่เป็นหุ้นส่วนสำคัญของบริษัทที่ไปประมูล TH‑AI Passport และยังมีนาย พ. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของบริษัทไปเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญอีกคน และไปประมูลโครงการ TH‑AI Passport ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเอื้อประโยชน์กันหรือไม่ และมีการล็อกสเปกหรือไม่ ทำให้ สส.พรรค ภท.ประท้วงอีกว่าอภิปรายนอกประเด็น รวมทั้งมีการประท้วงต่อเนื่องเป็นระยะเมื่อพูดถึงโครงการ TH‑AI Passport ในมุมต่างๆ
เวลา 14.25 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อภิปรายว่า ต้องยอมรับว่าเป็นปีแรกที่ต้องถือเป็นประวัติศาสตร์ของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี เพราะมีรัฐมนตรีซึ่งมีบทบาทสำคัญในรัฐบาล และทำหน้าที่ในการกำกับดูแลจัดสรรงบฯ ได้ลุกขึ้นมายอมรับกับสภาว่า โครงสร้างงบประมาณแบบนี้อีก 2-3 ปีประเทศเราไปไม่ได้แน่ๆ และยังยอมรับด้วยว่าโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้เลย เพราะในการพิจารณางบตลอดหลายปีเราจะไม่เคยได้ยินแกนนำสำคัญในรัฐบาลยอมรับกับสภาเช่นนี้
“ที่เป็นเช่นนี้เพราะฝ่ายค้านหลายคน ได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายและโครงสร้างงบชุดนี้ว่าเป็นงบประมาณที่เรียกว่าหาเช้ากินค่ำ หรือไร้อนาคต คือประเทศนี้หารายได้มาได้เท่าไหร่ใน 1 ปี กลายเป็นจ่ายให้งบประจำทั้งหมด ไม่มีเงินพอที่จะไปลงทุนจนต้องไปกู้หนี้ยืมสิน กลายเป็นดอกเบี้ย เป็นภาระของงบประมาณในการที่จะพัฒนาประเทศ จนบัดนี้หนี้หรือที่กู้ไปแล้วใกล้เต็มเพดานแล้ว” นายสาทิตย์กล่าว
สส.พรรรค ปชป.รายนี้ระบุว่า พรรคประชาธิปัตย์พร้อมถ้าจะมีการพูดคุย ขอคิดความเห็น ความรู้ เพราะเป็นเรื่องของประเทศ และเราเห็นว่าถ้าไม่ร่วมมือกันทำแบบนี้ และยังเดินหน้ากันต่อไปแบบนี้ จบงบประมาณนี้ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนเดิม ประเทศนี้ไร้อนาคตแน่นอน
ต่อมาเวลา 14.42 น. นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีระบุงบประมาณที่ไร้อนาคตว่า ไม่เห็นด้วยที่ตั้งให้ว่างบประมาณที่ไร้อนาคต ถ้าไม่ทำงบประมาณแบบปี 70 จะทำให้การจัดทำงบปี 71 และ 72 ไร้อนาคตแน่นอน ยอมรับว่ามันไม่สมบูรณ์แบบ ด้วยข้อจำกัดของตัวเลขที่ผูกพันมาหลายปี เป็นความเจ็บปวดของประเทศนี้ที่ผูกพันและหมักหมมกันมาหลายรัฐบาล น่าแปลกใจว่าไม่มีใครที่จะกล้าลุกขึ้นมาแก้ไข หรือลุกขึ้นมาปฏิรูปวิธีการจัดทำงบประมาณเลย
นายภราดรกล่าวว่า เราตระหนักรู้และวางแผนเพื่อลดการขาดดุล รัฐบาลนี้ไม่พยายามทำตามน้ำเหมือนอย่างที่เคยทำมา ถ้าทำก็ทำได้ ยังมีเพดานให้กู้ได้ แต่ไม่ทำ เพื่อจะรักษาวินัยการเงินการคลังให้มั่นคงมากขึ้น ส่วนการตัดลดโครงการที่ไม่มีความจำเป็นก็มีนโยบายชัดเจนจากนายกฯ ว่าพยายามรัดเข็มขัด โครงการไหนที่มีความซ้ำซ้อนกัน อย่างในเรื่องงบกลุ่มจังหวัดก็พยายามตัด ลดทอนกันลงมา
“ในส่วนสวัสดิการภาครัฐ จริงๆ คุยนอกรอบกับอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เรื่องนี้ถ้าทำตั้งแต่ท่านเป็นนายกฯ นายกรณ์ จาติกวณิช เป็น รมว.คลัง 15 ปีที่แล้ว ไซซ์ของเงินงบประมาณที่จะต้องจ่ายมันก็ไม่เติบโตมาจนถึงขนาดนี้ เราเห็นปัญหานี้ร่วมกันมาหลายปีหลายรัฐบาลแล้ว แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าลงมือทำ รัฐบาลจะเริ่มต้นให้ดู” นายภราดรกล่าว
พิพัฒน์ลั่นไม่มีรับส่วย
นายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ใช้สิทธิ์พาดพิง โดยตั้งคำถามกับทาง ครม.เรื่องงบจังหวัดที่ปรับลดไป 2 หมื่นล้านบาท ว่า คำตอบยังไม่กระจ่าง ตนมีความสงสัยว่า งบจังหวัดที่ตัดแล้วควรไปอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในงบปี 70 ท้องถิ่นแค่ 8.8 แสนล้าน คิดเป็น 29.3% ซึ่งเราควรจะอุดหนุนท้องถิ่น 9 แสนกว่าล้านบาท ที่บอกจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ทำไมไม่ตัดงบตรงนี้แล้วกระจายให้ท้องถิ่น
“ที่นายภราดรบอกทำไมตอนหัวหน้าพรรค ปชป.เป็นนายกฯ ทำไมไม่ทำเรื่องสวัสดิการผู้สูงอายุ ขอชี้แจงว่า สมัยพรรค ปชป.เป็นรัฐบาล เรามีงบแค่ 1 ล้านล้านกว่าบาท เราเป็นผู้ริเริ่มเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ย อสม. พ.ร.บ.กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ เราบอกควรกระจายอำนาจ แต่กลับอยู่กับที่” นายชัยชนะกล่าว
นายภราดรลุกขึ้นชี้แจงอีกครั้งว่า สวัสดิการที่บอกไม่ทำตั้งแต่สมัยนายอภิสิทธิ์ ไม่ได้หมายถึงผู้สูงอายุ และ อสม. ตนพูดชัดว่า หมายถึงสวัสดิการภาครัฐ ข้าราชการ ถ้าเริ่มวันนั้น ภาระจะไม่มาถึงวันนี้ ส่วนงบจังหวัด ซึ่งตัดลดลงไปตามข้อสังเกตของ กมธ.ที่บอกว่า ภารกิจใดที่เป็นภารกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยประจำของเขา เช่น ถนน มีกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทที่รับผิดชอบ ไม่เห็นมีใครเดือดร้อน มีแต่ผู้รับเหมาที่เดือดร้อนที่ไปวิ่งงานกับทางจังหวัด นายชัยชนะใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ที่ท่านบอกว่า ตัดงบจังหวัดมีแต่ผู้รับเหมาเดือดร้อน ตนก็ไม่ทราบว่า ผู้รับเหมาเป็นใคร เท่าที่ทราบ นั่งในสภาแห่งนี้ ท่านรู้ว่าผู้รับเหมาอยู่ทางไหน แต่ไม่ใช่ซีกฝ่ายค้าน และเรื่องการกระจายอำนาจ อย่าเป็นวาทกรรม หลอกใช้แค่ตอนหาเสียงเลือกตั้ง
ต่อมาเวลา 15.25 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ปชป. ใช้สิทธิ์พาดพิงว่า คำว่าไร้อนาคต เป็นเพราะที่ท่านพยายามบอกลดการขาดดุล ถ้าเราพูดกันจริงๆ การขาดดุลวันนี้ไม่ใช่เฉพาะที่อยู่ในงบประมาณ แต่ต้องไปบวกอีก 4 แสนล้านบาท ถ้าศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตท่าน บวกกับการเสียโอกาสของการไม่โอนงบประมาณมากกว่า 1 หมื่นกว่าล้านบาท ที่จะพิจารณาในวันที่ 2 ก.ค. และการขาดดุล 4 แสนล้านบาท ที่เพิ่มขึ้นมา ไม่ได้มีเรื่องอนาคต เพราะ 2 แสนล้านบาทแรก เป็นเรื่องของการเยียวยา นำมาแจก ส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง ไม่ได้เป็นการลงทุนจริงๆ ในเรื่องการสร้างศักยภาพเทคโนโลยีของประเทศไทย นั่นคือความหมายของตนว่าทำไมมันจึงไร้อนาคต
เวลา 16.15 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ชี้แจงว่ากระทรวงคมนาคมได้รับงบประมาณ 2.1 แสนล้านบาท แม้ว่าในปีนี้จะถูกปรับลดงบประมาณ 8.8% ทางกระทรวงคมนาคมจะใช้งบประมาณที่ได้รับอย่างคุ้มค่าที่สุด
นอกจากนี้นายพิพัฒน์ยังชี้แจงเรื่องปี 2570 ว่ามีการเร่งรัดให้เปิดใช้มอเตอร์เวย์ M 6 บางปะอิน-นครราชสีมา ภายในสิ้นปีนี้จะมีการเปิดใช้ทั้งขาเข้าและขาออกได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรื่องอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง ที่ จ.ภูเก็ต จะมีการจัดซื้อจัดจ้างในปี 70 ส่วนสายกะทู้-สนามบินภูเก็ต อีก 36 กม. เรื่องแผนป้องกันอุทกภัย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เรื่องรถไฟทางคู่ไปทางภาคอีสานถึง จ.ขอนแก่น ซึ่งกำลังก่อสร้างต่อไปจนถึง จ.หนองคาย
“ในทุกมิติที่กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ เราจะพยายามทำให้ได้ดีที่สุด และอะไรที่เป็นโครงการที่มีการเริ่มดำเนินการมาแล้ว ตัวของผมและกระทรวงคมนาคมก็ต้องพยายามสานต่อให้จบ และขยายจากที่ท่านได้ศึกษาเอาไว้ นี่คือสิ่งต่างๆ ที่ผมพยายามทำให้ได้ดีที่สุด แต่ผมไม่เชื่อว่าใครบอกว่าคุณเข้ามานั่งเป็นเจ้ากระทรวงแล้วไม่มีความผิดพลาดเลย ความผิดพลาดผมถือว่าเป็นบทเรียน กระทรวงคมนาคมโดยยุคของผมเราจะไม่รับส่วย อันนี้ผมยืนยัน ตลอดระยะเวลา 2 รอบที่ผมเข้ามาอยู่ในกระทรวงคมนาคม ก็ต้องบอกกับนายสุรเชษฐ์ตามตรงว่า ในส่วนนั้นผมยังไม่เห็น และคิดว่าไม่อยากจะเห็น การบริหารราชการทำอย่างไรให้มีความโปร่งใสให้ได้มากที่สุด” นายพิพัฒน์กล่าว
รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กล่าวว่า จากที่ได้อยู่มาใน 3 กระทรวง มั่นใจว่ายังไม่เคยมีกรณีเรื่องของการคอร์รัปชัน และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตนยังไม่เคยได้รับข้อร้องเรียน กระทรวงคมนาคมถือว่าเป็นกระทรวงใหญ่และมีงบประมาณในการลงทุนแทบจะสูงสุด ตนต้องทำการพิสูจน์ให้กับเพื่อนสมาชิกได้ทราบว่าการที่เข้ามาอยู่ในกระทรวงใหญ่ จุดยืนของตนในกระทรวงเดิมๆ ยังสามารถเก็บไว้ได้ขนาดไหน ไม่ขออธิบายและไม่ขอที่จะพูด อยากให้เพื่อนสมาชิกได้ทำการตรวจสอบตนต่อไป
รบ.ตั้ง พ.ร.บ.งบแบบปรุงจืด
เวลา 18.10 น. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ชี้แจงตอนหนึ่งถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีการล็อกสเปกว่า ได้ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างอย่างละเอียด และได้รับรายงานว่าถูกต้องตามกระบวนการของกฎหมายทุกประการ นอกจากนั้นได้เจรจากับคู่สัญญาแล้ว ได้ผลลัพธ์ที่ภาครัฐและประชาชนได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นมหาศาล ที่สำคัญได้ทดลองใช้แล้วพบว่าได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูงกว่าทีโออาร์มหาศาล ดังนั้นเป็นการใช้งบกองทุนคุ้มค่าแน่นอน สำหรับประชาชนที่ตั้งตารอจะเป็น 1 ใน 5 ล้านสิทธิ มีโอกาสใช้เอไอ 31 โมเดลฟรี 1 ปี จะรออีกไม่นาน
“งบประมาณกระทรวงดีอีที่เพิ่มขึ้น 31.8% ได้เพิ่มในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เพื่อการจัดซื้อจัดจ้างระบบคลาวด์ และกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ทำระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ” นายไชยชนกกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตอนท้าย นพ.วรงค์ใช้สิทธิซักถามเพิ่มเติมว่า “รู้สึกหรือไม่ว่าโครงการล็อกสเปก” แต่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ที่ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมไม่อนุญาต โดยอ้างว่าจะเสียเวลาฝ่ายค้าน ก่อนตัดบทให้รัฐมนตรีชี้แจงต่อไป
เวลา 18.30 น. นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป. อภิปราย 2 ประเด็นสำคัญคือ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจค่าเงิน และสภาพสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนไปมากแล้ว จึงอยากเสนอและขอให้ กมธ.ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ นำกลับไปทบทวน เพื่อให้ปรับเบี้ยผู้สูงอายุเริ่มต้นที่ 1,000 บาทเท่ากันทั้งหมด
ในช่วงท้าย นายชวนกล่าวว่า ได้ยินรองนายกและ รมว.คมนาคมพูดเรื่องจะไม่ยอมให้มีการส่งส่วย และได้ยินรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่คุมสำนักงบประมาณ พูดว่าจะไม่ใช้วิธีการเอาเปรียบ มือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็ยินดี แต่ที่มาทั้งหมดอยู่ที่ว่าเราจะทำได้หรือไม่ เราจะไม่ยอมรับการส่งส่วยหรือมาอยู่ที่ที่มา
"หากเรามาโดยซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ผมเชื่อว่าเราทำสิ่งที่ถูกต้องได้ตามแนวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งไว้ตอนเสด็จฯ ทรงเปิดพิธีรัฐสภา ซึ่งทุกกระทรวงต้องยึดแนวนี้ จะทำได้หรือไม่ ใครก็ตามที่พูดไว้ ในสภาฯ นี้เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์นะครับ ต่อหน้าเบื้องพระพักตร์พระบรมรูปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใครที่ทำอะไรไม่ถูกต้อง ผมคิดว่ามีอันเป็นไปนะครับ" นายชวนระบุ
เวลา 19.30 น. นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรค ภท. กล่าวว่า การพิจารณางบประมาณในครั้งนี้ตนให้ชื่อว่า พ.ร.บ.งบประมาณแบบปรุงจืด เพราะมันรู้สึกแบบจืดๆ อึนๆ ไม่มีสีสัน ไม่เผ็ดร้อน แต่มันเป็นสวยแบบธรรมชาติ ข้อเสนอแนะทั้งของฝ่ายค้านและรัฐบาล ถ้าบอกว่าถ้าเราวางทางการเมือง และตนอยากจะฝากไปถึงทุกกระทรวง ถ้ามองก็จะเห็นข้อเสนอแนะของฝ่ายค้าน อีกทั้งต้องขอบคุณที่เปิดเผยข้อมูลจัดสรรงบประมาณ นั่นสะท้อนถึงความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ และต้องบอกว่ารัฐบาลชุดนี้พวกเราไม่เคยกลัวการตรวจสอบ
ฉลุยรับร่าง พรบ.งบวาระแรก
กระทั่งเวลา 19.50 น. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน พรรคประชาชน อภิปรายสรุปว่า สิ่งที่ตนคาดหวังอยากเห็นจากการนำเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ว่าจะช่วยสร้างความหวัง ความมั่นคง สร้างอนาคตให้กับประชาชนในชาตินี้อย่างไร และรัฐบาลเองมีภาพในหัวอย่างไร มีวิชันต่อจากนี้เป็นอย่างไรบ้างที่อยากให้สะท้อนอยู่ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ แต่ต้องยอมรับตามข้อเท็จจริงว่า ตลอด 3 วันที่ผ่านมา ตนไม่เห็นภาพสิ่งต่างๆ เหล่านั้นเลย ไม่ได้เป็นงบประมาณที่ตอบโจทย์วิกฤตการคลัง ไม่ได้เป็นงบประมาณที่ลงทุนกับอนาคตของประเทศ ไม่ได้เป็นงบประมาณที่มองเห็นคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างดีเพียงพอ
“เป็นงบประมาณที่เงินจำนวนมากที่พวกเราตั้งข้อสังเกตว่าถูกจัดสรรไปผิดที่ กำลังส่งตรงไปยังโครงการที่ผู้รับเหมาบางกลุ่มเป็นเจ้าของแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนในรัฐบาลหรือไม่ และกำลังถูกจัดสรรไปยังองค์กรอิสระที่รัฐบาลไม่อยากไปแตะต้องหรือไม่ หรือจงใจหลีกเลี่ยงไม่ใช้เงินในงบประมาณ แต่ไปออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่สภาควบคุมไม่ถึง ดังนั้น ทั้งหมดนี้เป็นข้อสังเกตที่ผมมาตั้งให้ทุกท่านเห็นว่าทำไมพวกเราถึงมองว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฉบับนี้ ที่มาจากภาษีของประชาชนคนไทยทุกคนไม่ได้กำลังจะช่วยไทย แต่มันกำลังจะช่วยใครบางคนที่เป็นเสาค้ำยันอำนาจให้กับรัฐบาลสีน้ำเงินนี้อยู่” นายณัฐพงษ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายณัฐพงษ์กำลังอภิปรายเป็นคนสุดท้าย ระหว่างที่นายไชยชนกเดินไปที่นั่งของพรรค ภท. น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ได้เดินมาหานายไชยชนก โดยมีนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท. เข้ามาสวมกอด ก่อน น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 จะเข้ามาพูดคุยอย่างยิ้มแย้ม โดยบางช่วงได้ใช้มือแตะหัว น.ส.รักชนกด้วยความเอ็นดู
เวลา 20.30 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง สรุปการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2570 ปิดท้ายว่า งบประมาณ 2570 รัฐบาลมุ่งมั่นทำให้โปร่งใสมากขึ้น แม้การจัดทำงบประมาณ 2570 จะมีอยู่อย่างจำกัด แต่รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับประชาชนและประโยชน์สูงสุดของประเทศ เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่เครื่องมืออื่น มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์และประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
“สำหรับความเห็น ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ฝากคณะกรรมาธิการนำไปประกอบการพิจารณาให้เป็นไปด้วยความรอบคอบยิ่งขึ้น และเกิดประโยชน์กับประชาชน มาช่วยกันพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ให้คนไทยมีความหวัง และขีดความสามารถประเทศไทยจะดีขึ้น” นายเอกนิติกล่าว
จากนั้นเวลา 21.00 น. นายโสภณนำกล่าวเข้าสู่การลงมติ โดยมีจำนวนสมาชิกแสดงตน 491 คน ถือว่าครบองค์ประชุม แล้วจึงถามมติว่าจะรับหลักการแห่งร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2570 หรือไม่ โดยผลสรุปว่า ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ด้วยคะแนน 288 เสียง ต่อ 119 เสียง งดออกเสียง 86 เสียง มีคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ 72 คน กำหนดเวลาแปรญัตติ 30 วัน
สัดส่วนคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 รวม 72 คน คณะรัฐมนตรี (ครม.) 18 คน พรรคภูมิใจไทย 21 คน, พรรคประชาชน 13 คน, พรรคเพื่อไทย 8 คน, พรรคกล้าธรรม 6 คน, พรรคประชาธิปัตย์ 2 คน, พรรคไทรวมพลัง 1 คน, พรรคประชาชาติ 1 คน, พรรคพลังประชารัฐ 1 คน, พรรคเศรษฐกิจ 1 คน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘โปรตุเกส’ ไม่ง่ายบู๊‘โครแอต’ ‘โรนัลโด’ พร้อมลงล่าตาข่าย
เดินทางมาถึงวันที่ 5 ของการแข่งขันในรอบน็อกเอาต์ 32 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 ที่ 3 ชาติจากโซนอเมริกาเหนือร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ไฮไลต์ในค่ำคืนวันที่ 2 กรกฎาคม หรือตรงกับช่วงเช้าตรู่วันที่ 3 กรกฎาคม ตามเวลาประเทศไทย "ฝอยทอง" ทีมชาติโปรตุเกส พบกับ "ตาหมากรุก" ทีมชาติโครเอเชีย ฟาดแข้งในเวลา 06.00 น.
ใกล้สรุปโกงสอบ มท.สาวยกแก๊ง กฤตขอโทษรมต.
“วรศิษฎ์” เผยคณะ กก.ตรวจสอบฯ เตรียมสรุปผลปมทุจริตสอบท้องถิ่น
หนูเดือด!ไทยฉาวขนยา สางเองถก‘ปปส.-AOT’
"อนุทิน” เดือดปุดแอร์สาวขนแป้งฉาวโลก สั่งข้ามทวีปเรียกประชุม ป.ป.ส.-AOT
3ก.ค.ประเมิน‘แลนด์บริดจ์’
“สศช.” นัดประชุมอนุ กก. ประเมินความคุ้มค่า "แลนด์บริดจ์"
‘อังกฤษ’เร่งปรับเกมรุก หวังพิชิต ‘ดีอาร์ คองโก’
ลงสนามฟาดแข้งในรอบ 32 ทีมสุดท้ายกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก และแคนาดาเป็นเจ้าภาพ
สภาสูงไฟเขียว‘กม.นิรโทษ’ ห้ามล้างผิด112ไม่ซุกฮั้วสว.
ที่ประชุมวุฒิสภาไฟเขียว "พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข" นิรโทษคดีการเมือง

